53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

พระอุปคุต วัดดาราภิมุข แม่ริม

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของพระอุปคุตที่ชาวล้านนา นับถือไหว้สักการะ ซึ่งในวันพระใหญ่วันพุธที่จะถึงนี้ (13 ก.ค.65) เที่ยงคืนวันที่ 12 ก.ค.65 จะมีประเพณีตักบาตรเที่ยงคืน “เป็งปุ๊ด” ที่วัดดาราภิมุข อ.แม่ริม เชียงใหม่ วัดดาราภิมุข ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 1 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ถูกสร้างขึ้นจากดำริของเจ้าดารารัศมี พระวรชายาในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการตอบแทนกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อแม่นม คือ นางเต็ม (แม่นางกัลยารักษ์ ไม่ทราบนามสกุล จากคำบอกเล่าของ พ่อหลวงบุญสม ณ เชียงใหม่ อดีตกำนันผู้ใหญ่บ้าน สายสกุล ณ เชียงใหม่) ภายในวัดดาราภิมุข มีพระตำหนักจำลอง ที่ประดิษฐานพระรูปของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่สวยงามน่ามาไหว้สักการะ อีกทั้งยังมีชื่อคล้ายวันป่าดาราภิรมย์ ไม่ไกลจากตัวเมือง อ.แม่ริม อยู่ใกล้วัดดอนแก้ว แม่ริมเชียงใหม่ อ่านประเพณี ตักบาตรเป็งปุ๊ด ตักบาตรเป็งปุ๊ด ประเพณีล้านนา – […]

วัดในเชียงใหม่ จัดตักบาตรเที่ยงคืน “เป็งปุ๊ด”

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอประเพณีล้านนา คืนวันพระ เที่ยงคืนเพื่อบูชาพระอุปคุต คืนวันอังคารก่อน วันพุธพระใหญ่ ปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ก.ค. 65 วัดในเชียงใหม่ วัดไหนที่มีงานตักบาตรเป็งปุ้ด “ตักบาตรเที่ยงคืน” ก่อนเข้าวันพุธ 13 ก.ค.65 ช่วงเข้าพรรษานี้ เชียงใหม่นิวส์ รวบรวมมาให้แล้ว วัดดาราภิมุข อ.แม่ริม วัดอุปคุต(ไม่มีพระเดินบิณฑบาต) วัดสวนดอก(พระ30รูป) วัดยางกวง ต.หายยา วัดพระนอน อ.สันกำแพง วัดล่ามช้าง อ่านประเพณีใส่บาตรเที่ยงคืน หรือตักบาตรเป็งปุ๊ด ที่ชาวล้านนาสืบทอดกันมาhttps://www.chiangmainews.co.th/100lanna/2203633/

พิธีสมโภช รูปหล่อเท่าพระองค์จริงพระสุมนเถระ

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอพิธีสมโภช รูปหล่อเท่าพระองค์จริงพระสุมนเถระ (พระมหาสุมนสุวรรณรัตนบุปผามหาสวามี) สังฆานุสาวรีย์ 633 ปี แห่งการดับขันธ์ องค์ปฐมสมเด็จพระสังฆราชแห่งแผ่นดินล้านนา จำนวน ๕ พระองค์ ที่พระวิหารหลวงวัดสวนดอก พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยจัดขึ้นที่ วัดสวนดอก พระอารามหลวง วัน เสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งมีคณะเจ้าภาพ แขกผู้มีเกียรติและประชาชนทั่วไป ร่วมพิธี ณ บริเวณพิธี และประกอบพิธีบวงสรวง บริเวณพระบรมธาตุวัดสวนดอก พระอารามหลวง จ.เชียงใหม่ ประธานในพิธีบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีล (บนพระวิหารหลวง) โดยมีเจ้าภาพทั้ง 5 ท่าน ถวายเครื่องสักการะรูปหล่อพระสุมนเถระ และประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส ถวายสักการะประธานฝ่ายสงฆ์ ที่ปรึกษาดำเนินการจัดสร้าง กล่าวถวายรายงานความเป็นมาในการจัดสร้าง รูปหล่อพระสุมนเถระ จำนวน 5 องค์ โดยพระมหาเถระจำนวน 9 รูป […]

