53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

การปกครองเมืองหริภุญชัย ในสมัย “เจ้าแม่จามเทวี”

หากจะกล่าวถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองหริภุญไชยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในเอกสาร ทั้งที่เป็นจารึก ตำนานต่างๆและพงศาวดาร เช่นตำนานมูลศาสนา , พงศาวดารเมืองหริภุญชัยและชินกาลมาลีปกรณ์ ข้อความส่วนใหญ่ของตำนานดังกล่าวข้างต้นจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างเมืองหริภุญไชยเอาไว้ด้วย ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระฤาษีวาสุเทพและพระสุกกทันตฤาษี เป็นผู้สร้างเมืองหริภุญไชย ซึ่งมีรูปสัณฐานคล้ายเปลือกสังข์ใหญ่ทะเล ด้านยาวและด้านกว้างโดยรอบ 1,550 วา จากนั้นได้อัญเชิญพระนางจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ ให้ขึ้นมาปกครองเมืองหริภุญไชย ในขณะนั้นพระนางทรงอภิเษกสมรสแล้วและทรงครรภ์ได้สามเดือน ในการเสด็จขึ้นมาครองเมืองหริภุญไชยของพระนางจามเทวีได้นำคณะสงฆ์ นักปราชญ์ ช่างศิลปวิทยาการหมู่ละ 500 คนขึ้นมาด้วย และกล่าวได้ว่าพระนางจามเทวี ได้เป็นผู้นำเอาพุทธศาสนาขึ้นมาประดิษฐานและเผยแพร่เป็นครั้งแรกในดินแดนแห่งนี้ ระยะเวลาที่พระนางจามเทวีขึ้นมาปกครองเมืองหริภุญไชยตามตำนานระบุศักราชเอาไว้อยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 นอกจากนี้ในตำนานยังได้กล่าวรายละเอียดในการเดินทางเอาไว้ว่า พระนางพร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่ลงเรือมาตามลำน้ำปิง 7 เดือน เมื่อเสด็จมาถึงชุมชนรัมมคาม (ปัจจุบันคือบ้านกู่ละมัก) พระนางฯได้หยุดเผยแพร่พระศาสนาแล้วให้คนไปบอกข่าวสารแก่พระฤาษีวาสุเทพและพระสุกกทันตฤาษี จากนั้นพระฤาษีทั้งสองพร้อมทั้งชาวเมืองได้อัญเชิญพระนางฯ ขึ้นนั่งบนกองทองคำแล้วอภิเษกเป็นเจ้าผู้ครองเมืองหริภุญไชย อาศัยเหตุที่พระนางฯนั่งบนกองทองคำ นครแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “หริภุญไชย” เมื่อพระนางจามเทวีถึงเมืองหริภุญไชยได้ 7 วันจึงได้ประสูติโอรสสององค์คือ เจ้ามหันยศ และเจ้าอนันตยศ หลังจากพระนางครองราชย์ได้ 7 ปีก็ ได้อภิเษกเจ้ามหันตยศให้ขึ้นครองราชย์ที่เมืองหริภุญไชยสืบต่อมา ส่วนเจ้าอนันตยศไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บริเวณเชิงเขาเขลางค์บรรพตชื่อเมือง เขลางค์นคร เจ้ามหันตยศครองราชย์ที่เมืองหริภุญชัยได้ 80 ปี จากนั้นราชวงศ์จามเทวีก็ได้ครองราชย์สืบต่อมาโดยตลอด […]

