53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

“หนังสือพิมพ์คนเมือง” หนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกในเชียงใหม่

ย้อนหลังกลับไปเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว กระแสของการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่ภาคเหนือกลายเป็นข่าวครึกโครมในสมัยนั้น และเชื่อว่าพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกคนยังคงจดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เบื้องหลังของการเรียกร้องนั้น หนังสือพิมพ์คนเมืองได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกระตุ้นเรียกร้องให้ประชาชนชาวเชียงใหม่เห็นความสำคัญของการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งจะว่าไปแล้วหนังสือพิมพ์คนเมืองในยุคนั้นถือได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเชียงใหม่ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์คนเมือง เกิดขึ้นจากกลุ่มนักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้านำโดยนายสงัด บรรจงศิลป์ ซึ่งได้ชักชวนเพื่อนฝูงเข้ามาร่วมทุนเพื่อออกหนังสือพิมพ์ของชาวเชียงใหม่ใช้ชื่อว่า “หนังสือพิมพ์คนเมือง” โดยครั้งแรกก่อตั้งเป็นบริษัทชื่อลานนาการพิมพ์ ประกอบด้วยคณะกรรมการคือ สุจิตต์ เกื้อวงศ์ นายแพทย์อุทัย สนธินันทน์ นิกร ทองเจิม อ.ไกรศรี นิมมานเหมินท์และสงัด บรรจงศิลป์ หนังสือพิมพ์คนเมืองออกวางแผงเป็นครั้งแรกในเชียงใหม่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2496 ซึ่งได้รับการต้อนรับจากกลุ่มผู้อ่านเป็นจำนวนมาก การเสนอข่าวสารของหนังสือพิมพ์คนเมืองในสมัยนั้นส่วนใหญ่จะเน้นการเสนอข่าวประเภทการเมือง สังคม เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ สมัยนั้นหนังสือพิมพ์คนเมืองมีจำนวนพนักงานที่ทำงานทั้งสิ้นประมาณ 40 คน โดยพิมพ์หนังสือพิมพ์ออกจำหน่ายแบบรายสะดวก ต่อมาก็ได้พัฒนามาเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกของเชียงใหม่ นอกจากนี้หนังสือพิมพ์คนเมืองยังได้จัดพิมพ์วารสารฉบับพิเศษออกในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีเรียกว่า “ฉบับดำหัว” และได้พัฒนามาเป็นวารสารรายเดือนฉบับแรกของเชียงใหม่อีกเช่นกัน โดยวางแผงเมื่อเดือนกรกฏาคม 2497 ซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 64 ปีมาแล้ว กระแสการอ่านหนังสือพิมพ์ของคนเชียงใหม่ต่อหนังสือพิมพ์คนเมืองมีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากที่พิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเพียงไม่กี่ร้อยฉบับ จนเวลาต่อมาหนังสือพิมพ์คนเมืองก็ได้เพิ่มยอดพิมพ์เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 15,000 ฉบับ ซึ่งถือได้ว่าสูงที่สุดในบรรดาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นยุคนั้น ด้วยสำนึกที่เป็นสื่อมวลชนของท้องถิ่น นอกจากการเป็นตัวแทนในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนชาวเชียงใหม่และภาคเหนือแล้ว สิ่งหนึ่งที่หนังสือพิมพ์คนเมืองได้ทุ่มเทกำลังและถือเป็นความภูมิใจของคนหนังสือพิมพ์สมัยนั้นก็คือ […]

ศาลาธรรม สถานที่สำคัญ มช.

