53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

วัดพระสิงห์ทำไมถึงเรียกว่าเพชรเม็ดงามของสถาปัตยกรรมล้านนา

วัดพระสิงห์วรมหาวิหารเป็นอารามที่พระเจ้าผายู ทรงสถาปนาขึ้นประมาณพุทธศักราช 1888 เดิมเรียกว่า วัดลีเชียง โดยที่หน้าวัดเป็นท้องสนามประชาราษฎรมาประชุมซื้อขายสินค้ากันจนกลายเป็นตลาดลีเชียง (ลี หมายถึง ตลาด) และเรียกชื่อวัดว่าวัดลีเชียงไปด้วย ประมาณ พ.ศ. 1943 เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากกำแพงเพชรและนำไปถวายแต่พระเจ้าแสนเมืองมา พระเจ้าแสนเมืองมาจะอัญเชิญไปประดิษฐานวัดบุปผาราม(วัดสวนดอกปัจจุบัน)แต่เมื่อไปถึงวัดลีเชียงคานราชรถหักเดินทางต่อไปไม่ได้จึงให้นำพระพุทธสิหิงศ์ประดิษฐานที่วัดลีเชียง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนจึงเรียกว่า วัดลีเชียงพระและต่อมาเรียกว่าวัดพระสิงห์และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัอานันทมหิดลกษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอกชนิดวรมหาวิหารในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2483 แล้วจึงได้นามเพิ่มว่า วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร โดยสิ่งที่ทำให้วัดพระสิงห์ถูกยกให้เป็น “เพชรเม็ดงามของล้านนา” อยู่ที่ งานสถาปัตยกรรมที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม พร้อมประวัติศาสตร์เข้มข้นในทุกอาคาร ดังนี้🛕 1. วิหารหลวง – ความผสมผสานล้านนา–รัตนโกสินทร์สร้างใหม่ในสมัย ครูบาศรีวิชัย พ.ศ. 2467 ภายนอกเด่นด้วยลวดลายนารายณ์ทรงครุฑ เสือ และลายพันธุ์พฤกษา ศิลปะที่ไม่ใช่ล้านนาแท้แต่ช่วยสะท้อนยุคสมัยที่ศิลปะหลายแบบเริ่มผสมกลมกลืนกัน ภายในประดิษฐาน พระศรีสรรเพชญ์ พระประธานองค์ใหญ่ โตสง่าและสงบขรึมแบบล้านนาแท้ๆ🛕 2. อุโบสถ – พระประธานตั้งกลางอาคาร (หาดูได้ยากมาก!)อัตลักษณ์เด่นคือการวางพระประธานไว้ กลางอุโบสถใน “กู่พระเจ้า” […]