พะเยา พระไอเดียเจ๋ง ! อนุรักษ์ ทำ กุบละแอ (หมวก)โบราณล้านนา ไว้ ก่อนสูญหายไป

วันที่ 20 เม.ย. 63 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปดูพระสงฆ์ ทำ หมวก หรือกุบละแอ แบบโบราณล้านนา ที่วัดสันป่าสัก ตำบลห้วยข้าวก่ำ อ.จุน จ.พะเยา ได้ สานหมวก หรือกุบละแอ ที่คนโบราณล้านนาใช้ เป็นเครื่องสวมใส่ศีรษะ กันลมกันแดดกันฝน ที่มีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ในปัจจุบันหาดูได้ยาก พระสงฆ์ วัดสันป่าสัก จึงทำการอนุรักษ์จัดทำไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษา ก่อนที่จะสูญหายไป พระสุขอนันต์ กัลยาณธัมโม พระลูกวัดสันป่าสัก กล่าวว่า การทำ หมวก หรือกุบละแอแบบโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ปัจจุบันการทำหมวก หรือกุบละแอ แทบไม่มีให้เห็นจนใกล้จะสูญหายคนรุ่นหลังก็แทบไม่รู้จักแล้ว จึงได้ใช้ความรู้ที่มีพร้อมพระสงฆ์ในวัดสันป่าสัก ได้ทำ หมวก หรือกุบละแอแบบโบราณ ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางสมัยในอดีต ตลอดจนคนชั้นสามัญชนก็ได้ใช้สวมใส่เป็นเครื่องประดับศรีษะ ที่คนโบราณล้านนาและล้านช้าง ใช้สวมใส่ศรีษะ ในยุคโบราณ แต่ปัจจุบันแทบจะไม่มีให้พบเห็นแต่อย่างใด สำหรับวิธีการทำก็จะมีอุปกรณ์ หลายอย่าง อาทิ หมง ตัวแบบขึ้นรูปและตอกทำจากไม้ไผ่บงเหนียว นำมาจักเป็นเส้นใช้จักสานหมวก […]

จากสถานที่ประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” สู่ “พระหยก” เมืองเชียงราย

วัดพระแก้วเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่บนถนนไตรรัตน์ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะ จากวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2521 แต่เดิมวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ว่าในบริเวณนี้มีไม้ไผ่ชนิดหนึ่งคล้ายกับไม้ไผ่สีสุก แต่ไม่มีหนาม ชาวบ้านนิยมเอามาทำเป็นคันธนูและหน้าไม้ ชาวเชียงรายจึงเรียกว่า “วัดป่าเยี้ยะ” หรือ “วัดป่าญะ” ต่อมาในปีพ.ศ. 1977 ได้เกิดฟ้าผ่าเจดีย์วัดและได้พบพระแก้วมรกต ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อวัดใหม่ว่า “วัดพระแก้ว”ตามตำนานโบราณซึ่งพระภิกษุพระหมราชปัญญาได้แต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีไว้เมื่อปี พ.ศ.2272 ในหนังสือรัตนพิมพวงศ์ กล่าวถึงตำนานพระแก้วมรกตว่ามีเทวดาสร้างขึ้นเพื่อถวายพระนาคเสนเถระที่เมืองปาฎลีบุตร (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะรัฐพิหารในอินเดีย) และได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ยังเมืองต่าง ๆ เช่น ที่เกาะลังกา, เมืองกัมพูชา, เมืองอินทาปัฐ (นครวัต), กรุงศรีอยุธยา, เมืองละโว้, เมืองเชียงราย (พ.ศ.1934-1979 ประดิษฐาน 45 ปี), เมืองลำปาง (พ.ศ.1979-2011 ประดิษฐาน 32 ปี), เมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.2011-2096 ประดิษฐาน 85 ปี), เมืองเวียงจันทน์ […]

ไตลื้อกลุ่มสุดท้ายของพะเยา

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไตลื้อนั้นดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ยากแก่กลุ่มชนอื่นจะลอกเลียนแบบได้ ทั้งประเพณี พิธีกรรม การแต่งกายและภาษาพูดของชาวไตลื้อ ดูจะผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว จนเป็นแบบอย่างของการหลอมรวมวัฒนธรรมที่ยากแก่คนภายนอกอย่างเรา ๆ จะเข้าใจความอ่อนน้อมถ่อมตน ดูเหมือนจะเป็นบุคคลิกเฉพาะแบบของชาวไตลื้อ ยามที่ผมมีโอกาสเดินทางเข้ามาในดินแดนที่มั่งคั่งด้วยกลิ่นอาย อารยธรรมไตลื้อ ที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา แต่เดิมชุมชนของชาวไตลื้อมีการตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากินอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา ชาวไตลื้อมีการอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือของไทย พื้นที่ที่ชาวไตลื้อตั้งถิ่นฐานมากที่สุดเห็นจะได้แก่จังหวัดพะเยาและน่าน นอกจากนั้นยังกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ของเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ย้อนกลับไปเมื่อตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน (พ.ศ.2374 – 2461) เมืองน่านและเมืองเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและทหารในแว่นแคว้นสิบสองปันนา รวมไปถึงเชียงตุง สมัยนั้นมีการกวาดต้อนและชักชวนให้ชุมชนไตลื้อในเมืองต่าง ๆ ของสิบสองปันนาให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ในจังหวัดน่าน จากเอกสารการค้นคว้าของคุณอิสรา ญาณตาล ได้กล่าวไว้ว่า ชาวไตลื้อที่อพยพมาจากเมืองพง เมืองหย่วน และเมืองมาง ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แรก ในบริเวณลุ่มปากแม่น้ำแวน ดังนั้นต้นตระกูลบรรพบุรุษของไตลื้อในอำเภอเชียงคำ น่าจะมีเชื้อสายมาจากกลุ่มไตลื้อเมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วน และเมืองล้า ในสิบสองปันนา สังเกตได้จากการตั้งชื่อของหมู่บ้านต่าง […]