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ ศาลาธรรม สถานที่สำคัญ ของเราชาว มช. ศาลาธรรมเป็นอาคาร 2 ชั้น ทรงไทย ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย ตัวอาคารประกอบด้วยห้องโถงกว้าง12 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2507 ต่อมาได้มีการต่อเติมตัวอาคารด้านหลังและทำซุ้มเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ในระยะแรกศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดพิธีไหว้ครู ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อศาลาอ่างแก้วสร้างเสร็จ จึงได้ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และพิธีไหว้ครู ณ ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยจึงใช้ศาลาธรรม เป็นสถานที่เปลี่ยนฉลองพระองค์ และประทับพักพระอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและ พระบรมวงศานุวงศ์ในคราวเสด็จ พระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งเหล่าคณาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็จะมาเฝ้ารอรับเสด็จ ณ สถานที่แห่งนี้ ต่อมาเมื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยสร้างเสร็จ จึงได้ย้ายสถานที่พระราชทานปริญญาบัตรและพิธีไหว้ครูไปยังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยจึงได้ใช้ศาลาธรรม เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆของมหาวิทยาลัยในบางโอกาส เช่น การจัดงานแสดงความยินดี และงานเลี้ยงรับรองผู้มีเกียรติของมหาวิทยาลัย เป็นต้นคำโปรย : ที่เรียกศาลาธรรมเพราะมีการอาราธนาเจ้าคุณวินัย และพระสงฆ์รูปอื่นๆมาสนทนาธรรมกันที่นี่credit: http://library.cmu.ac.th/pinmala/place.php

สืบชะตาหลวง “พระครูบาบุญชุ่ม”

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ สืบชะตาหลวง อายุวัฒนมงคล “พระครูบาบุญชุ่ม” ครบรอบ 59 ปี 39 พรรษา” มูลนิธิดอยเวียงแก้ว พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ และ ททท.สำนักงานเชียงราย-พะเยา ขอเชิญทุกท่านร่วมงานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สืบชะตาหลวง อายุวัฒนมงคล “พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ ครบรอบ 59 ปี 39 พรรษา” ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2566 ณ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และ ขอเชิญชวนกัลยาณมิตรทุกท่านได้ร่วมบุญกันตามกำลังศรัทธา ท่านใดประสงค์จะร่วมบุญบารมี ในครั้งนี้ หากไม่สะดวกมาร่วมด้วยตนเอง สามารถร่วมบุญได้ที่ 🔴บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขา แม่สาย เลขที่ 049-1-58674-5ชื่อบัญชี มูลนิธิดอยเวียงแก้ว 🟡แจ้งหลักฐานการโอน ไอดีไลน์ : renukar […]

“ม่อนจ๊อกป๊อก” พระตำหนักเจ้าดารารัศมีที่โลกลืม

จากภาพเก่าในอดีตเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ณ ศาลาพระราชชายา ที่เชิงบันไดทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ เกี่ยวกับภาพเรื่องราวของ ” พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก ” ของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง จากประวัติ “พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก”ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ เป็นพระตำหนักไม้สักโปร่งขนาดใหญ่ ในขณะที่พระองค์ทรงริเริ่มและสนับสนุนการปลูกกุหลาบทั่วนครเชียงใหม่ และหัวเมืองใกล้เคียง ภายหลังทรงพบกุหลาบขนาดใหญ่พันธุ์หนึ่ง ซึ่งมีสีชมพูระเรื่อ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ทำให้ทรงหวนระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสวามีที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว จึงทรงพระราชทานนามกุหลาบสีชมพูกลิ่นหอมพันธุ์นี้ ถวายแด่พระราชสวามี ว่า ”จุฬาลงกรณ์” ทรงเพาะพันธุ์ปลูก กุหลาบจุฬาลงกรณ์ ในแปลงเพาะพันธุ์บนพระตำหนักม่อนจ็อกป็อก บนดอยสุเทพ ซึ่งมีอากาศเย็นทั้งปี อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ออกประทับรับรอง พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ในพระบรมราชจักรีวงศ์หลายพระองค์ด้วย พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก ที่โลกลืม แม้แต่ชาวเชียงใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จักสถานที่แห่งนี้ เมื่อเดินทางไปตามถนนดอยสุเทพ ผ่านโค้งขุนกัน หรือ โค้งกันชนะนันท์ เลี้ยวซ้ายที่ป้อม อปพร.เข้าไป ก่อนจะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ประมาณ 200 เมตร ขึ้นไปเป็นทางลาดชันประมาณ 300 […]

วัดเจดีย์เหลี่ยม ในเมืองเก่า “เวียงกุมกาม”

