53

ม.พายัพจัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy 

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ ร่วมกับมูลนิธิเชียงใหม่ซีเอดี สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ จัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy มหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 20.00 น. โดยภายในงานมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาร่วมเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก . ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ “พ่อหนาน ดำรงค์ ชัยเพ็ชร์” , กิจกรรม Worlshop การทำคลองตึ่งโนง ปี่แน และการปรับแต่งเสียงฆ้อง , การจัดกาดหมั้วครัวฮอมตลอดทั้งวัน รวมไปทั้งการแสดงการขับซอ ภายในงาน . ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่การประกวดแข่งขันการแสดงวงกลองตึ่งโนง ชิงรางวัลมูลค่ารวม 75,000 บาท โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆเข้าร่วมการประกวดจำนวนมาก รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อกลองตึ่งโนง  . จากนั้นช่วงค่ำจะเป็นพิธีเปิดป้ายศูนย์ศิลปวัฒนธรรม […]

เชียงใหม่จัดงานเสวนา “ฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง”

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่วังท่าเจดีย์กิ่ว (สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่เดิม) นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเสวนาฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง เปิดบ้านเรียนรู้ เชื่อมผู้คน ฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์:Opening Learning Houses,Connecting People,Revitailzing Craft Districts ภายในงาน “วังท่าเจดีย์กิ่ว ศรีนครา ดาราฯนิวาส“. ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ดร.อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์สัมพันธ์ มทร.ล้านนา, รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนงานและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก . นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเราพูดถึงเมืองเชียงใหม่ […]

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

รอยประทับแห่งศิลป์ “ลายละกอนไส้หมู” รากเหง้าดินแดนลำปาง

ลายละกอนไส้หมูถือเป็นหนึ่งในลวดลายที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์และความงดงามของศิลปะท้องถิ่นในจังหวัดลำปาง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี เมื่อเมืองลำปางเดิมถูกเรียกว่า “เขลางค์นคร” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “นครลำปาง” หรือ “ละกอนลำปาง” ชื่อ “ละกอน” นั้นยังคงสืบทอดอยู่ในอัตลักษณ์ของลวดลายผ้าทอที่มีชื่อว่า “ลายละกอนไส้หมู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าและความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่นี้ ลายละกอนไส้หมูจัดอยู่ในกลุ่มลายขี้เมฆหรือลายเมฆไหล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบจีนและได้พัฒนามาจนกลายเป็นลวดลายที่มีความต่อเนื่องและไหลลื่นคล้ายกับลายของไส้หมูที่ถูกขดม้วนไปมาอย่างสวยงาม ลวดลายนี้ไม่เพียงแต่ปรากฏในงานทอผ้าเท่านั้น แต่ยังเห็นได้ในงานไม้แกะสลักและงานปูนปั้นที่ประดับอาคารศาสนสถาน เช่น วิหาร อุโบสถ และธรรมมาสน์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวล้านนาในอดีต อีกทั้งลายละกอนไส้หมูยังแฝงไปด้วยสีอัตลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดลำปาง โดยเฉพาะสีแดงครั่ง สีเขียวมะกอก และสีดินภูเขาไฟ สีแดงครั่งและสีเขียวมะกอกได้รับความนิยมใช้บนผืนผ้าทอของชาวลำปางตั้งแต่อดีต เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นแหล่งปลูกครั่งจำนวนมาก อีกทั้งดินที่มาจากภูเขาไฟในพื้นที่อย่างดอยผาคอกและจาปาแดด ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสีสันที่มีความเป็นธรรมชาติและโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยความที่ลายละกอนไส้หมูมีความอ่อนช้อยและสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้ลวดลายนี้ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายเทคนิคการผลิตผ้า ไม่ว่าจะเป็นการจก การพิมพ์ลาย การปักทอ หรือแม้กระทั่งการมัดย้อม ลวดลายที่สืบทอดกันมานี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย ตั้งแต่งานเครื่องเงิน งานไม้แกะสลัก ไปจนถึงการออกแบบแฟชั่นสมัยใหม่ ในแง่ของความหมาย ลายละกอนไส้หมูเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวลำปาง ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับวิถีการดำเนินชีวิตในดินแดนแห่งแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งในด้านการเกษตรและงานหัตถกรรม นอกจากนี้ ลวดลายนี้ยังเป็นเครื่องหมายของความมีชีวิตชีวาและความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนที่ยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ให้คงอยู่ต่อไป ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าการทอผ้าและการผลิตงานหัตถกรรมจะได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น แต่ความงดงามของลายละกอนไส้หมูก็ยังคงได้รับความนิยมและถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรูปแบบการออกแบบร่วมสมัย ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของลำปางสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งต่อความรู้และภูมิปัญญาที่ดีของบรรพชนให้แก่คนรุ่นหลังเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่มีค่าของชุมชน ด้วยความงดงามและความเป็นเอกลักษณ์ของลายละกอนไส้หมู […]

