53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

สืบสานประเพณีตักบาตรเทโวฯ

แม่เหียะ” ร่วมกับ “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” สืบสานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 11 ตุลาคม 2565 มีพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ จำนวนหลายพันคนร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 69 รูป เนื่องในวันออกพรรษา ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ “เทศบาลเมืองแม่เหียะ” ได้ร่วมกับ “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” และคณะสงฆ์ตำบลแม่เหียะ จัดขึ้นเพื่อสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่งดงามของไทยให้คงอยู่ เป็นแบบอย่างที่ดีในการสืบสานต่อยอด อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ อีกด้วย ขอบคุณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruek

พระเจดีย์ อัฏฐิพระเจ้าติโลกราช

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาชมความสวยงามพระเจดีย์ อัฏฐิพระเจ้าติโลกราช พระเจดีย์ อัฏฐิพระเจ้าติโลกราช พระมหากษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังรายพระองค์ที่ 9 อยู่ที่วัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ ซึ่งทานทรงครองราชย์ พ.ศ. 1985–2030 พระนามเดิมคือ “เจ้าลก” เนื่องจากเป็นพระโอรสองค์ที่ 6 ในพญาสามฝั่งแกน ร่วมรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา หากใครได้มาเชียงใหม่ ไม่ควรพลาดมาไหว้สักการะพระเจดีย์ อัฏฐิพระเจ้าติโลกราช ที่วัดเจ็ดยอด เชียงใหม่

ศาลาพระเจ้า 700 ปี ศรีเมืองเชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอ ศาลาพระเจ้า 700 ปี พระพุทธรูปสมโภชเมืองเชียงใหม่ 700 ปี ตามหลักมงคล 7 ประการ “พระเจ้า 700 ปี ศรีเมืองเชียงใหม่” วัดเจ็ดยอด ศาลาพระเจ้า 700 ปี อยู่ที่วัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ โดยในการจัดสร้าง พระเจ้า 700 ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ ได้อัญเชิญพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสำคัญของล้านนา และสัญลักษณ์อันเป็นมงคล 7 ประการ มาบรรจุรวมกันไว้ในพระพุทธรูป เพื่อเป็นศรีและมงคลแก่บ้านเมือง ตราสัญลักษณ์สมโภชเมืองเชียงใหม่ 700 ปี อ่านต่อ เชียงใหม่นิวส์

พระธาตุเจดีย์วัดศรีสุพรรณ เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา  ขอนำเสนอเรื่องราว พระบรมธาตุเจดีย์ อายุกว่า 500 ปี ที่เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 65 เวลา 17.00 ที่ผ่านมา เกิดการถล่มเนื่องจากฝนตกหนัก มีการอุ้มน้ำและเกิดรอยร้าว ประวัติ วัดศรีสุพรรณ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2043 ในสมัยของพญาแก้ว ราชวงศ์มังราย พระนางสิริยสวดี พระราชมารดามหาเทวีเจ้า โปรดให้มหาอำมาตย์ชื่อเจ้าหมื่นหลวงจ่าคำ สร้างวัดชื่อว่า วัดศรีสุพรรณอาราม ต่อมาเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดศรีสุพรรณ” และทำการผูกพัทธสีมาอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. 2052 ขอบคุณ วัดศรีสุพรรณ ถ.วัวลาย ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากการสันนิษฐาน ว่ามีการสร้างวิหาร พระบรมธาตุเจดีย์ อุโบสถ หลังจากสร้างวัดแล้ว และนำพระพุทธปาฏิหาริย์ มาประดิษฐานในอุโบสถวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2400 ขอบคุณข่าว […]