“ครูบาธรรมชัย” พระวิทยาคมแห่งเมืองลำพูน

ในสมัยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ มีพระเถระรูปหนึ่งซึ่งท่านมีส่วนสำคัญในการบูรณะองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย หากเอ่ยชื่อของครูบาธรรมชัย นักเลงพระทั้งหลายคงต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่าน ว่ากันว่าครูบาธรรมชัย เป็นพระเถระที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มีความยำเกรงจนต้อง ปวารณาตัวเป็นผู้อุปฐากท่านครูบาธรรมชัย โดยเจ้าหลวงจักรคำได้มาสร้างกุฏิไม้สักถวาย ณ วัดประตูป่า ครูบาธรรมชัย เดิมชื่อว่า อิ่นคำ วงษ์ษา เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2418 ที่บ้านเดื่อง๊ก ต.ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.2429 และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2438 ได้นามฉายาว่า ธมฺมชโย และในปีนี้เองท่านก็ได้เดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดประตูป่า ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน เพื่อศึกษาวิทยาคมกับครูบาอริยะ (ครูบาน้อย) เจ้าอาวาสวัดประตูองค์ที่ 4 กระทั่งในปี พ.ศ.2440 ครูบาอริยะได้ถึงแก่มรณภาพ ครูบาธรรมชัยจึง ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประตูป่าองค์ต่อมา ระหว่างที่ครูบาธรรมชัย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประตูป่า ท่านได้สร้างความเจริญมาสู่บ้านประตูป่ามากมาย โดยเฉพาะที่ท่านมีวิทยาคม อันแกร่งกล้าจึงทำให้คนลำพูนเคารพและศรัทธาในตัวครูบาธรรมชัยเป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุด ท้าย ยังต้องมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูบาธรรมชัย ประมาณปี พ.ศ.2470 – 2485 […]

“กู่กุด” เจดีย์บรรจุอัฐิ เจ้าแม่จามเทวีลำพูน

เจดีย์กู่กุด เป็นโบราณสถานเก่าแก่และมีความสำคัญในประวัติศาสตร์มากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดลำพูน ใครเป็นผู้สร้างและสร้างมาแต่ครั้งใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ส่วนใหญ่เป็นการสันนิษฐานจากเอกสารซึ่งปรากฏในภายหลังประกอบตำนานและนิยายปรัมปราพื้นบ้านเท่านั้น ภายหลังได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่เรียกกันว่า วัดสังฆราม หรือวัดจามเทวี โบราณสถานสำคัญในวัดจามเทวีมีประวัติความเป็นมาค่อน ข้างสับสนเพียง 2 แห่ง คือกู่จามเทวี หรือกู่กุด หรือสุวรรณจังโกฏเจดีย์ กับรัตนเจดีย์ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า เจดีย์แปดเหลี่ยม ซึ่งมีเอกสารและตำนานต่าง ๆ กล่าวถึงโบราณสถานทั้งสองแห่งขัดแย้งกันมาก บางแห่งกล่าวว่า พระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภุญชัย โปรดให้สร้างพระบรมธาตุสุวรรณจังโกฏ พร้อมทั้งได้สถาปนาวัดจามเทวี ส่วนเอกสารบางแห่งกล่าวว่า พระราชโอรสของพระนางจามเทวี คือ เจ้ามหันตยศและเจ้าอนันตยศ โปรดให้สร้างวัดจาม เทวีขึ้นเพื่อถวายพระเพลิงพระศพของพระนางจามเทวีและภายหลังจากถวายพระเพลิงพระศพของพระนางจามเทวีแล้ว จึงโปรดให้สร้างเจดีย์เหลี่ยมมี ยอดหุ้มด้วยทอง เรียกชื่อว่า “สุวรรณจังโกฏ” ในตำนานจามเทวีฉบับแปลจากภาษาไทยยวน กล่าวว่า “พระยามหันตยศก็เลิกทราก ส่งสะการแม่แห่งตนเสียยังป่าไม้ยาง แล้วเอากระดูกช้อน แว่นหวีไปรวมกันก่อเป็นเจดีย์ไว้ชื่อว่า สุวรรณจังโกฏ หนใต้เวียงหริภุญชัยวันนั้นแล…” ส่วนในตำนานมูลศาสนากล่าวว่า ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จก็แห่ พระอัฐิเลียบมาหนวันออกเวียง แล้วก่อพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ของพระนางจามเทวีไว้รองรับพระอัฐิของพระนางจามเทวี ให้ชื่อว่า สุ วรรณจังโกฏเจดีย์ นอกจากนั้นในตำนานจามเทวีหริภุญชัยเชียงใหม่ก็กล่าวพ้องต้องกันกับตำนานมูลศาสนา แต่บอกว่า […]