วัดพระธาตุลำปางหลวง “จารึก” ประวัติศาสตร์ล้านนา

วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดของล้านนา มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ และศาสนาของภูมิภาคนี้ วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และได้รับการเคารพบูชามาเป็นเวลาหลายศตวรรษ นอกจากความสำคัญในฐานะศาสนสถาน วัดพระธาตุลำปางหลวงยังเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ จารึกวัดพระธาตุลำปางหลวง 1, 2 และ 3 ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจถึงเหตุการณ์สำคัญของยุคล้านนาและพัฒนาการของวัดในช่วงเวลาต่าง ๆ จารึกวัดพระธาตุลำปางหลวง 1 การก่อสร้างวิหารและพุทธศาสนาในยุคพญาแก้วจารึกวัดพระธาตุลำปางหลวง 1 สลักด้วยอักษรฝักขาม เป็นภาษาไทยโบราณ บนหินชนวนรูปใบเสมา ขนาดกว้าง 48 ซม. สูง 109 ซม. หนา 6 ซม. มีจำนวน 2 ด้าน รวม 29 บรรทัด ปัจจุบันจารึกนี้ยังคงตั้งอยู่ภายในวิหารหลวงของวัด เนื้อหาในจารึกระบุว่าถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2046 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พญาแก้ว (พ.ศ. 2038-2068) แห่งอาณาจักรล้านนา เนื้อหาจารึกกล่าวถึงเจ้าเมืองนครสีทัตถมหาสุรมนตรี ซึ่งขึ้นครองเมืองได้เพียง 6 เดือน ได้ร่วมกับพระสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป […]

เชียงใหม่ในเงื้อมมือพม่า 200 ปี จากอาณาจักรเรืองรอง สู่เมืองร้าง

เชียงใหม่ เมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนา เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมที่รุ่งเรือง แต่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 อาณาจักรแห่งนี้ต้องเผชิญกับภัยสงครามและการเปลี่ยนแปลงอำนาจที่นำไปสู่การยึดครองโดยพม่า ซึ่งกินเวลานานกว่า 200 ปี (พ.ศ. 2101 – 2317) การปกครองของพม่าส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อล้านนา ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเชียงใหม่ถูกปล่อยให้เป็น เมืองร้าง นานกว่า 15 ปี ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์โดยพระเจ้ากาวิละ ล้านนาในเงื้อมมือพม่าจุดเริ่มต้นของการล่มสลายการยึดครองของพม่า (พ.ศ. 2101 – 2107) จุดเปลี่ยนสำคัญของล้านนาเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2101 เมื่อพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าแห่งอาณาจักรตองอู ยกทัพเข้าตีเชียงใหม่ได้สำเร็จ นี่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายอำนาจของพม่าที่ต้องการครอบครองพื้นที่สำคัญในสุวรรณภูมิ ทั้งเพื่อรวบรวมกำลังคน และควบคุมเส้นทางการค้า แม้ว่าหลังจากนั้นอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรจะสามารถปลดแอกเชียงใหม่จากพม่าได้ระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายพม่าก็สามารถกลับมายึดคืนได้อีก ทำให้ล้านนาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าต่อไป สองยุคแห่งการปกครองล้านนาโดยพม่ายุคแรก (พ.ศ. 2101 – 2207) ปกครองผ่านเจ้านายพื้นเมืองในช่วงร้อยปีแรกของการปกครองพม่า พม่ายังไม่มีอำนาจที่มั่นคงนักในล้านนา จึงใช้ระบบ “ปกครองผ่านเจ้านายท้องถิ่น” คือ อนุญาตให้เจ้านายล้านนามีบทบาทในการบริหารบ้านเมือง โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของกษัตริย์พม่า แม้ว่าจะยังคงมีการต่อต้านจากชาวล้านนาเป็นระยะ แต่ระบบนี้ทำให้เชียงใหม่และเมืองอื่น ๆ […]