วัดเจดีย์เหลี่ยม ในเวียงกุมกาม เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของวัดเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานนั่นคือ “วัดเจดีย์เหลี่ยม” หรือที่ชาวบ้านเรียกวัดกู่คำหลวง “วัดเจดีย์เหลี่ยม” ตั้งอยู่บน ถนนสายเกาะกลาง-หนองหอย ติดกับเมืองเก่าในอดีตเวียงกุมกาม โบราณสถานชื่อดังของเชียงใหม่ วัดเจดีย์เหลี่ยม หรือวัดกู่คำ นั้น ตั้งอยู่เลขที่ 172 หมู่ 1 บ้านเจดีย์เหลี่ยม ถนนสายเกาะกลาง ตําบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1831 หลังจากที่พญาเม็งรายยกทัพมาตีเมืองลำพูนแล้ว ในขณะที่พระองค์ยกทัพไปสร้างเมืองใหม่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ได้ 5 ปี ต่อมาปี พ.ศ. 1820 จึงยกทัพมาสร้างเมืองใหม่ริมแม่น้ำปิง ตั้งชื่อเมืองว่า “เวียงกุมกาม” จนในปี พ.ศ. 1830 ทรงให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์จากวัดจามเทวี จังหวัดลําพูน มาเป็นต้นแบบ พญาเม็งรายให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน แล้วให้ขุดหนองสระใกล้ที่ประทับ พระองค์ทรงโปรดให้เอาดินที่ขุดจากหนองมาปั้นเป็นอิฐ นำมาก่อเป็นเจดีย์ไว้ในเวียงกุมกาม เพื่อเป็นที่สักการะของประชาชน ลักษณะของ เจดีย์เป็นรูปทรงมณฑปลด 5 ชั้น มีลักษณะเดียวกับกู่กุด วัดจามเทวี […]

กาสะลอง ดอกไม้กลิ่นหอม เสน่ห์ล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราว ของดอกกาสะลอง หรือ ดอกซ้องปีบ ของล้านนา ที่ช่วงนี้เบ่งบาน มีกลิ่นหอม ดอกสวยงาม กาสะลอง มีชื่ออื่น ๆ ที่เรียกกันอีกว่า ดอกปีบ หรือทางเหนืออาจเรียกว่า กาซะลอง กาดสะลอง แต่เห็นเป็นดอกไม้พื้นบ้านอย่างนี้ ก็แอบมีชื่อภาษาอังกฤษด้วยนะคะ โดยกาสะลอง ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Cork Tree หรือ Indian Cork ส่วนชื่อทางวิทยาศาสตร์ของกาสะลอง คือ Millingtonia hortensis L.f. กาสะลอง เป็นพืชในวงศ์ Bignoniaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกมีสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ ยอดอ่อนมีขนนุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ขนาดใบกว้าง 13-20 เซนติเมตร ยาว 16-26 เซนติเมตร ก้านใบยาว 3.5-6 […]

อนุสาวรีย์ช้างเผือก เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา  ขอนำเสนอเรื่องราวของ อนุสาวรีย์ช้างเผือก เชียงใหม่ อนุสาวรีย์ช้างเผือก ตั้งอยู่บริเวณข่วงช้าง ด้านหน้าสถานีขนส่งเชียงใหม่แห่งที่ 1 หรือที่คนเชียงใหม่เรียกว่า สถานีขนส่งช้างเผือก เป็นท่าขึ้นรถเพื่อเดินทางระหว่างอำเภอภายในจังหวัดเชียงใหม่ และระหว่างอำเภอไปยังจังหวัดใกล้เคียง อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่ จากแผ่นจารึก ณ ประตูเชียงเผือก อำเภอเมือง เชียงใหม่ จารึกข้อความว่าสร้างในสมัยพญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 9 ของล้านนาไทย ระหว่าง พ.ศ.1931-1954 โดยมหาดเล็กชื่ออ้ายออบ และอ้ายยี่ระ ซึ่งได้ช่วยเหลือพญาแสนเมืองมาโดยผลัดกันแบกพระองค์ให้พ้นอันตรายจากการโจมตีของกองทัพสุโขทัย กษัตริย์ล้านนาได้ปูนบำเหน็จมหาดเล็กทั้งสองให้เป็นที่ พวกช้างซ้ายขวา หรือขุนช้างซ้าย ขุนช้างขวา ขุนช้างทั้งสองตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงโฉม ซึ่งอยู่ทิศด้านตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ ขุนทั้งสองได้สร้างรูปปั้นช้างเผือกไว้ด้านซ้ายขวาของประตูช้างเผือก ต่อมาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระเจ้ากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้สร้างรูปปั้นช้างเผือก 2 เชือกมีขนาดโตใกล้เคียงกับช้างตัวจริงพร้อมสร้างซุ้มโค้งคลุมช้างเอาไว้ให้มองเข้าไปทางด้านหัวช้าง มีกำแพงล้อมรอบบริเวณทั้ง 4 ทิศ และมีประตูเข้า-ออกได้ทาด้วยสีขาวทั้งตัวช้างและกำแพง ช้างเชือกที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกชื่อ “พญาปราบจักรวาล” และช้างเชือกที่หันหน้าไปทางทิศเหนือชื่อ “พญาปราบเมืองมารเมืองยักษ์” เมื่อวันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ.2343 ไว้ทางหัวเวียงนอกประตูช้างเผือก […]

