“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…”
– อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน –
อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ

ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ

ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ 2 สิ่งนี้มาบวกกันในบริเวณดอยสุเทพ บวกกันแล้ว เราก็ไหว้ผีบรรพบุรุษ และไหว้พระบรมสารีริกธาตุเข้าร่วมกัน…”

รอยต่อระหว่างศรัทธาดั้งเดิมกับพระพุทธศาสนา ได้ก่อกำเนิดเป็นประเพณีดีงาม อย่าง “เตียวขึ้นดอย” และเมื่อวันสำคัญหมุนเวียนมาถึง เราจะพบเห็นบรรยากาศผู้คนมากมาย ร่วมใจกันเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพเต็มตลอดเส้นถนน ถ้าย้อนไปในอดีต สมัยก่อนการเดินขึ้นดอยสุเทพนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ด้วยทางสัญจร ที่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอย่างทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. 2477 ได้บารมีจากครูบาศรีวิชัย ท่านได้เป็นผู้นำในการสร้างถนน สำหรับเดินทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการใช้จอบ ใช้เสียมขุดทำถนน ภายหลังเมื่อชาวบ้านทราบข่าว ทั้งคนไทย ลัวะ ลื้อ ลาว เขิน ยาง เงี้ยว พม่า ก็ได้เดินทางมาช่วยกันสร้าง ขุดกันคนละวา จนแล้วเสร็จในที่สุด และถนนเส้นนี้ก็ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา จนเป็นสายถนนที่สมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีการส่งต่อนี้ ทำให้ประเพณีเตียวขึ้นดอยจึงเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธา ที่ถึงแม้เส้นทางในการขึ้นดอยจะไกลสักเพียงใด แต่ทุกคนล้วนพร้อมใจจะเดินเท้าขึ้นไปด้วยตัวเอง ถึงจะต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้า แต่ตลอดข้างทางก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และการให้กำลังใจซึ่งกัน และกัน

– อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน –

หมุดหมายเริ่มต้นของประเพณีนี้ จะเริ่มจากหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ จะมีพระสงฆ์คอยพรมน้ำมนต์ เพื่อสร้างขวัญ กำลังใจ เพิ่มความเป็นสิริมงคลให้แก่ทุกคนที่เดินทางมา เดินเท้าขึ้นไปถึงลานครูบาศรีวิชัย เพื่อระลึกถึงท่านในฐานะที่เป็นนักบุญแห่งชาวล้านนา ที่สร้างถนนเส้นนี้ขึ้นมา หลังจากนั้นทุกคนจะเดินเท้ากว่า 14 กิโลเมตร ขึ้นไป สักการะ และสรงน้ำ พระธาตุดอยสุเทพ เจดีย์ที่อยู่กับเมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน และเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนาทุกคน โดยตลอดทางเดินจะมีการตั้งโรงทานแห่งน้ำใจ คอยมอบน้ำ มอบอาหาร เพื่อเพิ่มกำลังให้กับทุกคน ในการจะเดินไปจนถึงจุดหมายปลายทาง


อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของประเพณีนี้ คือ การเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพในเวลากลางคืน ไม่อาศัยความสว่างของแสงตะวัน อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า “…เป็นประเพณีการสักการะ แบบประเพณีทางศาสนาที่มาจากอินเดีย นำเรื่องราวของการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา พระพุทธเจ้าบรรลุธรรมตอนตี 2 ฉะนั้นจัดมาเป็นพิธีกรรม ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน ฉะนั้นก็จำลองมาในเวลาราตรี เริ่มต้นตั้งแต่เย็น เดินขึ้นดอยไป พอถึงเวลาใกล้ย่ำรุ่งแล้ว ค่อย ๆ เดินไป พวกเราคล้ายกับเป็นเทวบุตร เทวดา ไปพบพระพุทธเจ้า หลังพระพุทธเจ้าบรรลุ ตี 2 …”


เมื่อรอยเท้าของคนจากทุกชาติพันธุ์ ได้ก้าวมาบรรจบ ณ พระธาตุดอยสุเทพ ความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดเส้นทาง ล้วนมลายหายไป เหลือแต่ความปิติยินดี และด้วยความสามัคคี และแรงศรัทธาที่ไม่เคยจางหาย แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผันไปกี่ยุค กี่สมัย สิ่งนี้เองที่ทำให้ประเพณีอันดีงาม อย่าง เตียวขึ้นดอย ยังคงอยู่คู่ดินแดนแห่งนี้ จิตวิญญาณแห่งล้านนาจะยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ร่วมแสดงความคิดเห็น