รู้จัก “วันพญาวัน” วันดีที่สุดในรอบปี

ในช่วงประเพณีสงกรานต์ หรือประเพณีปีใหม่เมืองของชาวเมืองล้านนา ถือได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชเก่าไปสู่ศักราชใหม่ โดยมีวันสำคัญต่าง ๆ ในช่วงนี้ได้แก่วันสังขารล่อง วันเนา วันพญาวัน วันปากปี ปากเดือน เป็นต้น ซึ่งแต่ละวันก็มีความสำคัญต่างกันไป แต่มีวันหนึ่งที่คนเมืองล้านนาถือได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญที่สุด และถือเอาวันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดของปีนั้น ได้แก่ วันพญาวัน (วันที่เป็นเจ้าของ ทุกวัน) วันพญาวัน หรือ พระญาวัน เป็นวันที่มีความหมายต่อคนเมืองมาก นับเป็นวันยอดม้อน เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปี ในวันนี้มักมีกิจกรรมตามความเชื่อในวิถีชีวิต ความเชื่อในพิธีกรรม ไสยศาสตร์ เช่นการเลี้ยงผีครู การนำเครื่องรางมาล้างนำสิ่งที่ไม่ดีออกไป นอกจากนั้นยังมีการสักคาถา ยันต์ต่าง ๆ ตามร่างกาย ในวันนี้ถือเป็นการเพิ่มความขลังอีกด้วย วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนาตั้งแต่เช้าตรู่ มีการถวายภัตตาหารให้กับคนตาย ที่เรียกว่า ทานขันข้าว ทานตุง หรือถวายตุงปักเจดีย์ทราย ดำหัว คารวะผู้ใหญ่ การส่งน้ำพระธาตุ พระสถูปเจดีย์ พระพุทธรูป การทานไม้ค้ำสะหลี หรือไม้ค้ำโพธิ์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการค้ำจุนพระศาสนา มีการทำบุญใจบ้าน คือบริเวณที่ตั้งของเสาบ้าน หรือสะดือบ้าน  ดังนั้น วันพญาวัน คนล้านนามีความเชื่อว่าถ้าจะเริ่มกระทำสิ่งใดที่เป็นมงคลก็จะเริ่มทำกันในวันพญาวันนี้ บทความโดย จักรพงษ์  คำบุญเรือง