สักการะ พระเจ้าแสงคำเมือง

วัดปันเสา สักการะพระเจ้าแสงคำเมือง พระคู่บ้านคู่เมืองล้านนา เชียงใหม่ เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาสักการะไหว้ พระเจ้าแสงคำเมือง ที่วัดปันเสา เชียงใหม่ วัดเก่าแก่ในเมืองเชียงใหม่ เดิมหรือคำเมืองเรียกกันว่า วัดปั่นเส่า หรือ วัดปันเส้า วัดปันเสา จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับ “พระธาตุเสด็จ” ที่เคยเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศอยู่ช่วงหนึ่ง จากการพรมน้ำมนออกมาเป็นพระธาตุเล็กๆ และก็ได้มีการพิสุจน์และโดนด่ากันไปแล้ว วันนี้จะพาไปเยี่ยมชมวัดปันเสา สักการะ “พระเจ้าแสงคำเมือง” คู่ล้านนา วัดปันเสาวัดเก่าแก่ในเมืองเชียงใหม่ เดิมหรือคำเมืองเรียกกันว่า วัดปั่นเส่า ( คำว่า เส่า เป็นภาษาล้านนา หมายถึงเตาสำหรับหลอมโลหะ คำว่า ปัน เป็นการนับจำนวนของชาวล้านนา หมายถึง จำนวน 1,000) ตั้งอยู่ในพื้นที่ของศูนย์มาลาเลียเขต 2 วัดปันเสาเป็นพระอารามเก่าแก่คู่เมืองเชียงใหม่ ตามประวัติกล่าวว่าพระอารามแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์มังรายปกครองเมืองเชียงใหม่ ระหว่างรัชกาลของพญาผายูถึงพญากือนา โดยคำว่า “เส่า” คำเมืองหมายถึง “เตาหลอมโลหะ” วัดปั่นเส่า (ปันเสา) จึงหมายถึง วัดที่มีเตาหลอมจำนวนนับพันนั่นเอง ภายในวัดปันเสามีวิหารจันทรสถิตมหาทานบารมีศรีชัยมงคลเป็นที่ประดิษฐาน “พระพัฒนนพบุรีศรีล้านนาประชานาถ” […]

(มีคลิป) “รุ่งอรุณแห่งความสุข” เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย – เมืองบริวาร

เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร ประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาตร์ศรีสัชนาลัย และ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สุโขทัยราชธานีเก่าแก่ของไทย ที่ยังคงปรากฏร่องรอยหลักฐานของอารยธรรมอันรุ่งเรืองในอดีต สะท้อนให้เห็นภาพของความเป็น “รุ่งอรุณแห่งความสุข” เป็นต้นกำเนิดของประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ได้พัฒนาเป็นรัฐสำคัญของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-20 ด้วยคุณค่าความโดดเด่นที่ปรากฏ ส่งผลให้เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. 2534 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 15 ภายใต้หลักเกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล จำนวน 2 ข้อ คือ ข้อที่  1 เป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ ด้านศิลปกรรมที่มีความงดงาม และเป็นผลงานชิ้นเอก ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากอัจฉริยภาพด้านศิลปะอย่างแท้จริง ข้อที่ 2 เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นหลักฐานแสดงขนบธรรมเนียมประเพณี หรืออารยธรรมซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ หรืออาจสูญหายไปแล้ว โบราณสถานและโบราณวัตถุ ที่ปรากฏในเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัวและมีอิทธิพลต่อศิลปไทยในยุคต่อมา เช่น เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ และพระพุทธรูปปางลีลา เป็นต้น ปัจจุบัน เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย และเมืองบริวาร ได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีการกำหนดและบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างชัดเจน และมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม และช่วยกันดูแลรักษาให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าตกทอดสู่รุ่นหลังสืบไป

