53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

1 ปีเวียนมาบรรจบ “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่”

“ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่” ถ้าพูดถึงประเพณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงจะเคยได้ยิน และคุ้นหูกันแล้ว เพราะประเพณีจะจัดขึ้นในช่วงของเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 ของทุกปี นอกจากจะมีการเล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ยังมีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ สรงน้ำพระ ขนทรายเข้าวัด และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์” ก่อนจะถึงวันปี๋ใหม่เมือง หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยนั้น ชาวเชียงใหม่มักจะทำความสะอาดบ้านเรือน และชำระล้างร่างกายให้สะอาด เพราะจะถือว่าล้างสิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นสิริมงคลออกจากชีวิต และเตรียมต้อนรับสิ่งใหม่ๆ สิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต ตามประเพณีเก่าแก่นั้น ชาวเชียงใหม่จะถือวันสำคัญอยู่ 4 วัน คือ วันที่ 13 14 15 และ 16 เมษายน วันที่ 13 เมษายน คือ วันสังขานต์ล่อง เป็นวันที่ชาวเชียงใหม่จะลอยทุกข์ลอยโศก ลอยความไม่เป็นสิริมงคลให้ออกจากชีวิตไป และชำระล้างบ้านเรือน ร่างกายให้สะอาด อีกทั้งในวันนี้จะมีขบวนแห่สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ บริเวณรอบเมืองเชียงใหม่ ให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล วันที่ 14 เมษายน คือ วันเน่า ชาวล้านนาเชื่อกันว่าจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นสิริมงคล ไม่ด่าทอ และเคร่งครัดในศีล 5 […]

ปั๊กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีเถาะ พ.ศ.2566

ร้านหนังสือประเทืองวิทยา เชียงใหม่ อนุเคราะห์ “เชียงใหม่นิวส์” ให้เผยแพร่ “ปั๊กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีก่าเหม้าหรือหนใต้เรียกปีเถาะ” จุลศักราช 1385 พุทธศักราช 2566 ระบุรายละเอียดไว้ว่า ปั๊กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีก่าเหม้าหรือหนใต้เรียกปีเถาะ จุลศักราช ๑๓๘๕ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส (เดือนแปดใต้เดือนสิบเหนือสองหน) ปรกติวารปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายออกจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๙ ค่ำเดือน ๗ เหนือเดือน ๕ ใต้ ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๖ นาฬิกา ๐๔ นาที ๔๘ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสัง ขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องสีขาว เครื่องประดับวิทูรย์ หัตถ์ขวาบนถือกระจกเงาหัตถ์ขวาล่างถือสร้อยประคำ หัตถ์ซ้ายบนถือหอกหัตถ์ซ้ายล่างพาดตักไว้ ทรงนั่งยองๆมาบนหลังควาย รุกจากหนอาคเนย์ไปพายัพ มีนางลิตานั่งรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันนี้ต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านช่องห้องหอร้านค้าร้านขายหื้อสะอาดสอ้านน่าอยู่น่าค้า รุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๖ เป็นวันเนาว์หรือวันเน่า บ่ดีกล่าวผรุสวาจาอย่าคิดอาฆาตมาดร้ายใดใดให้เป็นอกุศลต่อชีวิต […]

หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ ตำนานความศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่

“พุทธศาสนา” เป็นศาสนาหลักของคนไทย ต่างมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องผีสางเทวดาควบคู่กันไปด้วยมาตั้งแต่โบราณกาล ในภาคเหนือล้านนา จะพบเห็นได้ว่ามีวัดวาอารามอยู่มากมาย ประจำทุกหมู่ บ้าน ยิ่งในเขตพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ มีวัดเก่าแก่ชนิดวัดติดวัดกันเลยทีเดียว เป็นแหล่งอารยธรรมโบ ราณสถานที่สำคัญ มีประวัติที่ยาวนาน จึงจะเห็นได้ว่าในแต่ละวันไม่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น รวมชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติ หลั่งไหลเข้ามาศึกษา กราบไหว้สักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ในแต่ละวันจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน และเป็นที่สังเกตว่า วัดพระธาตุดอยคำ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ เป็นวัดดาวรุ่งพุ่งแรง ถึงแม้ว่าจะเป็นวัดเก่าแก่สร้างในปี พ.ศ.1230  รัชสมัยพระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งหริภุญชัย โดยพระโอรสทั้ง 2 เป็นผู้สร้างในปี พ.ศ. 1230 ประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ศา ลาการเปรียญกุฏิสงฆ์ และพระพุทธรูปปูนปั้น เดิมชื่อวัดสุวรรณบรรพต แต่ชาวบ้านเรียกว่าวัดดอยคำ กลายเป็นวัดร้างมายาวนาน เมื่อราวปี พ.ศ. 2509 วัดดอยคำกรุแตก ชาวบ้านพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) เป็นต้น ต่อมามีพระครูสุนทรเจติยารักษ์ หรือ ”ครูบาพิณ” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยคำ […]