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ วัดเจดีย์เหลี่ยม ใน “เวียงกุมกาม” อ.สารภี จ.เชียงใหม่ “วัดเจดีย์เหลี่ยม” ตั้งอยู่บน ถนนสายเกาะกลาง-หนองหอย ติดกับเมืองเก่าในอดีตเวียงกุมกาม โบราณสถานชื่อดังของเชียงใหม่ วัดเจดีย์เหลี่ยม หรือวัดกู่คำ นั้น ตั้งอยู่เลขที่ 172 หมู่ 1 บ้านเจดีย์เหลี่ยม ถนนสายเกาะกลาง ตําบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1831 หลังจากที่พญาเม็งรายยกทัพมาตีเมืองลำพูนแล้ว ในขณะที่พระองค์ยกทัพไปสร้างเมืองใหม่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ได้ 5 ปี ต่อมาปี พ.ศ. 1820 จึงยกทัพมาสร้างเมืองใหม่ริมแม่น้ำปิง ตั้งชื่อเมืองว่า “เวียง “เวียงกุมกาม” ขอบคุณภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ จนในปี พ.ศ. 1830 ทรงให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์ จากวัดจามเทวี จังหวัดลําพูน มาเป็นต้นแบบ พญาเม็งรายให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน แล้วให้ขุดหนองสระใกล้ที่ประทับ พระองค์ทรงโปรดให้เอาดินที่ขุดจากหนองมาปั้นเป็นอิฐ นำมาก่อเป็นเจดีย์ไว้ในเวียงกุมกาม เพื่อเป็นที่สักการะของประชาชน ลักษณะของเจดีย์เป็นรูปทรงมณฑปลด 5 […]

พระเจ้าทันใจ วัดศรีอุโมงค์คำ หรือ วัดสูง จ.พะเยา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ “พระเจ้าทันใจ” พระพุทธรูปหินทรายที่ได้ชื่อว่ามีความสมบูรณ์ที่สุด “พระเจ้าทันใจ” ซึ่งเดิมเป็นพระพุทธรูปมาจากที่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ในปี พ.ศ. 2497 หลวงพ่อใหญ่ หรือพระธรรมวิมลโมลีที่ขณะนั้นเป็นพระครูพินิตธรรมประภาส ได้ย้ายจากวัดเมืองชุม ต.แม่ต๋ำ มาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่ ความที่หลวงพ่อใหญ่เป็นผู้นิยมสะสมพระพุทธรูปเก่า เมื่อท่านพบพระพุทธรูปองค์นี้ที่สวนของนายอัฐ สายวรรณะ ใกล้ๆกับป่าช้าวัดลี(แหล่งขุดค้นงานพุทธศิลป์หินทรายอันสำคัญแห่งเมืองพะเยา) จึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดศรีอุโมงค์คำในปีเดียวกันนั่นเอง โดย พระเจ้าทันใจ ที่ วัดศรีอุโมงค์คำ จ.พะเยา องค์นี้ เป็นพระพุทธรูปหินทรายที่ได้ชื่อว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปหินทรายที่ขุดค้นพบ เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีชื่อเรียก แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน คนที่มาสักการะขอพรมักสมหวังในไม่ท่าน ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า “พระเจ้าทันใจ” ปัจจุบันพระเจ้าทันใจถูกย้ายไปประดิษฐานใน “วิหารพระเจ้าทันใจ” ที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณหน้าวัดศรีอุโมงค์คำ ซึ่งได้อัญเชิญองค์พระเจ้าทันใจมาประดิษฐานเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2560 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชาพอดี ขอบคุณ MGRonline ซึ่ง วัดศรีอุโมงค์คำ หรือที่ชาวบ้านที่นี่เรียกว่า “วัดสูง”  เนื่องจากวัดตั้งอยู่ในเนินสูงทั้งเจดีย์และพระอุโบสถ ทำให้วัดสูงเด่นสง่าและมองเห็นได้เด่นชัด วัดศรีอุโมงค์คำ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2389 โดยชื่อวัดศรีอุโมงค์คำ นั้น มีความหมายตามสถานที่ตั้งดังนี้ […]

พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอ เรื่องราวของ พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา เป็นพระพุทธเจ้าหลวงล้านนาที่ใหญ่ที่สุดของดินแดนล้านนา พระเจ้าตนหลวง เป็นพระประธานอยู่ในวิหารวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2034 ตรงกับรัชสมัยของพญายอดเชียงราย กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะสกุลช่างเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในดินแดนล้านนา พระเจ้าตนหลวง เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา เดิมชื่อ พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา เนื่องจากสร้างขึ้นบริเวณริมหนองเอี้ยง ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 กรมประมงได้มีการก่อสร้างประตูกั้นน้ำ ทำให้น้ำแม่อิงและลำห้วยต่าง ๆ เอ่อล้นท่วมหนองเอี้ยงเป็นบริเวณกว้าง จนเกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ ซึ่งภายหลังเรียกว่ากว๊านพะเยา ทำให้พระเจ้าตนหลวงประดิษฐานอยู่ริมกว๊านพะเยามาจนถึงทุกวันนี้

พระสถูปพระเจ้าอินทวิชยานนท์

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของพระสถูปพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ที่อยู่บนยอดดอยอินทนนท์ “พระสถูปพระเจ้าอินทวิชยานนท์” หรือ “กู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์” ท่ามกลางผืนป่าบนยอดดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่…“สูงสุดแดนสยาม” สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,565.3341 เมตร ขอบคุณภาพ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีป้ายเขียนเอาไว้ “สักการะโดยไม่ต้องจุดธูป”บริเวณแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์และสถานีทำการของทหารอากาศ จุดสังเกตทางเดินบริเวณถนนข้างกู่ จะมีต้นข้าวตอกฤาษีและดอกคำแดง หรือกุหลาบพันปีโบราณขึ้นอยู่ 2 ต้น ปูมประวัติบันทึกไว้ว่า…เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2458 พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสประทับพักแรมบนยอดดอยอินทนนท์ และโปรดให้สร้างกู่บรรจุพระอัฐิของ “พระเจ้าอินทวิชยานนท์” เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 7 (พ.ศ.2413-2440) ผู้เป็นพระราชบิดาไว้ ณ ที่นี้ ขอบคุณข้อมูล ไทยรัฐออนไลน์อ้างอิง พิธีบวงสรวงดวงพระวิญญานพระเจ้าอินทวิชยานนท์

ตำนานเมืองเชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของการสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่ เชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ในตำนานแรก ๆ ที่กล่าวถึงเชียงใหม่ อย่างตำนานว่าด้วยพระธาตุในล้านนา กล่าวถึงลัวะว่าเป็นชนพื้นเมืองมาก่อน ตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์ และจามเทวีวงศ์ กล่าวเปรียบเทียบลัวะว่าเป็นคนเกิดในรอยเท้าสัตว์ ด้วยเหตุที่ลัวะถือเอารูปสัตว์เป็นสัญลักษณ์ ตำนาน รุ่นหลังอย่าง ตำนานสุวรรณคำแดงหรือตำนานเสาอินทขิล  เล่าว่าลัวะเป็นผู้สร้าง เวียงเจ็ดลิน เวียงสวนดอก และเวียงนพบุรีหรือเชียงใหม่ ลัวะจึงน่าจะเป็นชนกลุ่มแรกที่สร้างเมือง แต่ก่อนหน้าทก็คงมีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่เป็นเมืองเต็มรูปแบบ อ้างอิง ตำนานประตูเมืองและแจ่งเมืองต่าง ๆ ของเชียงใหม่ https://www.chiangmainews.co.th/social/1342703/ ในขณะเดียวกันที่ลำพูน ก็มีเมืองชื่อหริภุญไชย ตามตำนานการสร้างเมืองกล่าวว่า พระนางจามเทวีวงศ์ ธิดากษัตริย์เมืองละโว้เสด็จขึ้นมาครองหริภุญไชยใน พ.ศ. 1310-1311 ครั้งนั้นพระนางได้พาบริวารข้าราชบริพารที่เชี่ยวชาญในศิลปวิทยาการต่างๆขึ้นมาด้วย หริภุญไชย จึงได้รับเอาพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมละโว้มาใช้ ในการพัฒนาจนเจริญขึ้นเป็นแคว้นใหญ่ จวบจน ประมาณปี พ.ศ. 1839 พญามังราย ผู้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก หรือลาวจักราช เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาว ครองเมืองเงินยาง ซึ่งได้แผ่อำนาจครอบลุมลุ่มแม่น้ำกก และได้สร้างเวียงเชียงราย ขึ้นเป็นกองบัญชาการซ่องสุมไพร่พล เพื่อยึดครองหริภุญไชย เนื่องจากหริภุญไชยเป็นเมืองศูนย์กลาง ความเจริญและเป็นชุมทางการค้า พญามังรายได้เข้ายึดครองหริภุญไชย […]