การกิน “ลาบดิบ” ของคนล้านนา

คนล้านนามีการทำลาบกินมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่สันนิษฐานน่าจะมีมานานไม่ต่ำกว่า 300 ปี ลาบเป็นอาหารที่นิยมทำกินในงานเลี้ยงหรือในเทศกาลต่าง ๆ ส่วนประกอบหลักของลาบคือทำมาจากเนื้อสัตว์สด ที่พบทั่วไปมีหลายชนิดด้วยกัน เช่นทำจากเนื้อหมู เรียกว่า ลาบหมู ทำจากเนื้อปลา เรียกว่า ลาบปลา ทำจากเนื้อไก่ เรียกว่า ลาบไก่ ที่นิยมมากที่สุดคือทำมาจากเนื้อควาย เรียกว่า ลาบควาย การทำลาบมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน เริ่มจากนำเอาเนื้อสัตว์สด ๆ มาสับให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเลือดสดและเครื่องในหั่นซอย ปรุงด้วยเครื่องปรุงที่เรียกว่า “พริกลาบ” และนิยมกินกับผักสดพื้นเมืองหลายชนิด โดยเฉพาะประเภทสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรง เรียกว่า “ผักกับลาบ” ลาบมีหลายชนิดตามชื่อของเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุง นอกจากนั้นยังนิยมเรียกชื่อลาบตามลักษณะของการทำ ได้แก่ ลาบดิบ เป็นลาบปรุงเสร็จโดยไม่ทำให้สุก ส่วนลาบคั่ว เป็นลาบที่ปรุงเสร็จแล้วนำไปผัดให้สุก มี 2 แบบคือ คั่วแห้ง และคั่วน้ำ นอกจากนั้นยังมี ลาบเหนียว เป็นลาบที่มีลักษณะเหนียว คล้ายผลไม้กวน เนื่องจากในขณะลาบอยู่นั้น จะใส่น้ำเลือดเพื่อให้ลาบข้น ลาบชนิดนี้บางพื้นที่เรียกว่า ลาบเนียน ลาบน้ำโตน เป็นลาบที่ใส่น้ำเลือดหรือน้ำต้มเครื่องในผสมกับลาบให้มีลักษณะข้น ลาบหมี่ เป็นลาบที่เน้นใส่เฉพาะเครื่องใน กระเทียมเจียวที่เจียวจนกรอบใส่ผสมลงไปในลาบให้มาก ลาบลอ เป็นลาบที่ทำจากเนื้อหมูผสมกับเนื้อควายอย่างละครึ่ง […]

“วันนี้-วันวาน” ภาพถ่ายวิหารลายคำ วัดพระสิงห์เชียงใหม่

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกที่อยู่คู่เชียงใหม่มาทุกยุคสมัย ถือเป็นวัดเก่าแก่สำคัญวัดหนึ่งของเชียงใหม่ มีประวัติการก่อสร้างยาวนานถึง 600 กว่าปี ในบริเวณวัดมีโบราณสถานที่สำคัญและเก่าแก่ เช่น วิหารวัดพระสิงห์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส ต่อมาเมื่อวิหารชำรุดทรุดโทรมลง ศรัทธาประชาชนจึงไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะและสร้างใหม่หมดทั้งหลัง ซึ่งสร้างเป็นศิลปแบบล้านนาผสมเชียงแสน ความโดดเด่นของวิหารวัดพระสิงห์ คือ ความชันของหลังคาจะกลมกลืนกับตัวอาคารที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูน ครึ่งอิฐครึ่งไม้มีฝากบ แผนผังของโบสถ์วิหารที่สร้างกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา โดยมากเป็นโรงใหญ่ไม่มีระเบียงล้อมรอบ ดังนั้นเสาภายนอกอาคาร จึงไม่แสดงความสำคัญเหมือนโบสถ์วิหารในรุ่นต่อมา ประตูทางเข้ามักจะมีรูปปั้น มีซุ้ม ส่วนมากจะทำเป็นรูปพญานาค สิงห์ หรือนกยูง อันเป็นศิลปะของพุกาม วิหารลายคำในวัดพระสิงห์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิ์ราช หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาไทย องค์ที่ 13 พระองค์ทรงเห็นว่า วัดพระสิงห์ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงโปรดให้บูรณะวัดพระสิงห์ใหม่ แล้วสร้างวิหารลายคำ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ วิหารลายคำนี้มีลวดลายปูนปั้นที่สวยงามปราณีตบรรจงมากแสดงให้เห็นฝีมือของช่างในยุคนั้นว่าเจริญถึงที่สุด ตัววิหารลายคำสร้างตามแบบศิลปกรรมของภาคเหนือ มีรูปปั้นพญานาค 2 ตัวอยู่บันไดหน้า และใกล้ ๆ พญานาคมีรูปปั้นสิงห์ 2 ตัว บทความโดย จักรพงษ์  คำบุญเรือง