“ปั๊มน้ำมันสามทหาร” หนึ่งเดียวในประเทศกับคุณค่าทางใจของชาวลำพูน

หากจะกล่าวถึงความสำคัญของปั๊มน้ำมันสามทหารลำพูน คงต้องกล่าวถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันในประเทศไทยก่อน ประเทศไทย เริ่มนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ.2431 หรือ 10 ปีหลังจากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันในอเมริกา และก่อนมีการใช้ปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิงอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยเริ่มจากการใช้น้ำมันก๊าดสำหรับตะเกียง และน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องจักรไอน้ำในโรงสีข้าว และโรงเลื่อย ในระยะแรกคนไม่ค่อยกล้าใช้น้ำมันก๊าด เพราะกลัวไฟไหม้เนื่องจากติดไฟง่าย แต่เมื่อพบว่าน้ำมันก๊าดใช้สะดวก มีควันและเขม่าน้อยกว่าน้ำมันมะพร้าว ความนิยมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาความนิยมน้ำมันก๊าดเริ่มลดลง พร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของไฟฟ้า รถยนต์เครื่องยนต์เบนซินคันแรก ถูกนำเข้ามาในปี พ.ศ.2439 โดยพระยาสุรศักดิ์มนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อีก 2 – 3 ปีต่อมา รถสองแถวคันแรกถูกดัดแปลงขึ้นมาจากรถม้า ใส่เครื่องยนต์ฟอร์ดตัวถังรถทำมาจากไม้สัก มีที่นั่งยาวทั้ง 2 ข้าง เมื่อมีถนน และผู้คนนิยมใช้รถยนต์มากขึ้นปริมาณการบริโภคน้ำมันนำเข้ามาจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีการก่อตั้งบริษัทน้ำมันขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ คือ บริษัทรอยัล – ดัทช์ ปิโตรเลียม ในปี พ.ศ.2435 และบริษัทสแตนดาร์ดออยส์ ในปี 2437 นับเป็นผู้ค้าน้ำมันรายแรกในประเทศไทย เมื่อน้ำมันปิโตรเลียมกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ รัฐบาลไทยก็ตระหนักถึงผลกระทบจากการที่ประเทศไทยไม่สามารถจัดหา ผลิต […]

19 กันยายน 2542 “สันป่าตองวิปโยค”

ย้อนรอยเหตุสะเทือนใจชาวเชียงใหม่ 19 กันยายน 2542 เมื่อโรงงานอบลำไยระเบิด ที่บ้านหนองแท่น หมู่ 2 ต.บ้านกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เหตุกาณ์นี้คร่าชีวิตคนไปมากกว่า 40 คน พร้อมกับความสูญเสีย สะเทือนขวัญ และเสียหายอีกมหาศาล ในช่วงเวลานั้นชาวบ้านต่างใช้ชีวิตกันอย่างปกติ จนกระทั่งคนงานในโรงงานกำลังนำสารโปแตสเซียมคลอเรตผสมกับสารอื่นๆ ตามสูตรเร่งดอกลำไย แต่กลับเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่คาดคิด ทำให้สารเคมีการเกษตรแปรสภาพเป็นสารก่อระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรง ทำให้คนงานเสียชีวิตทันทีมากกว่า 30 คน และแรงระเบิดทำให้บ้านเรือนระแวกนั้นได้รับแรงสั่นสะเทือน พังเสียหาย และที่น่าสลดใจคือพวกเขาพบเห็นเศษชิ้นเนื้อคนกระจัดกระจายตามพื้น เกิดก๊าซพิษฟุ้งทั่วบริเวณ และเกิดสารตกค้างที่ทำให้ดินเป็นกรด เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 45 คน บาดเจ็บหลายร้อยราย บ้านเรือนประชาชนในรัศมีรอบจุดเกิดเหตุ 1 กม.ได้รับความเสียหายกว่า 500 หลังคาเรือน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 500 ล้านบาท จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2559 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ออกหมายจับเจ้าของโรงงานดังกล่าว ฐานความผิด คือ ผิด พ.ร.บ.โรงงาน, ความผิดต่อชีวิต, ผิด พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ขอบคุณภาพจาก : […]