“แม่กำปอง” หมู่บ้านเก่าแก่สู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ยั่งยืน

หมู่บ้านแม่กำปอง ตั้งอยู่ในตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี ก่อตั้งโดยพ่ออุ้ยปา กิ้งแก้ว และชาวบ้านจากอำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งย้ายมาตั้งถิ่นฐานเพื่อทำสวนเมี่ยงหรือสวนชา อาชีพหลักของชุมชนล้านนาในอดีต หมู่บ้านได้รับชื่อ “แม่กำปอง” มาจากดอกไม้ป่าขนาดเล็กสีเหลือง-แดงที่ขึ้นอยู่บริเวณลำห้วยภายในหมู่บ้าน ต้นกำเนิดของแม่กำปองวิถีชีวิตดั้งเดิมกับเกษตรกรรมพื้นบ้านตั้งแต่แรกเริ่ม ชาวบ้านแม่กำปองประกอบอาชีพเก็บใบเมี่ยงเพื่อใช้เคี้ยวเป็นของขบเคี้ยวพื้นเมือง รวมถึงการปลูกกาแฟและใบชา พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าขมุบางส่วนที่อพยพเข้ามาทำงานและตั้งถิ่นฐานร่วมกับชาวพื้นเมือง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ. 2526 หมู่บ้านแม่กำปองได้รับไฟฟ้าเป็นครั้งแรกจากพลังงานน้ำที่เกิดจากการสร้างฝายกั้นน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในชุมชน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน แม้จะอยู่ในหุบเขาห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึง 50 กิโลเมตร แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและเกษตรกรรม ทำให้หมู่บ้านค่อย ๆ เติบโตขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญจากหมู่บ้านเกษตรกรรมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หมู่บ้านแม่กำปองเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2543 เมื่อชุมชนเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเริ่มให้บริการโฮมสเตย์ โดยมีแนวคิดการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 หมู่บ้านแม่กำปองได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าร่วมโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” และได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2547 ด้วยอิทธิพลของสื่อออนไลน์และการส่งเสริมจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บ้านแม่กำปองเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงปี […]

