“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…”
– คุณ สนั่น ธรรมธิ –
เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ

“…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…”
– คุณ สนั่น ธรรมธิ –
ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ โดยกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในช่วงนี้ จะยึดตามหลักปฏิทินล้านนา โดยคนล้านนาสมัยโบราณนั้น จะถือเอาวันที่ 13 เมษายน เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรียกว่า “วันสังขานต์ล่อง” วันที่มีคติความเชื่อเรื่องการขับไล่สิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต จะมีการปัดกวาด เช็ดถูบ้านเรือนให้สะอาด ซักเสื้อผ้า หรือสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ เก็บกวาดที่นอน ชำระร่างกายให้ผ่องใส สระผม ดำหัว เพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคล

“…วันนั้นจะเป็นเรื่องของวันชำระล้าง ซักผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ปัดฝุ่น ปัดหยากไย่ เอาเทวดาในบ้าน ก็คือคนเฒ่า คนแก่ เอาเขาลงมา อาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าใหม่ให้เขา เขาให้สิ่งต่าง ๆ ล่วงเลยไป แล้วก็ดำหัว…”
– คุณ สนั่น ธรรมธิ –
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และชูความเป็นเมืองแห่งอัตลักษณ์ ในวันแรกของประเพณี จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง อย่าง พระพุทธสิหิงห์ ที่ประดิษฐานในวิหารลายคำวัดพระสิงห์ ขึ้นรถบุษบก แห่ขบวนไปรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำเสริมความเป็นสิริมงคล เป็นความงดงาม ที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาของชาวล้านนา

วันต่อมา จะเป็นวันที่เรียกว่า “วันเนา” หรือ “วันเน่า” โบราณล้านนาจะเชื่อว่า เป็นวันที่ห้ามทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีการด่าทอ หรือทะเลาะวิวาท เพราะจะทำให้เกิดความไม่เป็นมงคลไปตลอดชีวิต วันนี้ถือเป็นวันจับจ่าย ซื้อของ เตรียมของไว้ทำบุญ มีกิจกรรมช่วยกันขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเจดีย์ทราย ปักตุง วางไม้ค้ำสรี ตามความเชื่อที่ว่า หากนำไม้มาค้ำต้นสะหรี เสมือนว่าผู้นั้นได้ค้ำชูพุทธศาสนา อันหนุนนำให้อยู่เย็นเป็นสุข อายุยืนยาว

“…วันเน่า คำว่าเน่า แปลมาจาก ปูติ ปูติก็คือบูดไปในที่สุด บูดก็คือเน่าเสีย กิจกรรมที่จะต้องเตรียม สำหรับต้อนรับปีใหม่ ก็ไปขนทรายเข้าวัด ทำข้าวต้มมัด เตรียมของกิน ทำบุญ…”
– คุณ สนั่น ธรรมธิ –
วันที่สาม วันพญาวัน เป็นวันเถลิงศก หรือ วันเปลี่ยนศักราชใหม่ ชาวล้านนาจะเชื่อว่าวันนี้ เป็นวันดีที่สุดของปี วันแห่งการทำบุญทางศาสนา เมื่อเข้าวัดทำบุญเสร็จแล้ว จะมีการนำข้าวปลาอาหารทานร่วมกับคนเฒ่า คนแก่ที่เคารพนับถือ เพื่อขอพร ดำหัวผู้อาวุโส บิดา มารดา เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษในสิ่งที่เคยล่วงเกิน

ประเพณีสงกรานต์แบบชาวล้านนา ยังมีต่อถึงวันที่เรียกว่า วันปากปี วันแรกของการเริ่มต้นปีใหม่ นอกจากการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แล้ว คุณสนั่น ธรรมธิ ยังได้บอกกล่าวเพิ่มเติมในเรื่องของกิจกรรมที่มักจะทำในวันนี้ “วันปากปี ปากปีเราจะทำอะไร จะนึกถึงอะไร ต้นขนุน แกงขนุน เพราะไปพ้องกับคำว่า ค้ำหนุน…” ด้วยหลักความเชื่อที่ว่า จะทำให้มีผู้ค้ำหนุนชีวิตให้เจริญ และส่งท้ายด้วยวันปากเดือน ที่ชาวล้านนามักจะประกอบพิธีกรรม การส่งเคราะห์ต่าง ๆ


วันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ โดยแก่นแท้แล้ว เพื่อเป็นการทำบุญเริ่มต้นชีวิตใหม่ การเริ่มต้นปีใหม่ไทย ด้วยอะไรใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น ละทิ้งสิ่งไม่ดีไว้ในปีเก่า กุศโลบายที่ทำให้ทุกคนได้หันมาให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว กลับบ้านมาหาผู้ที่เคารพรัก การเล่นสาดน้ำเป็นเพียงกิจกรรมที่เสริมขึ้นมา เพื่อสร้างความผ่อนคลาย และเพื่อความสนุกสนานในหมู่มวลชน

กระแสน้ำอาจเปลี่ยนทิศทางไปตามยุคสมัย การละเล่นต่าง ๆ ที่ล้วนปรับตัว มีเพิ่มขึ้น มีลดทอนบ้างไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ประเพณีสงกรานต์นี้ ก็ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ทรงซึ่งคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม ความงดงามที่ยังคงตราตรึงในใจของผู้คน ไม่เคยเลือนหายไป ตราบใดที่รอยยิ้มที่เป็นรอยต่อแห่งวัยยังคงเชื่อมถึงกัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น