คติความเชื่อ การก่อกองทราย ถวายเจดีย์ตุง วันปีใหม่ล้านนา

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือ ปี๋ใหม่เมืองล้านนา จะมีประเพณีอย่างหนึ่งที่จะต้องทำสืบต่อกันมา ได้แก่ การก่อกองทรายถวายเจดีย์ตุง อันเนื่องมาจากเป็นประเพณีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยคนไทยผูกโยงประเพณีนี้เข้ากับคติความเชื่อเรื่องเวรกรรมในพระพุทธศาสนา มีการก่อพระเจดีย์ทรายถวายวัดเพื่อนำเศษดินทรายที่ติดเท้าออกจากวัดไปมาคืนวัดในรูปพระเจดีย์ทราย และเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้เป็นกุศลอานิสงส์ และนอกจากประเพณีเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังเป็นกุศโลบายของคนในอดีตให้มีการรวมตัวของคนในชุมชนเพื่อร่วมกันจัดประเพณีรื่นเริงเป็นการสังสรรค์สร้างความสามัคคีของคนในชุมชนด้วย ปัจจุบันประเพณีก่อกองทรายถวายเจดีย์ตุงพบเพียงในประเทศไทยและลาวเท่านั้น วันสำคัญในช่วงเทศกาลปีใหม่เมือง ได้แก่ วันสังขารล่อง วันสังขารล่อง หรือสงกรานต์ล่อง หรือสังขานต์ล่อง ถือเป็นวันส่งท้ายศักราชเก่า คนเมืองจะตื่นแต่เช้าเป็นพิเศษ ก่อนตีนฟ้ายก เช้ามืดจะมีการยิงปืน จุดประทัด เพื่อไล่สิ่งที่ไม่ดีไปกับสังกรานต์ สาย ๆ จะทำความสะอาดบ้านเรือน บ่าย ชำระล้างร่างกายให้สะอาด แต่ตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ วันเนา หรือวันเน่า เป็นวันที่พระอาทิตย์เนาอยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ ในทางทางโหราศาสตร์ คือไม่ดี ไม่ส่งเสริมสิริมงคล วันนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ ตั้งแต่เช้ามืด เป็นวันจับจ่ายซื้อของจำเป็นต้องใช้ในประเพณีปีใหม่ มีการเตรียมอาหารคาวหวาน เช่น ขนมจ็อก ห่อนึ่ง แกงฮังเล หรืออื่น ๆ เพื่อจะเอาเป็นทำบุญที่วัดในวันพญาวัน และเอาไปดำหัวผู้ใหญ่ ช่วงสาย ๆ จะไปชุมนุมกันเพื่อเล่นน้ำปีใหม่ ที่สำคัญมากของวันนี้ คือ เป็นวันขนทรายเข้าวัด […]

“ปีใหม่เมือง” มีความสำคัญต่อคนล้านนาอย่างไร

ประเพณีสงกรานต์ หรือประเวณีปีใหม่เมือง เป็นประเพณีสำคัญของชาวเหนือ หรือชาวล้านนา อันสืบเนื่องมาจากอดีตกาลที่จะยึดถือเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชใหม่ โดยกำหนดจุดที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 13 เมษายน หรือ 14 เมษายนของแต่ละปี จะกินเวลาประมาณ 4-7 วัน ยาวนานกว่าสงกรานต์ของภาคอื่น ๆ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันสังขารล่อง วันเนา วันพญาวัน วันปากปี ปีใหม่เมืองมีความสำคัญต่อคนล้านนา ในฐานะ 1. เป็นการเปลี่ยนปี คนเมืองจะนับปีตามปีใหม่เมือง พอถึงปีใหม่จะกลายเป็นอีกปีหนึ่งไม่ใช่ปีเดิม อายุของเราจะเพิ่มขึ้นอีกปี 2. เป็นการเตือนตน และสำรวจตรวจสอบตนเอง เพราะการที่อายุเพิ่มขึ้นจะเป็นการย้ำเตือนให้คนเมืองรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของวัน วัย และสังขาร นั้นคือ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา 3. เป็นการชำระสะสางสิ่งที่ไม่ดี ปีใหม่เมืองเป็นช่วงโอกาสที่คนเมืองได้สำรวจตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ที่ล่วงมา เมื่อพบข้อบกพร่องก็มักจะตั้งจิตตั้งใจสะสางสิ่งที่ไม่ดีไม่งามออกไป อันใดที่ร้ายก็ขอให้ดับไปกับไฟ ไหลไปกับน้ำ ล่องไปกับสังขาร 4. เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ปีใหม่เมืองมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายหลายประการ ทั้งที่เป็นวัตถุและความเคลื่อนไหว เช่น เสื้อผ้า ข้าวของ มีความคึกคักเคลื่อนไหวในการต้อนรับปีใหม่ จะเกิดการตั้งใจใหม่ ความหวังใหม่ […]