“บอกไฟล้านนา” แสงแห่งศรัทธาและขนบธรรมเนียมโบราณชาวเหนือ

เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงเทศกาลยี่เป็งหรือประเพณีเดือนยี่ แสงสีแห่งศรัทธาจะสว่างไสวไปทั่วแผ่นดินล้านนา ตามวัดวาอารามและบ้านสล่าบอกไฟ จะเริ่มมีการจัดเตรียม “บอกไฟ” หรือดอกไม้ไฟโบราณ เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา แสดงความเคารพต่อพระเกศแก้วจุฬามณี ตลอดจนใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น เทศน์มหาชาติและตั้งธรรมหลวง นอกจากนี้ บอกไฟยังเป็นของเล่นประจำเทศกาลที่สร้างความรื่นเริงให้กับเด็กๆ และชาวบ้านทั่วทั้งล้านนา บอกไฟของชาวล้านนามีหลายชนิด แต่ละแบบล้วนมีเอกลักษณ์และจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เช่น บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟหมื่น บอกไฟขึ้น บอกไฟจักจั่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟน้ำต้น (บอกไฟมะขี้เบ้า) บอกไฟช้างร้อง และบอกไฟเทียน เป็นต้น ในอดีต เด็กๆ ก็มักนิยมเล่น บอกถบ (ประทัด) จุดมะผาบ และสะโปก เพื่อให้เกิดเสียงดังสะท้อนถึงการมาถึงของประเพณียี่เป็ง จุดเด่นของบอกไฟที่ใช้ในช่วงยี่เป็ง คือ ลักษณะที่ให้ประกายไฟสวยงามในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ท้องฟ้ายามราตรีของล้านนาสว่างไสวไปด้วยแสงแห่งศรัทธา โดยเฉพาะ บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟดอก บอกไฟดาว และบอกไฟน้ำต้น ถือเป็นบอกไฟยอดนิยมในการถวายเป็นพุทธบูชา แต่ละชุมชนต่างมีสูตรลับเฉพาะของสล่าหรือช่างทำบอกไฟ ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น บอกไฟบูชาพระบรมธาตุ จากบันทึกความทรงจำของมหาดเล็ก สำราญ จรุงจิตรประชารมย์ ซึ่งเคยรับใช้ […]

“ฮ้านน้ำ” สัญลักษณ์แห่งน้ำใจล้านนาสู่ความทรงจำที่เลือนลาง

ในอดีต เมื่อเส้นทางคมนาคมยังเป็นเพียงถนนดินลูกรัง และผู้คนต้องเดินทางด้วยเท้าเป็นหลัก “ฮ้านน้ำ” หรือ “ร้านน้ำ” เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือนในล้านนา ฮ้านน้ำเป็นหิ้งไม้ที่มีความสูงราว 80-100 เซนติเมตร ใช้สำหรับวางหม้อน้ำดื่ม พร้อมที่แขวนกระบวยซึ่งทำจากกะลามะพร้าว ตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านเพื่อให้ผู้สัญจรผ่านไปมาได้แวะดื่มดับกระหาย ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำใจและความเอื้อเฟื้อของคนล้านนา หม้อน้ำที่ใช้ในฮ้านน้ำทำจากดินเผา ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำภายในหม้อเย็นสดชื่นอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่เราจะพบตะไคร่สีเขียวจับอยู่รอบหม้อ แสดงถึงความชุ่มชื้นและการใช้งานที่ต่อเนื่อง การแวะดื่มน้ำจากฮ้านน้ำจึงเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิตของผู้เดินทางในยุคนั้น หากบ้านใดมีน้ำใสสะอาดและเย็นชื่นใจ ก็มักจะได้รับคำชื่นชมและเป็นที่กล่าวขาน ฮ้านน้ำกับความเชื่อทางศาสนานอกจากจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางแล้ว ฮ้านน้ำยังแฝงไว้ด้วยความเชื่อทางศาสนา ชาวล้านนาเชื่อว่าการ “ตานน้ำ” หรือการให้ทานน้ำ เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต คำกล่าวโบราณว่า “ตานน้ำเป๋นเศรษฐี” สื่อถึงความเชื่อที่ว่าผู้ใดทำบุญด้วยน้ำ จะมีชีวิตราบรื่น เงินทองไหลมาเทมา ไม่ติดขัด ดังนั้น การตั้งฮ้านน้ำไว้หน้าบ้านจึงถือเป็นการสร้างบุญ เสริมความเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัว การเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเลือนหายของฮ้านน้ำอย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป การเดินทางด้วยเท้าถูกแทนที่ด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ คนไม่จำเป็นต้องหยุดพักจิบน้ำระหว่างทางอีกต่อไป อีกทั้งแนวคิดเรื่องสุขอนามัยที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การใช้กระบวยน้ำร่วมกันกลายเป็นสิ่งที่หลายคนหลีกเลี่ยง การซื้อน้ำดื่มขวดกลายเป็นเรื่องปกติ วัฒนธรรมฮ้านน้ำจึงค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเป็นของตกแต่งหน้าบ้าน หรือวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน แม้ว่าฮ้านน้ำในรูปแบบดั้งเดิมจะจางหายไปจากชีวิตประจำวัน แต่จิตวิญญาณของมันยังคงอยู่ในน้ำใจของคนล้านนา ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งตู้ปันสุข หรือการแจกจ่ายน้ำดื่มฟรีในช่วงเทศกาลสำคัญ ฮ้านน้ำอาจไม่ใช่เพียงแค่หม้อน้ำหน้าบ้านอีกต่อไป […]