สมเด็จองค์ปฐม วัดยางกวง เชียงใหม่

ไหว้สมเด็จองค์ปฐม ที่งดงามของล้านนา ที่วัดยางกวง จ.เชียงใหม่ เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาไหว้สักการะ สมเด็จองค์ปฐม ที่งดงามที่ วัดยางกวง เมืองเชียงใหม่ ซึ่งวัดยางกวง ตั้งอยู่ที่ ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่ง สมเด็จองค์ปฐม ท่านเป็น พระพุทธเจ้าพระองค์แรกของโลก ทรงพระนาม สมเด็จพระพุทธสิกขี เนื่องจากพระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้แล้วมากมายนับได้แสนองค์  ขอบคุณ พระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทฺธิวาที เจ้าอาวาสวัดยางกวง อ่านข่าว วัดยางกวง เมืองเชียงใหม่https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1652490/ https://www.chiangmainews.co.th/newsies/2028100/

อานิสงส์ถวายเทียน จุดบูชาเทียน

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอเสนอเรื่องราวของอานิสงส์ ของการถวายเทียน จุดบูชาเทียน ในช่วงเทศกาลประเพณีเดือนแห่งงานบุญ เข้าพรรษา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 13 ก.ค. 65 ขอบคุณภาพ วัดป่ารัชดาราม อ.ป่าซาง นครลำพูน  การถวายเทียนพรรษา นี้เป็นโบราณประเพณีที่ทำสืบๆ มาเป็นเวลาช้านาน เมื่อถึงฤดูเข้าพรรษา ภิกษุทั้งปวงต้องจำพรรษาในอาวาสของตน 3 เดือน พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงได้จัดทำให้เป็นกุศลพิธีขึ้น เมื่อได้นำเทียนไปถวายพระสงฆ์แล้ว ท่านก็จะได้จุดบูชาต่อหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ส่งผลให้ผู้ถวายย่อมได้รับอานิสงส์ คือ 1. ทำให้เกิดปัญญา ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งเทียน 2. ทำให้สว่างไสวรุ่งเรือง ผู้ถวายย่อมทำให้มีความรุ่งเรืองด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ 3. ทำให้คลี่คลายเรื่องราวต่างๆ ที่มีปัญหาให้ร้ายกลายเป็นดี 4. เจริญไปด้วยมิตรบริวาร 5. ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย 6. เมื่อจากโลกนี้ไปย่อมมีกายทิพย์อันสว่างไสว 7. เมื่อลาลับโลกนี้ไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์ 8. หากบารมีมากพอ ย่อมทำให้เกิดดวงตาจักษุ คือปัญญารู้แจ้งเข้าสู่พระนิพพาน […]

พระสิงห์หลวง พระศักดิ์สิทธิ์แห่งล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราวของ พระสิงห์หลวง คู่เมืองล้านนา หรือในชื่อพระพุทธสิหิงค์ ที่ชื่อเหมือนพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ ในวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งจากประวัติจารึกไว้ว่า พระสิงห์หลวง อัญเชิญพระสีหลปฏิมาจากกำแพงเพชรมายังเมืองเชียงใหม่ พระสิงห์หลวง เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ประดิษฐาน อยู่ภายในอุโบสถ วัดพระสิงห์ จ.เชียงราย เป็นศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ปางมารวิชัย สำริดปิดทอง หน้าตักกว้าง 2.04 เมตร สูงทั้งฐาน 2.84 เมตร ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถมีพุทธลักษณะสง่างาม ประณีต ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนาว่า “กุลลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา” อันหมายถึง ปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ในทางพระพุทธศาสนา วัดพระสิงห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ ถนนท่าหลวง ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดเชียงราย ไม่ปรากฏประวัติการสร้าง ตามประวัติชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า ท้าวมหาพรหม […]