ย้อนรอยสี่แยกช้างเผือกก่อนสร้างวงเวียนน้ำพุ 2503

ย่านช้างเผือกหมายถึงบริเวณประตูช้างเผือก ตั้งอยู่บริเวณถนนช้างเผือกต่อกับถนนโชตนา ชื่อย่านช้างเผือกน่าจะมาจากรูปปั้นช้างเผือก 2 ตัว คือ ปราบจักรวาลและปราบเมืองมารเมืองยักษ์ ซึ่งพระเจ้ากาวิละโปรดให้สร้างไว้ที่ประตูหัวเวียง ปัจจุบันช้างเผือกทั้งสองนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าของประตูขนส่งช้างเผือก ส่วนที่บริเวณด้านหน้าประตูช้างเผือกได้สร้างน้ำพุรูปช้างเผือก (ช้างทาสีขาว) ตั้งอยู่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประตูช้างเผือก ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่าเคยมีการสร้างช้างเผือกมาแล้วตั้งแต่สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับจากการทำศึกกับสุโขทัย แต่เดิมย่านช้างเผือกเป็นที่รวมของชุมชนหลากหลายเชื้อชาติเช่นเดียวกับย่านอื่นๆ คือมีทั้งชาวจีน คนเมือง คนไทยใหญ่ และมุสลิม ความหลากหลายของผู้คนเหล่านี้เห็นได้จากศาสนสถานซึ่งเป็นสถานที่ทำบุญของแต่ละชุมชนที่ยังคงอาศัยอยู่จนถึงทุกวันนี้ เช่น กลุ่มคนเมืองและคนจีนไปวัดเชียงยืน คนไทยใหญ่ไปวัดป่าเป้า ส่วนคนมุสลิมก็มีมัสยิดเป็นศูนย์รวมจิตใจอยู่ในชุมชน ชุมชนมุสลิมแห่งนี้เพิ่งจะมาตั้งอยู่ที่นี่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง อาชีพหนึ่งที่เคยเป็นอาชีพหลักของชาวไทยใหญ่ในแถบนี้คือ การทำหนังพอง ที่นิยมรับประทานแกล้มกับขนมจีนน้ำเงี้ยว หนังพองมีลักษณะคล้ายแคบหมูทำจากหนังวัว ในขณะที่แคบหมูทำจากหนังหมู ปัจจุบันอาชีพนี้หายไปจากชุมชนหมดแล้ว ใกล้ๆ กับประตูช้างเผือก เป็นที่ตั้งของตลาดช้างเผือก แต่เดิมเป็นย่านการค้าที่มีกลุ่มพ่อค้าจากทางเหนือของเมืองนำของมาวางขายร่วมกับคนในย่านชุมชนนี้ ปัจจุบันพ่อค้ากลุ่มนี้ยังมีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ตลาดช้างเผือกเป็นตลาดสด เริ่มติดตลาดตั้งแต่ตี 3 ตี 4 พอสายสัก 9 โมงเช้าตลาดก็เริ่มวายแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าขายปลีกและกลุ่มที่ทำอาหารขาย ฉะนั้นของที่ขายที่นี่จะมีทั้งอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป ส่วนหนึ่งขายกันแบบยกโหล เช่นแคบหมู โจ๊ก บะหมี่ และก๋วยจั๊บ รวมทั้งอาหารสดเช่น หมู […]