“พระเจ้าฝางพระนางสามผิว” ตำนานรักและศึกสุดท้ายเพื่อแผ่นดินล้านนา

เมืองฝางในอดีตเป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งศักดิ์ศรีและการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ คือการกอบกู้เอกราชของ พระเจ้าฝางอุดมสิน และ พระนางสามผิว สองพระองค์ที่ทรงยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินและประชาชนของพระองค์ พระเจ้าฝางและพระนางสามผิว ราชันย์ผู้กล้าและราชินีแห่งความงามพระเจ้าฝางอุดมสิน เดิมมีพระนามว่า “พระยาเชียงแสน” ทรงเป็นพระราชบุตรของพระเจ้าเมืองเชียงแสน เสด็จมาปกครองเมืองฝางเมื่อปี พ.ศ. 2172 พร้อมกับพระชายา พระนางสามผิว ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าผู้ครองนครล้านช้าง (เวียงจันทน์) พระนางสามผิวได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสตรีที่มีสิริโฉมงดงามที่สุดในยุคนั้น ความงามของพระองค์ไม่เพียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินล้านนา แต่ยังเป็นที่กล่าวขานไปไกลถึงดินแดนพม่า ชื่อของพระองค์ “สามผิว” มาจากลักษณะพิเศษของผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาในแต่ละวัน ตอนเช้าผิวของพระองค์ขาวดั่งปุยฝ้าย ตอนบ่ายเปล่งปลั่งเป็นสีแดงดังลูกตำลึงสุก และเมื่อถึงยามเย็นพระวรกายของพระองค์จะมีสีชมพูอ่อนดุจดอกบัวขาบ พระเจ้าฝางและพระนางสามผิวมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง นามว่า พระนางมัลลิกา ซึ่งทรงเป็นสายใยแห่งความหวังของราชวงศ์ ทว่าชะตากรรมของเมืองฝางกลับต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อพม่าซึ่งเป็นอำนาจเหนือของเมืองฝางในขณะนั้น เริ่มรับรู้ถึงความพยายามของพระเจ้าฝางที่จะกอบกู้เอกราช สงครามแห่งศักดิ์ศรี เมืองฝางท้าทายมหาอำนาจพม่าพระเจ้าฝางอุดมสินทรงเริ่มส้องสุมไพร่พล สะสมเสบียงอาหาร และเตรียมอาวุธเพื่อประกาศอิสรภาพ ทรงปฏิเสธการส่งส่วยให้พม่า และเริ่มขัดขืนอำนาจจากกรุงอังวะ เมื่อพระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่าทราบข่าว จึงนำกองทัพใหญ่มาปราบปราม ศึกครั้งนี้ดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2176 กองทัพพม่าตั้งค่ายล้อมเมืองฝางเป็นเวลานานถึง 3 ปีเต็ม โดยที่พระเจ้าฝางทรงบัญชาการรบอย่างเด็ดเดี่ยว แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่า แต่ด้วยความกล้าหาญและการวางแผนรบที่ชาญฉลาด ทำให้เมืองฝางสามารถต้านทานพม่าได้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม […]