งานปอย งานที่มีหลายความหมาย

เชื่อว่าคนเหนือส่วนใหญ่คงจะรู้จักงานบุญที่อยู่คู่กับชาวล้านนามาอย่างยาวนาน นั้นก็คืองานปอย งานบุญประเพณีพื้นเมืองที่จัดขึ้นเฉลิมฉลอง แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะคำว่างานปอยยังมีอีกหลายความหมาย วันนี้เชียงใหม่นิวส์จึงอยากจะพาทุกคนมารู้จักความหมายของงานปอย รวมไปถึงงานปอยแต่ละแบบเป็นอย่างไรบ้าง ในส่วนของความหมายนั้น คำว่า ปอย  ในภาษาเหนือหมายถึงประเพณี พิธีกรรม งานรื่นเริง ที่ใหญ่โต จัดโดยใช้ผู้คนมาร่วมมือหลายฝ่าย โดยเว็บไซต์ประเพณีดอทคอมได้กล่าวว่า ปอยนั้นมีความหมายหลายแบบ โดยจะอธิบายความหมายแต่ละงานปอยดังต่อไปนี้ ปอยส่างลอง ปอยส่างลอง หรือ งานบวชลูกแก้ว เพื่อทำการบรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา โดยจะพบเห็นการจัดปอยส่างลองกันมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และอำเภอปาย คนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมประเพณีนี้สืบเชื้อสายมาจากไทใหญ่ ซึ่งก็ได้ร่วมกันสืบทอดงานประเพณีนี้มาเป็นเวลาช้านาน ปอยหน้อย ปอยบวชหรือปอยเป็ก ที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเป็นงานรื่นเริงส่วนบุคคลระหว่างพ่อแม่ของนาคญาติและมิตรใกล้เคียงเท่านั้น เป็นการฉลองไม่ใหญ่โต จึงเรียกว่า ปอยหน้อย หมายถึงปอยหรืองานเล็ก ๆ หน้อย ภาษาเหนือ คือเล็กน้อย ปอยหลวง หมายถึงงานสมโภชใหญ่ ได้แก่การฉลองถาวรวัตถุประจำหมู่บ้าน เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิสงฆ์ เจดีย์ เป็นงานมหกรรมที่ใช้เวลาหลายวัน มีประชาชนและหัววัดต่าง ๆ ที่มาจากวัดอื่น ๆ มาร่วมเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า […]

เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยเกิดโรคระบาดใหญ่

ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 27 กรกฏาคม พ.ศ. 2462 หรือเมื่อราว 100 ปีที่แล้ว ประเทศสยามเคยเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ทำให้มีคนตายถึง 8 หมื่นกว่าคน โดยข้อความในราชกิจจานุเบกษาเขียนไว้ว่า แจ้งความกระทรวงมหาดไทย ไข้หวัดหรืออินฟูเอนซา ได้เริ่มเป็นขึ้นในพระราชอาณาจักรภาคใต้ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2461 ก่อน แล้วกระจายแพร่ไปทั่วพระราชอาณาจักร พึ่งสงบลงเมื่อเดือนมีนาคมที่ล่วงมานั้นในส่วนหัวเมือง 17 มณฑล โดยพระมหากรุณาธิคุณได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดส่งแพทย์ ส่งยาและคำแนะนำออกไปช่วยป้องกันรักษาสมทบ กับแพทย์ประจำเมือง เมื่อโรคสงบแล้วได้บัญชีจำนวนคนที่ป่วยเจ็บและตายด้วยโรคนี้ ตามบัญชีท้ายแจ้งความนี้ ศาลาว่าการมหาดไทย แจ้งความมา ณ วันที่ 14 กรกฏาคม พ.ศ.2462 (ลงนาม) มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์ วิสิษฐศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2462 ประเทศสยามมีประชากรทั้งหมดประมาณ 9,207,355 คน ซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ประมาณ 2,317,622 คน และมีคนเสียชีวิตด้วยโรคระบาดในครั้งนั้น ประมาณ […]