(มีคลิป) พระแก้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาไหว้ พระแก้ว ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองล้านนา ตั้งอยู่ที่ วัดพระแก้ว จ.เชียงราย ตามรอยทำบุญสายบุญเชื่อว่าได้มากราบสักการะพระแก้ว แห่งล้านนา จะช่วยเสริมสิริมงคล และในช่วงหน้าฝนก็มาเที่ยวได้เชียงรายสวยๆแบบธรรมชาติ หมอกยามเช้า บรรยากาศกลิ่นไอ Green Season วัดพระแก้ว เดิมชื่อ วัดป่าญะ หรือ ป่าเยียะ (ป่าไผ่ชนิดหนึ่ง) ต่อมาในปี พ.ศ. 1977 ได้พบพระแก้วมรกตเป็นครั้งแรก ณ พระเจดีย์หลังพระอุโบสถ วัดนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า “วัดพระแก้ว” ได้รับการยกฐานะเป็น พระอารามหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2521 พระเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ. 1977 ได้เกิดฟ้าผ่าลง องค์พระเจดีย์พังทลายลง และได้พบ พระแก้วมรกตซ่อนไว้ในพระเจดีย์ หลังจากนั้น ได้อัญเชิญ พระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ เมืองต่างๆคือลำปางเชียงใหม่ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ กรุงธนบุรี กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนองค์พระเจดีย์เป็น […]

ตักบาตรเป็งปุ๊ด ประเพณีล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราวของ ประเพณี การใส่บาตรเที่ยงคืน หรือตักบาตรเป็งปุ๊ด ที่ชาวล้านนาสืบทอดกันมา เพื่อบูชาพระอุปคุต ที่เชื่อว่าช่วยเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและช่วยเรื่องโชคลาภ สำหรับการใส่บาตรเที่ยงคืน หรือตักบาตรเป็งปุ๊ด นั้น เป็นประเพณีที่ชาวล้านนาเชื่อกันว่า การตักบาตรเป็งปุ๊ดเป็นมงคลอันยิ่งใหญ่ ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จและโชคลาภมหาศาล ตามตำนานพระอุปคุต เป็นสามเณรที่จำศีลอยู่ในมหาสมุทร สัญลักษณ์ของพระอุปคุตจะมีใบบัวปรกที่เศียร บางแห่งจะเรียกว่าพระเจ้าบัวเข็ม สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้อัญเชิญพระอุปคุตมาเป็นธุระในการระดมทุนจากพุทธศาสนิกชนเพื่อก่อสร้างพระเจดีย์ 84,000 องค์ได้สำเร็จ คนจึงเชื่อว่าตักบาตรพระอุปคุตแล้วจะประสบความสำเร็จ โดยจะนิยมตักบาตรกับเณรในเวลากลางคืน ตามความเชื่อ โดยมีเรื่องเล่าถึงประวัติของ วัดอุปคุต ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นต้นแบบของการตักบาตรเป็งปุ๊ดว่า มีสองสามีภรรยาพบสามเณรเดินผ่านในยามวิกาล จึงใส่บาตร เมื่อสามเณรรับบาตรแล้วก็หายตัวไปในป่ารก หลังจากนั้น สองสามีภรรยาดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ค้าขายเจริญรุ่งเรือง จึงได้มาสร้างวัด อุปคุตไว้ตรงที่ใส่บาตร สำหรับวัดในจังหวัดเชียงใหม่ที่จัดพิธีตำบาตรเป็งปุ๊ด มีวัด อุปคุต วัดสวนดอกพระอารามหลวง และวัดศรีดอนมูล ในระยะหลังๆ มีวัดอื่นๆ จัดพิธีดังกล่าวด้วย โดยวัดสวนดอกพระอารามหลวงจะนำปัจจัยทั้งหมดที่ได้ไปใช้ในการบูรณะพระวิหารหลวง ส่วนข้าวสาร อาหารแห้งที่ได้รับจะนำแจกจ่ายวัดต่างๆ ต่อไปที่สืบทอดกันมาตักบาตรเป็งปุ๊ดคึกคัก ทั้งนี้กำหนดพิธีการตักบาตรเป็งปุ๊ด หรือตักบาตรเที่ยงคืนนั้นได้เริ่มตั้งแต่ เวลาประมาณ 22.00 น.ของวันคืนอังคาร […]