วัดสวนดอก เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอ เรื่องราวของ วัดสวนดอก เชียงใหม่ ที่สวยงามคู่เมืองล้านนา สถานที่บรรจุอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ซึ่งมีไม่กี่ที่ในล้านนา ซึ่ง วัดสวนดอก ตั้งอยู่เลขที่ 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากประตูสวนดอกไปทาง ทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร เนื้อที่ของวัดมี 35 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสวนดอก เป็นวัดที่พระเจ้ากือนาธรรมิกราช กษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย (อาณาจักรล้านนา) เป็นผู้ทรงสร้างซึ่งถือเป็นวัดมังราย (อาณาจักรล้านนา) ซึ่งถือเป็นวัดที่สำคัญยิ่งในสมัยนั้น สาเหตุที่พระองค์ทรงสร้างเพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา อีกทั้งเพื่อเป็นสถานที่อยู่และปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ พร้อมกันนั้นก็เป็นที่พุทธศาสนิกชนได้ใช้เป็นสถานที่ทำบุญ และประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชาวพุทธอีกด้วย ซึ่งคาดว่าวัดสวนดอก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ.1962 วัดสวนดอก ได้พัฒนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน รัฐบาลได้เห็นความสำคัญจึงส่งเสริม สนับสนุน และยกย่องชมเชย พร้อมกับยกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. […]

อานิสงส์ของการถวายประทีปโคมไฟ

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของอานิสงส์ของการถวายประทีปโคมไฟ ที่เชื่อว่าทำให้ชีวิตสว่างสดใส ดุจดัง แสงโคมประทีป ซึ่งลำพูนจะจัด งานโคมแสนดวง 2565 วันที่ 25 ก.ย.-8 พ.ย.65 นี้ ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย และลานเจ้าแม่จามเทวี ลำพูน ย้อนไปถึงเรื่องราว อานิสงส์ของการถวายประทีปโคมไฟ พระอนุรุทธะ เอตทัคคะในทางผู้มีทิพย์จักษุญาณ ซึ่งเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ฉลาดรอบรู้พระธรรมวินัยอย่างแตกฉาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะในชาติปางก่อนพระอนุรุทธะเคย “ให้แสงประทีปเป็นทาน” พระบรมศาสดา ได้ตรัสยกท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ผู้มีทิพยจักษุญาณ พระอนุรุทธะ ในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นคนยากจนแต่ท่านได้ทำบุญใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่ออกจากฌาณสมาบัติและอธิษฐานว่า “คำว่า ไม่มี” จงอย่าเกิดแก่ข้าพเจ้า และก็ได้เป็นเศรษฐี  ใน ชาตินั้นเมื่อละโลกไปก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ 7 ชาติ พระมหาจักรพรรดิ์ 14 ชาติ อีกทั้งเคยทำบุญใหญ่สร้างประทีปโคมไฟหลายพันดวงเพื่อบูชาเจดีย์ ในชาติสุดท้ายมาบังเกิดเป็น พระอนุรุทธะ ขณะที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานท่านก็ตามดูจิตของพระบรมศาสดาและบอกพระ อานนท์ทราบทุกขณะ อานิสงส์ของการถวายประทีปโคมไฟ 1. ย่อมเป็นผู้รู้คุณของพระรัตนตรัย ทำให้มีศรัทธามั่นคง 2. เป็นผู้มีความเคารพ […]