“สู่ขวัญควาย” พิธีกรรมแห่งศรัทธาและสายใยเกษตรกรไทย

ที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ควายจึงเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของชาวนา ไม่เพียงแต่เป็นสัตว์เลี้ยง แต่ยังเปรียบเสมือนแรงงานคู่ใจที่ช่วยให้การเพาะปลูกเป็นไปได้อย่างราบรื่น จนเกิดคำกล่าวที่ว่า “มีนาก็ต้องมีควาย มีควายก็มีนา” สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนกับควายในสังคมเกษตรกรรม ในอดีต ก่อนที่จะนำควายมาใช้งาน ชาวนาต้องใช้แรงขุดดินด้วยจอบ ซึ่งใช้เวลานานและทำได้ไม่ทั่วถึง จึงเกิดแนวคิดนำควายมาช่วยไถนา ทำให้ผลผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อหมดฤดูไถหว่านแล้ว ชาวนาจะจัดพิธีกรรมที่เรียกว่า “พิธีสู่ขวัญควาย” ซึ่งเป็นการแสดงความขอบคุณและขอขมาต่อควายที่ช่วยตรากตรำทำงานหนักตลอดปี พิธีกรรมนี้จัดขึ้นในช่วง เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยเจ้าของควายจะนำควายไปอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย และให้กินหญ้าสดที่ดีที่สุด จากนั้นจึงทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อขอให้ควายแข็งแรง ปลอดภัย และไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ในระหว่างพิธีจะมีการจัดพานบายศรีที่ประกอบด้วย ข้าวเหนียว ไข่ต้ม กล้วย ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสังเวยอื่นๆ เช่น น้ำขมิ้น น้ำส้มป่อย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และการขอขมา ในขณะที่ผู้ทำพิธีสวดมนต์และกล่าวคำขอพร เจ้าของควายจะนำด้ายขาวมาผูกที่ขาของควาย ซึ่งเปรียบเสมือนการมอบสิริมงคลแก่สัตว์ที่เปรียบได้กับสมาชิกในครอบครัว ควายตัวผู้จะได้รับเครื่องนุ่งห่มและธงตัวผู้ ขณะที่ควายตัวเมียจะได้รับธงตัวเมียเป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพและความรักที่เจ้าของมีให้แก่สัตว์ของตน พิธีกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชาวล้านนาเกี่ยวกับ “ขวัญ” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่คู่กับร่างกาย หากขวัญหายไป อาจทำให้เกิดเคราะห์ร้ายหรืออาการเจ็บป่วยได้ ดังนั้น […]