เสาสะดือเมือง (เสาหลักเมือง)

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราวของ เสาสะดือเมือง ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมืองของเมือง ที่ชาวล้านนาเชื่อว่า การได้มาเที่ยวหรือพักอาศัย เมืองใดๆ แล้ว การได้มากราบไหว้สักการะ เสาสะดือเมือง หรือเสาหลักเมือง ช่วยเสริมสร้างสิริมงคล และทำให้การทำงาน ท่องเที่ยวมีความราบรื่น ประสบความสำเร็จ เสาสะดือเมืองเชียงราย (เสาหลักเมือง) เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของการก่อตั้งชุมชนและเมือง สำหรับจังหวัดเชียงรายจะเรียกเสาหลักเมืองว่าเสาสะดือเมือง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อครั้งการสร้างเมืองครั้งแรกใช้คำว่า “เสาสะดือเมือง” ไม่ใช้คำว่าเสาหลักเมือง เสาสะดือเมืองเชียงรายแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2530 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา หรือ 5 รอบ และเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายเนื่องในวโรกาสการเฉลิมฉลองการสร้างเมืองเชียงรายครบ 725 ปี โดยนายอร่าม เอี่ยมอรุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นได้เป็นแม่งานร่วมกับหน่วยงานราชการ เช่น สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์กรภาคประชาชน ภาคเอกชน และรัฐบาลเยอรมัน ลักษณะของเสาสะดือเมืองเชียงราย สร้างขึ้นโดยยึดตามรูปแบบเสาใจกลางบ้านของชาวไทลื้อซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตอำเภอเทิง อำเภอเชียงของ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งปกติเสาใจกลางบ้านของชาวไทลื้อจะสร้างด้วยไม้ แต่เสาสะดือเมืองเชียงรายเป็นเสาหิน […]

เชียงราย หนึ่งในเมืองเสน่ห์แห่งล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอถึงเมืองล้านนาที่อยู่เหนือสุดแดนสยาม คือ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งธรรมชาติ และวัฒนธรรมล้านนาที่สวยงาม นอกจากนี้ ยังมีศิลปะวัฒนธรรมผสมผสานที่สวยงาม กลิ่นไอล้านนาทั้งด้านภาษา อาหาร และผู้คนหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ในช่วงฤดูฝน นอกจากจะเป็นฤดูกาลของชาวล้านนาที่จะทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติได้พักฟื้นให้มีความสวยงาม จะได้เห็นทุ่งนาเขียวขจี หลายคนชอบที่จะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลนี้ เพราะ นทท.ไม่เยอะมาก โล่งสบาย ได้เห็นธรรมชาติใกล้ชิด อีกทั้งเป็นช่วงที่อากาศดี ช่วงเช้าจะมีฝน และทะเลหมอกที่สวยงาม และหลายคนชอบมาไหว้พระขอพร ทั้งวัดดังร่องขุน ยังมีพระธาตุเจดีย์หลวงและ พระพุทธสิหิงค์ของเชียงราย รวมถึงสืบสานประเพณีต่างๆ เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของล้านนาในช่วงหน้าฝน Green Season ที่เชื่อว่าใครที่ได้มาสัมผัสเมืองล้านนา ที่ชื่อว่า เชียงราย จะต้องชอบและกลับมาเที่ยวอีกครั้ง ด้วยอากาศ บรรยากาศ ผู้คน อาหาร ที่มีความน่ารัก วัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ หรือเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้งเรื่องกัญชาที่ปลดล็อกเพื่อการรักษา เที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารสุขภาพ การนวดสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมถึงท่องเที่ยวเพื่อศึกษาศิลปะวัฒนธรรมล้านนาที่สวยงาม เพราะเชียงรายมีวัดวาอารามที่สวยงามมากมาย ททท.สำนักงานเชียงราย ชวนนักท่องเที่ยวมาเชียงราย “แอ่วเจียงฮาย สบายๆ สไตล์หน้าฝน […]

1 25 26 27 28 29 42