ผ่อเฮือนเก่าล้านนา ในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการอนุรักษ์เรือนโบราณของล้านนาขึ้น เริ่มจากการสำรวจเรือนที่ควรแก่การอนุรักษ์และรื้อย้ายมาปลูกใหม่ในบริเวณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นปัจจุบันได้อนุรักษ์และรวบรวมเรือนโบราณประเภทต่าง ๆ ไว้จำนวน 7 หลัง เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์อันได้แก่ เรือนคิวริเปอล์ (เรือนลุงคิว) เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด) เรือนกาแล (อุ๊ยผัด) เรือนพื้นบ้านล้านนา (อุ๊ยแก้ว) เรือนกาแล (พญาวงศ์) และยุ้งข้าวหรือหลองข้าว เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา) เรือนทรงปั้นหยา (หลวงอนุสารสุนทร) ซึ่งปัจจุบันสำนักส่งเสริมฯ ได้ทำการปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์แบบมีชีวิต (live museum) ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนและรูปแบบของสถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงาม
เรือนลุงคิว เป็นที่ตั้งของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนั้น เป็นอาคารรูปทรงอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกหรือทรงอาณานิคมหรือแบบโคโลเนียล สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2465 เจ้าของเดิม คือ Mr. Arther Lionel Queripel ในอดีตบ้านหลังนี้เคยปลูกไม้ดอกและไม้ผลนานาชนิด โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ นายคิวริเปอล์ คือ คนแรกที่นำมาปลูกในเมืองไทย ต่อมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดให้อาคารหลังนี้เป็นสถานที่ทำการของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา
เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด) เดิมเป็นของอุ๊ยตุด ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองลวงเหนือ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 เป็นเรือนไม้ขนาดกลาง มีลักษณะสองหลังหน้าเปียง ด้านตะวันออกเป็นเรือนนอนโล่งกว้าง ด้านตะวันตกเป็นเรือนครัว ระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันเป็นรางน้ำฝน เรียกว่า “ฮ่องลิน” หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ด เรือนหลังนี้มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2536เรือนกาแล (อุ๊ยผัด) สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 เดิมตั้งอยู่ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เรือนหลังนี้มีลักษณะเด่นของเรือนกาแลคือ มีหัมยนต์ติดบริเวณด้านบนของประตูห้องนอนเพื่อทำหน้าที่เป็นยันต์อันศักดิ์สิทธิ์คอยป้องกันและขับไล่อันตรายต่าง ๆ จากภายนอก มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์และอาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2537เรือนพื้นบ้านล้านนา (อุ๊ยแก้ว) เดิมเป็นของอุ๊ยอิ่นและอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ตั้งอยู่ที่บ้านสันต๊กโต (สันติธรรม) แจ่งหัวลินใกล้ ๆ กับถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นรูปแบบเรือนของคนที่อาศัยใกล้เวียงเชียงใหม่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลักษณะการจัดพื้นที่ใช้สอยยังเป็นแบบบ้านชนบทแต่ทำฝาและประตูหน้าต่างแบบใหม่ อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ซื้อเรือนหลังนี้ไว้และมอบให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมูลนิธิยาคาซากิ มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2540เรือนกาแล (พญาวงศ์) เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลังคาทรงหน้าจั่ว มีลักษณะเด่นคือ “กาแล” ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความเป็นสิริมงคล ลักษณะเป็นไม้แกะสลักยื่นเลยจากปั้นลมไปไขว้กันที่ยอดจั่วเรือน เดิมเป็นของพญาวงศ์ อยู่ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2440 ลูกหลานของพญาวงศ์ได้สืบทอดบ้านหลังนี้มาราว 3 รุ่น ต่อมาได้ย้ายไปปลูกในวัดสุวรรณเจดีย์ จังหวัดลำพูน นายแฮร์รี่ วอง ได้ซื้อไว้จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2541 มูลนิธิ ดร.วินิจ–คุณหญิงพรรณี วินิจนัยภาค ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยุ้งข้าวหรือหลองข้าวของเรือนกาแล (พญาวงศ์) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับเรือนของชาวล้านนา ใช้เก็บข้าวเปลือกไว้กินตลอดปี มีลักษณะเฉพาะเป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง มีระเบียงโดยรอบ หลังคาลาดต่ำคลุมระเบียงและมีจั่ว คุณแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์และครอบครัว ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และรื้อย้ายมาปลูก ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2542
เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา) เป็นเรือนไม้ขนาดกลาง ลักษณะเป็นเรือนหลังคาทรงจั่ว สองจั่วเหลื่อมกัน ระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันเป็นรางน้ำฝนเรียกว่า “ฮ่องลิน” เดิมตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นราว พ.ศ.2439 เจ้าของเดิม คือ พญาปงลังกา ซึ่งมอบเรือนไว้ให้แก่บุตรหลานได้สืบทอดกันมา 5 รุ่น ต่อมาคุณจรัส วณีสอน และน้อง ๆ ได้มอบเรือนหลังนี้ให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2547เรือนทรงปั้นหยา (หลวงอนุสารสุนทร) เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่สองชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ดินเผา (ดินขอ) ลักษณะเป็นทรงปั้นหยาเหลื่อมซ้อนกันอย่างลงตัวผสมผสานกับหลังคาทรงจั่ว ชั้นบนของตัวเรือนมีระเบียงทางเดินอยู่ด้านหน้าห้องโถงใหญ่จนถึงด้านหลังบ้าน หลวงอนุสารสุนทรและนางคำเที่ยง ชุติมา ได้สร้างบ้านหลังนี้ให้บุตรชายคือ นายแพทย์ยงค์ ชุติมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2467 เดิมตั้งอยู่บริเวณตลาดอนุสารสุนทร อยู่ในความครอบครองของบริษัทสุเทพ จำกัด ต่อมาทายาทได้มอบเรือนหลังนี้ให้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์และนำมาสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2547
ภายในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ยังมีศูนย์ศึกษาวิจัยสปาล้านนาศึกษาที่เป็นแหล่งการวิจัยและฝึกอบรมแก่ผู้ให้บริการสปาเพื่อสุขภาพหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรความรู้พื้นฐานสปาเพื่อสุขภาพ หลักสูตรผู้ดำเนินการธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ และหลักสูตรพิเศษระยะสั้น เพื่อความก้าวหน้าในวิชาการ ด้านสปา และทางศูนย์ฯ ยังเน้นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านศิลปะการนวดแบบล้านนาอีกด้วย
นอกจากนี้ภายในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา ยังมีการสาธิตการทำหัตถกรรมพื้นบ้านที่สวยงามและทรงคุณค่าในอดีต อาทิ การย้อมผ้าด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ การทอผ้าด้วยกี่เอว การทำเครื่องเงิน การฉลุลายผ้าและกระดาษสาเป็นลวดลายต่าง ๆ เพื่อนำไปประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน โดยฝีมือของ สล่าจากชมรมสล่าล้านนา ซึ่งมีความปราณีตงดงาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้นอกจากจะมีการสาธิตแล้วยังมีจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปในราคาย่อมเยาอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจและเลือกซื้อเป็นของฝากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่รู้ว่าจะไปพักผ่อนยังสถานที่ใด ลองใช้โอกาสนี้ไปเปิดโลกทัศน์และค้นหามุมมองใหม่ ๆ แวะเข้าชมบ้านโบราณล้านนาที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ได้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมฟรี ทุกวัน เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30–18.00 น.
บทความโดย
จักรพงษ์ คำบุญเรือง

ร่วมแสดงความคิดเห็น