“พญาเจืองธรรมิกราช” กษัตริย์นักรบลุ่มน้ำโขง ผู้สร้างอาณาจักรโยนก

ท่ามกลางหน้าประวัติศาสตร์ของแคว้นโยนกและลุ่มน้ำโขง มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานถึงความยิ่งใหญ่และแสนยานุภาพทางการทหาร พระองค์คือ พญาเจืองธรรมิกราช หรือที่รู้จักกันในพระนาม ขุนเจือง กษัตริย์นักรบผู้แผ่ขยายอำนาจปกครองดินแดนกว้างใหญ่ในแถบลุ่มน้ำโขง ครอบคลุมอาณาเขตถึง 6 ประเทศในปัจจุบัน พญาเจืองธรรมิกราชประสูติในปี พ.ศ. 1641 ทรงเป็นโอรสองค์โตของ ขุนจอมธรรม กษัตริย์แห่งพะเยา ตั้งแต่วัยเยาว์ พระองค์ได้รับการฝึกฝนวิทยายุทธ์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น การใช้อาวุธ, ศิลปะการต่อสู้, การจับช้างจับม้า และกลยุทธ์ทางการทหาร ด้วยพระปรีชาสามารถตั้งแต่ยังหนุ่ม พระองค์สามารถสร้างพันธมิตรกับแคว้นใกล้เคียงได้อย่างแน่นแฟ้น เมื่อมีพระชนมายุ 16 ปี พญาเจืองนำกำลังไพร่พลไปคล้องช้างที่ เมืองน่าน และด้วยความสามารถอันโดดเด่น เจ้านครน่าน ทรงพอพระทัยจึงยกธิดานาม จันทร์เทวี ให้เป็นพระชายา ปีต่อมา พระองค์เสด็จไปยัง เมืองแพร่ และได้อภิเษกกับ นางแก้วกษัตริย์ พระราชธิดาของเจ้าผู้ครองนครแพร่ พร้อมได้รับมอบช้างศึกถึง 200 เชือก อันเป็นกำลังสำคัญของกองทัพหลังจากขุนจอมธรรมเสด็จสวรรคต พญาเจืองขึ้นครองราชย์เมืองพะเยาเมื่อพระชนมายุ 24 ปี พระองค์ทรงบริหารบ้านเมืองอย่างเข้มแข็งและนำกองทัพขยายอำนาจเหนือหัวเมืองใกล้เคียง จนกระทั่งเผชิญศึกใหญ่กับกองทัพ แกว (ญวน) ที่ยกมาตี นครเงินยางเชียงแสน ศึกนครเงินยาง […]

เสียงระฆังและคำอธิษฐาน “วัดพระธาตุดอยกองมู”

วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อ “วัดปลายดอย” ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งในด้านศิลปะและความเชื่อของชาวแม่ฮ่องสอนและภูมิภาคใกล้เคียง มีตำนานที่เชื่อว่า ภูเขาลูกนี้มีลักษณะคล้ายกับองค์พระเจดีย์ จึงได้ตั้งชื่อว่า “พระธาตุดอยกองมู” และบนยอดดอยนั้นก็ได้ประดิษฐานพระธาตุเจดีย์ศิลปะไทใหญ่ พม่า จำนวนสององค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระธาตุดอยกองมู สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2403 โดยจองต่องสู่ ซึ่งภายในบรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระที่นำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระเจดีย์องค์เล็กนั้นสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2417 โดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนองค์แรก ภายในบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งนำมาจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ในปี พ.ศ. 2524 กรมศิลปากรได้ประกาศให้วัดพระธาตุดอยกองมูเป็นโบราณสถานและกำหนดขอบเขตทางการในราชกิจจานุเษก เล่มที่ 98 ตอนที่ 177 การขึ้นทะเบียนนี้เป็นการยืนยันความสำคัญของวัดในด้านศาสนาและศิลปกรรมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายในวัดยังมีศาสนวัตถุและศาสนสถานสำคัญที่โดดเด่น เช่น องค์พระพุทธรูป พระเจดีย์ และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าพระพุทธประวัติ ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสวยงามในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ทางเข้าวัดที่อยู่บนยอดดอยมีสิงห์คู่ตั้งอยู่และยังมีระฆังเก่าแก่ที่มีความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ตีระฆังนี้ จะทำให้พวกเขาได้กลับมาเยือนแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/43540