เชียงใหม่ในสายตาคนกรุง เมื่อ 100 ปีก่อนเป็นอย่างไร

ในช่วงราวปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 เชียงใหม่ถูกกล่าวถึงในเอกสารและงานเขียนของชนชั้นนำจากกรุงเทพในฐานะ “เมืองเหนืออันห่างไกล” ความรับรู้ดังกล่าวมิได้เกิดจากระยะทางทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว หากเป็นผลจากกรอบคิดแบบรัฐรวมศูนย์ที่กำลังขยายอำนาจเข้าสู่หัวเมืองล้านนาอย่างเป็นระบบ ภาพของเชียงใหม่ในสายตาคนกรุงเทพยุคนั้นจึงสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบอย่างชัดเจนในเอกสารราชการรายงานการเดินทางและบันทึกของข้าราชการจากส่วนกลาง เชียงใหม่มักถูกบรรยายว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยป่าเขา เส้นทางคมนาคมยากลำบากและยังไม่เจริญตามแบบรัฐสมัยใหม่ การเดินทางจากกรุงเทพสู่เชียงใหม่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ผ่านลำน้ำและป่าดง ทำให้เมืองล้านนาถูกจัดวางอยู่ในฐานะ “พื้นที่ห่างไกล” ทั้งในเชิงกายภาพและจินตนาการ การรับรู้เช่นนี้ส่งผลให้เชียงใหม่ถูกมองในฐานะแหล่งทรัพยากร โดยเฉพาะป่าไม้สักมากกว่าการมองเห็นคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนท้องถิ่น ภาพจำของล้านนาในสายตาคนกรุงเทพจึงผูกโยงกับช้าง ป่าและความอุดมสมบูรณ์มากกว่าความเป็นเมืองที่มีอารยธรรมมายาวนาน การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลในล้านนาเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่ถูกผนวกรวมเข้าสู่โครงสร้างรัฐชาติสยามอย่างเป็นรูปธรรม ในสายตาของชนชั้นนำกรุงเทพ ระบบเจ้าผู้ครองนครล้านนาเป็นโครงสร้างแบบดั้งเดิมที่ต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ เชียงใหม่จึงถูกมองไม่ใช่ในฐานะรัฐหรือสังคมที่มีตรรกะของตนเอง หากเป็นพื้นที่ที่ “ยังต้องพัฒนา” และ “ต้องจัดระเบียบ” การรับรู้เช่นนี้สะท้อนความพยายามของรัฐส่วนกลางในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติผ่านการทำให้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการเมืองกลายเป็นเรื่องรอง แม้จะถูกมองว่าเป็นเมืองล้าหลังในบางแง่มุมแต่ในความเป็นจริงเชียงใหม่และสังคมล้านนามีระบบความสัมพันธ์ทางสังคม ศาสนาและการปกครองที่ซับซ้อน วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางชุมชน ระบบเครือญาติและจารีตประเพณีกำกับวิถีชีวิตผู้คนอย่างมีระเบียบ การปกครองของเจ้าผู้ครองนครล้านนาไม่ใช่ความไร้ระบบหากเป็นรูปแบบอำนาจที่ยึดโยงกับจารีตและศรัทธา อย่างไรก็ตามกรอบคิดแบบรัฐชาติสมัยใหม่ทำให้คนกรุงเทพในยุคนั้นตีความความแตกต่างเหล่านี้ว่าเป็นความด้อยพัฒนามากกว่าการเป็น “อีกแบบหนึ่งของความเป็นระเบียบ” ความไม่เข้าใจนี้กลายเป็นช่องว่างทางวัฒนธรรมระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น เชียงใหม่ในสายตาคนกรุงเทพเมื่อร้อยปีก่อนจึงมิใช่เพียงเมืองไกลทางภูมิศาสตร์ หากเป็นเมืองชายขอบในโครงสร้างอำนาจของรัฐสยามสมัยใหม่ การรับรู้ดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การนิยามความเจริญและการสร้างความเป็นชาติซึ่งยังส่งอิทธิพลต่อการมองล้านนาในสังคมไทยร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ที่มาบทความธงชัย วินิจจะกูล, กำเนิดสยามจากแผนที่: ประวัติศาสตร์ชาติภูมิกายของไทย, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2556.วินัย พงศ์ศรีเพียร, สยามกับการจัดการหัวเมืองล้านนา, กรุงเทพฯ: มติชน, 2546.สุรพงษ์ ชัยนาม, […]

ย้อนรอยตลาดวโรรส ทำไมคนเหนือถึงเรียกว่า “กาดหลวง” จากพื้นที่ข่วงเมรุสู่แหล่งการค้าสำคัญของเชียงใหม่

กาดหลวง หรือตลาดวโรรส ถือเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่สำคัญของเชียงใหม่ที่หนึ่ง แต่ก่อนที่กาดหลวงจะกลายมาเป็นตลาดอย่างในทุกวันนี้ ในอดีตพื้นที่กาดหลวงเคยเป็นพื้นที่ข่วงเมรุ หรือสุสานของเจ้านายเชียงใหม่ เมื่อเจ้าอินทวิชานนท์ถึงแก่พิราลัย จำเป็นต้องเตรียมทำพิธีในบริเวณพื้นที่ข่วงเมรุ แต่ก็พบว่ามีชาวบ้านลุกล้ำพื้นที่เข้ามาสร้างบ้านและร้านค้ามากมาย ทำให้เจ้าแก้วนวรัฐต้องไล่ซื้อที่และรื้อถอนให้เป็นลานโล่งเพื่อใช้ประกอบพิธี ไม่นานพื้นที่แห่งนี้ก็ถูกขายต่อให้เจ้าอินทวโรรส ต่อมาเจ้าอินทวโรรสกับเจ้าดารารัศมีได้ใช้เงินส่วนพระองค์ในการลงทุนสร้างตลาดขึ้น โดยพระราชทานชื่อว่า “ตลาดวโรรส” ตามพระนามของเจ้าอินทวโรรส ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “กาดหลวง” โดยคำว่า กาด มีความหมายว่า ตลาด และคำว่า หลวง อาจมีความหมายเกี่ยวกับคำที่ใช้กับเจ้า เช่น เจ้าหลวง ทำให้คำว่า กาดหลวง หมายถึง ตลาดของเจ้าหลวง ในเวลาต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐได้จัดตั้งบริษัทเชียงใหม่พาณิชย์ขึ้นมาเพื่อจัดการตลาดวโรรส แต่ก็พบกับปัญหาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดการโอนหุ้นส่วนหนึ่งให้ห้างหุ้นส่วนอนุสารเพื่อให้เข้าไปช่วยบริหารและพัฒนาตลาดให้มีความทันสมัยมากขึ้นคู่กับกาดต้นลำใย จากพื้นที่ที่ชาวบ้านวางหาบกางร่มขายของก็เริ่มพัฒนาต่อไปเป็นอาคารไม้ล้อมรอบที่มีทั้งคนพื้นเมือง คนจีน คนแขก และกะเหรี่ยง ต่างเข้ามาหาที่ตั้งห้างร้านทั้งขายของกิน ของใช้ และผ้าต่างๆมากมาย ทำให้ในบริเวณกาดหลวงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่มาก จนกระทั่ง ในวันที่ 13 ก.พ. 2511 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับกาดหลวง อาคารไม้ในบริเวณโดยรอบได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นกาดหลวงก็ขายโอนหุ้นทั้งหมดแก่ห้างหุ้นส่วนอนุสาร ก่อนจะถูกสร้างใหม่ผ่านฝีมือการออกแบบของ ศ. อัน นิมมานเหมินท์ ผู้ออกแบบตลาดขึ้นใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น […]