“ปราสาทศพ” อัตลักษณ์ความเชื่อของชาวล้านนา ในโลกหลังความตาย

ประเพณีวัฒนธรรมของคนล้านนา เมื่อมีคนตายจะต้องจัดพิธีงานศพขึ้น เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่คนตายอย่างสมเกียรติ พิธีงานศพของคนล้านนา จะมีการจัดแต่งปราสาทใส่ศพประดับประดาด้วยดอกไม้สดหรือแห้ง ให้แลดูสวยงาม นับว่าเพื่อเป็นการยกย่องผู้ตายให้ได้ขึ้นไปสู่สรวงสรรค์ชั้นฟ้า ปราสาทงานศพจะนิยมใช้ในพิธีงานศพของจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือเท่านั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากเมืองเชียงรุ้งแห่งสิบสองปันนา ซึ่งถือว่าเป็นต้นตระกูลไทแต่ดั่งเดิม รูปแบบของปราสาทงานศพมีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ ปราสาทที่ทำด้วยไม้ ซึ่งเป็นวัสดุดั่งเดิมส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ฉำฉา เพราะมีน้ำหนักเบาและเวลาเผาจะไหม้ไฟได้ง่าย ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งจะเป็นวิวัฒนาการของปราสาท สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยจะนำโต๊ะ เก้าอี้มาประดับในปราสาท เมื่อเวลาเผาศพแล้วก็จะนำโต๊ะ เก้าอี้เหล่านั้นไปมอบถวายให้กับวัด เพื่อใช้ในสาธารณประโยชน์ต่อไป ขั้นตอนการทำพิธีศพของคนในภาคเหนือนั้น เมื่อมีคนตายขึ้น ทางบ้านโดยลูกหลานหรือญาติพี่น้องก็จะรีบไปติดต่อซื้อโลงศพและปราสาททันที การตั้งศพจะประกอบด้วยโลงศพ มีการประดับประดาด้วยไฟสีหรือไฟกระพริบอย่างสวยงาม ก่อนที่จะนำโลงศพขึ้นบรรจุบนปราสาท จะมีการทำพิธีกรรมทางสงฆ์ คือการทานปราสาทเสียก่อน โดยจะนิมนต์พระสงฆ์มาเป็นผู้ทำพิธีก่อนที่ชาวบ้าน และบรรดาลูกหลานของคนตายจะช่วยกันยกโลงศพขึ้นบรรจุบนปราสาท ซึ่งพิธีทานประสาทมักจะกระทำก่อนวันเผา 1 วัน ในพิธีงานศพแถบหมู่บ้านรอบนอก จะนิยมจ้างวงดนตรีบรรเลงปี่พาทย์ หรือ วงสะล้อซอซึง มาเล่นประกอบพิธีศพกันอย่างครึกครื้น การสวดศพส่วนใหญ่แล้วจะตั้งสวด 3 – 5 วัน นิยมตั้งศพไว้ที่บ้าน นิมนต์พระสงฆ์ไปสวดที่บ้าน แต่ปัจจุบันความนิยมดังกล่าวลดลง จะมีให้เห็นและเหลืออยู่ก็เพียงชาวบ้านที่อยู่ในชนบท ที่มีบริเวณบ้านกว้างขวางพอที่จะตั้งปราสาท และทำพิธีศพได้ ส่วนคนในเมืองที่มีบริเวณบ้านคับแคบก็จะเอาศพไปตั้งไว้ที่วัด […]