ตำนานพญานาค ล้านนา

องค์พญานาคิณีศรีเวียงพิงค์ พญาพิงคอัฆคินทร์นาคราช ที่ วัดยางกวง อ.เมืองเชียงใหม่  เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวตำนานขององค์พญานาค ที่ปกปกรักษาเมืองล้านนา ที่ปรากฎที่ วัดยางกวง เชียงใหม่ มีรูปปั้นและภาพองค์พญานาคิณีศรีเวียงพิงค์ พญาพิงคอัฆคินทร์นาคราช ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นองค์พญานาคที่ปกปักรักษาดินแดนล้านนา ซึ่งที่มาของภาพวาด พญานาคพิงฆอัคคินทร์นาคราช และ พญานาคิณีศรีเวียงพิงค์ ที่หลายคนถามมา นี่คือเหตุการณ์ตอนวาดภาพช่วงก่อนออกพรรษาปีที่แล้ว ผมได้โทรคุยกับอาจารย์หนึ่งให้เริ่มวาดภาพจุดธูปบอกกล่าวขออนุญาต หลังจากที่ศิลปินผู้วาดภาพได้บอกกล่าว ก็นั่งพักคิดหาแบบ แต่ยังไม่ทันร่างแบบ มีคลื่นพลังงานบอกให้อาจารย์เริ่มวาดโดยให้ใช้ผ้าใบผืนใหญ่ที่สุดที่มี เพราะองค์พญานาคนั้นท่านองค์ใหญ่มาก และให้วาดตามขณะจิตที่เกิดขึ้นขณะนั้น โดยไม่มีแบบ ไม่มีการร่าง คาถาที่ท่องเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น แต่พู่กันที่ลงไปนั้นมีความแม่นยำ และ พลิ้วไหวดุจมีชีวิต งดงามสง่างาม อาจารย์ที่วาดภาพบอกว่าในขณะที่วาดเหมือนมีพลังงานบางอย่างให้เคลื่อนไหวไปตามพู่กัน และบอกว่านี่คือลักษณะที่ถูกต้องของท่าน และ ให้ได้นำลักษณะของท่านนี้นำไปสื่อสารให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างวัดทำนุบำรุงพระศาสนา การวาดภาพองค์พญานาคขึ้น เพื่อรำลึกถึง การทำหน้าที่เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาของพญานาค ที่แม้ท่านมีฤทธิ์มากเพียงใด ท่านก็ยังปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อหลุดพ้นจากวัฏฏะการเวียนว่ายตายเกิด ให้มนุษย์ได้พึ่งพาพระธรรมให้พ้นทุกข์ตามสัจธรรม ไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดยิ่งใหญ่เหนือสัจจธรรม ขอบคุณ คุณอั้ม – อธิชาติ ชุมนานนท์ […]

ธุดงคสถานลำพูน อ.บ้านโฮ่ง ลำพูน

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอสถานที่ ธุดงคสถานลำพูน สถานปฏิบัติธรรม อบรมจริยธรรมแก่พุทธศาสนิกชน นักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดลำพูน และประชาชนทั่วไป ซึ่ง ธุดงคสถานลำพูน ได้จัดกิจกรรมสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และปฏิบัติธรรม เพื่อให้ประชาชนได้ฝึกเจริญสมาธิ ฝึกจิตปฏิบัติธรรม ในสถานที่บรรยากาศรายล้อมด้วยธรรมชาติ ในอำเภอบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ผู้มีจิตอันกุศลสนใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรม เป็นหมู่คณะหรือติดต่อสอบถามได้ รวมถึงสามารถ ร่วมบุญสร้างวิหารหลวง อาคารกิจกรรม ธุดงคสถานลำพูน ที่ตั้งอยู่ตำบล เหล่ายาว อำเภอ บ้านโฮ่ง ลำพูน 51130 โทร 086-4550562 และสามารถร่วมบุญได้ที่ QR code ธุดงคสถานลำพูน ชื่อบัญชีพระกิติพัฒน์ ฐิตธมฺโม (จุลเวช)ธนาคารกสิกรไทย สาขาลำพูน เลขที่บัญชี 136-1-10411-7

1 22 23 24 25 26 42