“วัดพระนอน” ปูชนียสถานและมรดกทางวัฒนธรรมแม่ฮ่องสอน

วัดพระนอนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน บริเวณเชิงเขาทางขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นวัดที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ โดยเฉพาะการประดิษฐานองค์พระนอนขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีความยาวถึง 11.99 เมตรและประดิษฐานอยู่ภายในวิหารที่ได้รับการออกแบบในรูปแบบศิลปะไทใหญ่ การสร้างวัดพระนอนเริ่มขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2418 โดยพญาสิงหนาทราชา (ชานกะเล) เจ้าเมืององค์แรกของแม่ฮ่องสอน และในปี พ.ศ. 2469 วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งเป็นการรับรองสถานะทางศาสนาของวัดให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไป นอกจากพระนอนแล้ว บริเวณเชิงเขายังมีรูปปั้นสิงห์คู่ ซึ่งเป็นประติมากรรมที่สะท้อนถึงศิลปะไทยใหญ่ ตัวสิงห์ก่ออิฐถือปูนสูงประมาณ 3 เมตร ในท่านั่งหันหน้าไปทางตัวเมืองแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังมีสถูปที่บรรจุอัฐิของเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนสององค์ และบันไดนาคที่ทอดยาวขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยกองมู วัดพระนอนถือเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากได้มีการบูรณะและปฏิสังขรณ์อย่างต่อเนื่อง เช่น การบูรณะสิงห์คู่ องค์พระนอน องค์เจดีย์ และวิหารไม้ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืนไปในอนาคต นอกจากนี้ วัดยังมีพิพิธภัณฑ์โบราณที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุและพระพุทธรูปเก่าแก่รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้ในวัด เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและร่วมทำนุบำรุงให้สิ่งเหล่านี้คงอยู่ต่อไปอย่างยาวนาน รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/42992

“วัดป่าแดงมหาวิหาร” จุดเปลี่ยนแห่งลังกาวงศ์ในล้านนา

วัดป่าแดงมหาวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดป่าแดง” เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่หมู่ 14 ซอย 4 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในนิกายลังกาวงศ์ใหม่ หรือที่เรียกว่านิกายสีหล ซึ่งมีอิทธิพลต่อพระพุทธศาสนาในล้านนาอย่างยาวนาน จุดกำเนิดของวัดป่าแดงและนิกายลังกาวงศ์ใหม่วัดป่าแดงมหาวิหารสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1974 โดยพระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์มังราย ขณะยังดำรงพระยศเป็นท้าวลก พระราชโอรสลำดับที่ 6 ของพญาสามฝั่งแกน กษัตริย์ผู้ปกครองล้านนาในขณะนั้น การสร้างวัดแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นที่พำนักของคณะสงฆ์ที่มาจากลังกา นำโดยพระญาณคัมภีร์ ซึ่งได้อัญเชิญพระไตรปิฎก พระพุทธรูป และต้นโพธิ์มาประดิษฐาน พุทธศาสนาในล้านนาในขณะนั้นได้รับอิทธิพลจากลังกาวงศ์เดิมที่เผยแผ่โดยพระสุมนเถระจากสุโขทัย อย่างไรก็ตาม พระญาณคัมภีร์และคณะมีแนวคิดที่ต้องการปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้เคร่งครัดตามพระธรรมวินัยมากขึ้น พวกเขาจึงเดินทางไปศึกษาธรรมะและอุปสมบทที่ลังกาด้วยตนเอง ก่อนกลับมาเผยแผ่แนวปฏิบัติใหม่ในล้านนา ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกของคณะสงฆ์ออกเป็นสองฝ่าย คือ นิกายลังกาวงศ์เก่า (วัดสวนดอก) และนิกายลังกาวงศ์ใหม่ (วัดป่าแดง) ความขัดแย้งและการฟื้นฟูนิกายป่าแดงเมื่อพระญาณคัมภีร์เดินทางกลับมาเผยแผ่พุทธศาสนาในล้านนา คณะสงฆ์ฝ่ายป่าแดงได้กล่าวหาสงฆ์ฝ่ายสวนดอกว่าไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ทำให้เกิดข้อขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นพญาสามฝั่งแกนต้องจัดให้มีการโต้แย้งกัน ผลปรากฏว่าฝ่ายป่าแดงได้รับชัยชนะ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 1977 พญาสามฝั่งแกนทรงมีพระราชโองการให้สงฆ์ฝ่ายป่าแดงออกจากเชียงใหม่ ส่งผลให้นิกายป่าแดงต้องย้ายไปเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่อื่น เช่น เชียงราย เชียงแสน […]

1 3 4 5 6 7 42