(มีคลิป) “สามกษัตริย์” เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์   อนุสาวรีย์สามกษัตริย์  เดิมพระบรมรูป “สามกษัตริย์” หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง จากพระบาทถึงพระเศียรไม่รวมยอดมงกุฏ มีความสูง 270 เมตร ออกแบบและทำการปั้นหล่อ โดยคุณไข่มุกด์ ชูโต ใช้เวลา 10 เดือน ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ สามกษัตริย์ จากกรุงเทพมหานครขึ้นประดิษฐานบนแท่นพระบรม ราชานุสาวรีย์ ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2526 เวลา 11.49 น.ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่พระมหากษัตริย์สามพระองค์ มาทรงร่วมกันวางแผนการสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏคำจารึกฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ กล่าวคือพญามังรายประสูติ เมื่อปีกุน พ.ศ. 1782 พระองค์ทรงครองเมืองเงินยางเชียงแสน แทนพญาลาวเม็ง พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1802 ทรงพระปรีชาสามารถกล้าหาญเป็นเยี่ยม สามารถ รวบรวมแคว้นและเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทย และได้ทรงตรากฏหมาย “มังรายศาสตร์” ขึ้นเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย เมื่อปี […]

พระพุทธรูปแกะสลักหินผา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราว ของ พระพุทธรูปแกะสลักหินผา ที่ “วัดห้วยผาเกี๋ยง” เมืองพะเยา “วัดห้วยผาเกี๋ยง” ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยผาเกี๋ยง ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขาที่เต็มไปด้วยผาหิน ทั้งยังเป็นแนวเขตเดียวกันกับเมืองโบราณ หรือที่เรียกว่า “เมืองผายาว” หรือพะเยาในปัจจุบัน วัดได้สร้าง อุทยานพุทธศิลป์เมืองผายาว ขึ้นโดยแกะสลักพระพุทธรูปติดกับก้อนหินตามหน้าผาภายในบริเวณวัด เพื่อให้ผู้คน ตลอดจนสาธุชนได้เดินทางมาศึกษาเที่ยวชม ทั้งนี้วัดห้วยผาเกี๋ยงได้เริ่มแกะสลักพระพุทธรูปปางต่างๆ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่างแกะสลักหินพื้นบ้าน หรือที่เรียกว่าสล่าพื้นบ้านในเมืองพะเยา เป็นผู้แกะสลักพระพุทธรูปทั้งหมด พระพุทธรูปแกะสลักหินผา ภายในบริเวณวัดมีที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ พระพุทธรูปปางกามโภคีไสยาสน์ หรือสมเด็จพระศรีนวมินทราทิตย์ มหาโพธิสัตว์ (ปางกามโภคีไสยาสน์ หมายถึง ยินดีในโภคทรัพย์ คือยังครองราชสมบัติอยู่ แต่จะมาตรัสรู้ในภายภาคหน้า) โดยเป็นพระพุทธรูปแกะสลักในลักษณะนอนตะแคงซ้าย สูง 5 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ […]

พิธีจุดประทีป ๑,๐๐๐ ดวง

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ พิธีจุดประทีป พันดวง ที่วัดทาสบเมย ลำพูน วัดวัดทาสบเมย ทำพิธีจุดประทีป ๑,๐๐๐ ดวง ณ วัดทาสบเมย ต.ทาขุมเงิน อ.แม่ทา จ.ลำพูน ๘ พ.ย.๖๕ ในประเพณียี่เป็ง ลอยกระทง ประจำปี 2565 อย่างสวยงาม ขอบคุณ พระครูปลัดสิริมงคล ถิรญาโณ 

1 20 21 22 23 24 42