ย้อนอดีต “ไฟไหม้กาดหลวง กาดต้นลำไย” พ.ศ.2511

กาดทั้งสามตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง บนถนนสองสายที่เชื่อมต่อกันคือ ถนนช้างม่อยและถนนวิชยานนท์ กาดหลวงตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมต่อของถนนทั้งสองสาย กาดเจ็กโอ้วตั้งอยู่ทางทิศเหนือตรงข้ามกาดหลวงทางฝั่งถนนช้างม่อย ในขณะที่กาดต้นลําไยตั้งอยู่ตรงข้ามกาดหลวงทางฝั่งถนนวิชยานนท์ กาดทั้งสามตั้งขึ้น ในช่วงที่การค้าทางเรือระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ มีความเจริญเติบโตมาปั่น ในปวงนั้นมีเรือสินค้าเข้ามาจอดรับส่งสินค้าที่ท่านา ทางฝั่งตะวันตกเป็นจํานวนมาก ท่าเรือ สาคัญทางฝั่งนี้คือ คุ้มค่าซึ่งตั้งอยู่หน้าคุ้มเจดีย์กิ่ว (ปัจจุบันคือสถานกงสุลอเมริกัน) ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือสําหรับจอดขบวนเรือของเจ้าหลวงและเรือหางแมงป่อง ที่เห็นทางไปมาระหว่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ เล่ากันว่า ในแต่ละวันมีเรือมาจอดเรียงรายยาว จากคุ้มท่าจนถึงคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ (ปัจจุบันคือกาดเจ็กโอ้ว) ในขณะเดียวกันก็มีผู้คนค่อยๆ ทยอยเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน บางคนเป็นพ่อค้าคนกลางซื้อขายสินค้าที่มาจากกรุงเทพฯ และซื้อสินค้าจากภาคเหนือส่งลงไปขายที่กรุงเทพฯ บางคนทําการค้ากับพ่อค้าคนกลางขายสินค้า อุปโภค-บริโภค เช่น อาหาร พืชผัก เนื้อสัตว์ ของแห้ง และเสื้อผ้า เป็นต้น เมื่อรถไฟมาถึงเชียงใหม่ สะพานข้ามน้ำยิ่งสร้างเสร็จก็ยิ่งทําให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาตั้งร้านค้า ทํามาหากินหนาแน่นมากขึ้น ทําให้ตลาดทั้งสามแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามการหลั่งไหลของผู้คนที่เข้ามาทํามาหากิน กาดหลวงหรือตลาดวโรรส ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นข่วงเมรุหรือสุสานเก่า ของเจ้านายฝ่ายเหนือ ในปี พ.ศ. 2452 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดให้ย้ายสุสานไปไว้รวมกันที่วัดสวนดอก และในปี พ.ศ. 2453 พระองค์ได้พัฒนาพื้นที่นี้ขึ้นเป็นกาด เพื่อให้คนได้แลกเปลี่ยนซื้อขายกัน ชื่อกาดวโรรสนํามาจากพระนามของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์ที่ […]

“เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” สตรีอันทรงคุณค่าของเจ้านายฝ่ายเหนือ

“เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” เป็นที่รู้จักในนาม “เจ้ายาย” เป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ และนักสังคมสงเคราะห์ชาวไทย เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2472 ในวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันเพ็ญจึงได้รับขนานนามว่า “ดวงเดือน” เป็นธิดาคนที่สามในเจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่) ผู้เป็นโอรสในเจ้าราชภาติกาวงศ์ (เจ้าบัวรวงศ์) กับเจ้าฟองนวล  เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่มีเจ้าพี่เจ้าน้องร่วมอุทรหม่อมมารดา หม่อมเทพ หรือ หม่อมจันทร์เทพ ณ เชียงใหม่ ตามลำดับ คือ เจ้าอาทิตย์ เจ้านิภาพันธุ์ และเจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่ ตั้งแต่เยาว์วัย “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” ได้รับความเมตตาและอนุบาลเป็นอย่างดีจาก เจ้าบัวทิพย์ ณ เชียงใหม่ ผู้เป็นพระราชธิดาในเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร กับ แม่เจ้าจามรีวงศ์ ณ เชียงใหม่ หรือ เจ้าจามรีวงศ์ โดยเจ้าบัวทิพย์ […]