“พระแก้วขาว” พระศักดิ์สิทธิ์ ช่วยป้องกันภยันตราย

พระแก้วขาว หรือพระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัดเชียงใหม่เช่นเดียวกับพระสิงห์ ที่ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ พระแก้วขาวได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายและอำนวยความสุขสวัสดิ์มงคลแก่ผู้ที่เคารพศรัทธา องค์พระแก้วขาวนั้นในอดีตกาลเป็นพระพุทธรูปสำหรับบูชาประจำพระองค์ของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญไชยและพระเจ้าเม็งรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์มังรายผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนา พระพุทธรูปองค์นี้ ในตำนานได้กล่าวถึงการสร้างไว้ว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานล่วง แล้วได้ 700 ปี ในวันเพ็ญเดือน 7 พระสุเทวฤาษีได้เอาดอกจำปา 5 ดอกขึ้นไปบูชาพระจุฬามณียังดาวดึงษ์สวรรค์ ได้พบปะสนทนากับพระอินทร์ จึงบอกว่า ปีนี้ในเดือนวิสาขะเพ็ญที่ลวะรัฏฐะจะสร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยแก้วขาว ครั้นสุเทวฤาษีกลับจากดาวดึงษ์เทวโลกแล้ว จึงไปสู่เมืองละโว้ ขณะนั้นพระยารามราช เจ้าเมืองละโว้กับพระกัสสปเถระเจ้าปรารภการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ไปได้แก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันเทวบุตร แล้วขอพระวิศนุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระปฏิมากร เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวประดิษฐานอยู่ที่เมืองละโว้สืบมาเป็นเวลาเนิ่นนาน จนมาถึงสมัยเมื่อพระฤาษีสร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว ใช้ให้ควิยะอำมาตย์ไปเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้มาครองเมืองหริภุญชัย พระนางจึงขออนุญาตจากพระราชบิดานิมนต์พระภิกษุสงฆ์สามเณรและพระแก้วขาว (พระเสตังคมณี) มาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ พระแก้ว ขาวจึงได้ประดิษฐานอยู่ที่นครหริภุญชัยแต่นั้นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีพระแก้วขาวประดิษฐานอยู่ที่นครหริภุญชัยตลอดมาจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระยายีบาเป็นกษัตริย์ครอง เมือง ในครั้งนั้นพระเจ้าเม็งรายซึ่งเป็นเจ้าครองนครเงินยวง (เชียงแสน) ได้ยกทัพไปปราบเมืองเล็กเมืองน้อยต่าง ๆ จนหมดสิ้น แต่นครหริภุญชัยในสมัยนั้นมีกำลังเข้มแข็งมาก พระองค์จึงได้ให้ขุนฟ้าอ้ายราชวัลลภ คนสนิทปลอมตัวเป็นไส้ศึกไปทำการจารกรรมนานถึง 7 ปี ขุนอ้ายฟ้าเห็นโอกาสแล้วจึงส่งข่าวไปให้พระเจ้าเม็งรายให้ยกกองทัพมาตีเมืองหริภุญชัย เมื่อพระเจ้าเม็งรายยกกองทัพมาตีเมืองหริภุญไชยปรากฏว่าชาวเมืองไม่ยอมทิ้งเมืองทำการต่อสู้อย่างเข้มแข็งดุเดือด กองทัพพระเจ้าเม็งรายจึงต้องใช้ธนูเพลิงยิงเข้าไปทำให้เกิดไฟไหม้ทั้งเมือง ในที่สุดก็พ่ายแพ้แก่กองทัพพระเจ้าเม็งราย […]

1 32 33 34 35 36 42