สำเนียงเหนือ ในเชียงใหม่

เชียงใหม่ เมืองที่มีมนต์เสน่ห์ ที่ใครมาต้องหลงใหลไปกับ ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต โดยเฉพาะคำเมืองหรือภาษาเหนือ เป็นเอกลักษณ์ที่ฟังดูแล้วต่อนยอน อ่อนช้อย ชวนให้หลงใหล แต่ก็มีสำเนียงที่ไม่ได้ต่อนยอนเสมอไป วันนี้จะชวนทุกคนมารู้จักสำเนียงภาษาเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ ว่าพื้นที่ไหนใช้สำเนียงอย่างไร และแต่ละสำเนียงต่างกันอย่างไร รวมไปถึงตัวอย่างคำที่แต่ละถิ่นใช้เรียก ใครใช้สำเนียงหรือเคยได้ยินสำเนียงแบบไหนลองมาดูกัน อย่างที่ทราบกันว่า ภาษาเหนือจะมีสำเนียงแบ่งออกเป็น 2 สำเนียงใหญ่ ๆ คือ สำเนียงล้านนาตะวันออก ได้แก่จังหวัดเชียงราย ลำปาง พะเยา  แพร่ น่าน ส่วนสำเนียงล้านนาตะวันตก ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เอาเป็นว่าเรียก สำเนียงเชียงใหม่ กับ สำเนียงเชียงราย ละกันจะได้เข้าใจง่าย โดยขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น คำว่า น้ำร้อน  สำเนียงเชียงใหม่ จะเปลี่ยน ร เป็น ฮ ส่วนการออกเสียง วรรณยุกต์เดิม เสียงเดิม เป็น น้ำฮ้อน ส่วนสำเนียงเชียงราย เปลี่ยน ร เป็น ฮ เหมือนกัน แต่การออกเสียง ไม่ใช่ เสียงวรรณยุกต์เดิมแล้วจะเปลี่ยนเป็น น้ำฮ๊อน จะสังเกตว่าสำเนียงเชียงใหม่นั้น จะอ่อนช้อย เนิบ […]

“เรือหางแมงป่อง” เรือในตำนานของเชียงใหม่ที่กำลังจะถูกลืม 

การเดินทางของผู้คนในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการทางด้านการค้าขาย การเดินทางไกล หรือแม้กระทั่งการสร้างมิตรไมตรีของผู้คนสมัยก่อน จะก็เลือกการสัญจร “ทางน้ำ” เป็นหลัก เพราะในช่วงเวลานั้นการใช้เรือถือว่าเป็นความสะดวกสบายหลักที่ดีที่สุด  โดยในวันนี้ทาง “เชียงใหม่นิวส์” จะนำพาทุกคนไปรู้จักกับ “เรือหางแมงป่อง” ซึ่งถือว่าหนึ่งในเรือที่ได้รับความนิยมในการใช้สัญจร-ติดต่อค้าขายของผู้คนในช่วงเวลานั้น  ประวัติและที่มาของเรือมีดังนี้.. เรือหางแมงป่อง เป็นเรือของจังหวัดเชียงใหม่ สันนิษฐานว่า เรือหางแมงป่องมีใช้ในสมัยพระนางจามเทวีแห่งกรุงหภุญชัย เกิดขึ้นจากจินตนาการของสล่าทำเรือในสมัยก่อน ที่บังเอิญไปเจอกาบมะพร้าวลอยอยู่เหนือน้ำในฤดูน้ำหลาก และบนกาบมะพร้าวมีพวก มด หนอน แมลง และ แมงป่อง อาศัยอยู่ แล้วแมงป่องชี้หางไปบนฟ้า ซึ่งดูแล้วเหมือนโครงสร้างของเรือในยุคต้น “เรือหางแมงป่อง” เป็นเรืองของจังหวัดเชียงใหม่ มีการสันนิษฐานว่า เรือนี้มีการใช้ในช่วงสมัยของพระนางจามเทวี แห่งกรุงหริภุชัย โดยมีแนวคิดที่ว่า เกิดขึ้นจากจินตนาการของสล่าทำเรือในสมัยก่อน ที่บังเอิญไปเจอกาบมะพร้าวลอยอยู่เหนือน้ำ ในฤดูน้ำหลาก และบนกาบมะพร้าวก็มีพวก มด หนอน แมลง และแมงป่อง อาศัยอยู่ แล้วมองป่องชี้หางไปบนฟ้า ซึ่งดูเหมือนโครงสร้างของเรือในยุคต้น  อีกทั้งเรือหางแมงป่อง มีการใช้เป็นเรือของ “เจ้านายฝ่ายเหนือ” โดยยุคทองที่มีการนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย อยู่ในช่วงรัชสมัยของเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 7 ซึ่งเป็นพระบิดาของเจ้าดารารัศมี และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว […]

1 … 20 21 22 23 24 … 43