“ล้านนา” หรือ “ลานนา” ไขปมถกเถียงชื่ออาณาจักร 700 ปี

อาณาจักรโบราณอันรุ่งเรืองทางตอนเหนือของไทย เป็นดินแดนที่ผู้คนรับรู้กันในชื่อล้านนา หากแต่ในแวดวงของการศึกษาประวัติศาสตร์ ชื่อนี้กลับมีอีกรูปแบบหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ลานนา” และด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การถกเถียงเมื่อครั้งในอดีตว่าชื่อไหนที่ถูกต้องที่สุด การถกเถียงเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดแต่อย่างใด หากแต่เกิดมาจากปัจจัยทางภาษาศาสตร์และการบันทึกในสมัยเก่า นั้นก็คือการขาดวรรณยุกต์ในอักขระ โดยการบันทึกจะใช้ภาษาล้านนาในอดีตหรือก็คือ อักษรธรรม(อักษรตัวเมือง) ซึ่งมีลักษณะเด่นก็คือการนิยมไม่ใส่วรรณยุกต์ และเมื่อไม่มีเครื่องหมายกำกับคำว่า ล้าน และ ลาน จึงถูกเขียนในลักษณะคล้ายกัน ทำให้ผู้ตีความในยุคหลังสามารถตีความได้อย่างหลากหลาย ภายหลังค้นพบหลักฐานสำคัญนั่นก็คือจารึกที่มีชื่อล้านนาศิลาจารึกวัดเชียงสา ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2096 ซึ่งปรากฏคำว่าล้านนา และถูกใช้เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักในการยืนยันอักขรวิธี นอกจากนี้ชื่อของอาณาจักรถูกผูกโยงกับศัพท์บาลี “ทสลกุขเขตฺตนคร” (อ่านว่า ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) มีความหมายว่าเมืองสิบแสนนาหรือก็คือล้านนา แม้ข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่อง “ล้านนา” และ “ลานนา” จะจบลงด้วยข้อสรุปที่คำว่า “ล้านนา” ได้รับการยอมรับและเลือกใช้เป็นมาตรฐานสูงสุดในวงวิชาการ และสาธารณชน เนื่องด้วยมีน้ำหนักมาจากหลักฐานสำคัญ คำว่าล้านนาถูกพบในศิลาจารึกวัดเชียงสา ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง นอกจากนี้ความหมายของชื่อในภาษาบาลี “ทสลกุขเขตฺตนคร” ที่สื่อถึง เมืองสิบแสนนา และคำว่าล้านนายังได้รับการยืนยันโดยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ใช้เป็นคำที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่มา : ทิว วิชัยขัทคะ. ล้านนา หรือ ลานนา. […]

วัดต้นเกว๋น : สถาปัตยกรรมล้านนา และการฟื้นฟูผ่านกระแสละคร “กลิ่นกาสะลอง”

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของวัดต้นเกว๋นในฐานะสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมที่คงสภาพสมบูรณ์ควบคู่กับการเป็นพื้นที่เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยจากปรากฏการณ์ที่ผู้คนเริ่มสวมชุดล้านนาเพื่อถ่ายภาพตามรอยละคร “กลิ่นกาสะลอง” ซึ่งสะท้อนทั้งการฟื้นฟูตัวตนทางวัฒนธรรมและการสร้างคุณค่าใหม่ให้สถานที่ประวัติศาสตร์ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและกระแสสื่อไทย วัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยังคงรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วนและได้รับการประกาศจากสมาคมสถาปนิกสยามให้เป็น “อาคารอนุรักษ์ดีเด่น” ซึ่งสะท้อนคุณค่าทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมล้านนาอย่างชัดเจน ถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2399-2412 สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ โดยมีชื่อจากต้นเกว๋นซึ่งเป็นต้นไม้พื้นเมืองล้านนาในบริเวณนั้น เป็นโครงสร้างของวิหารและศาลาจตุรมุขที่พบเพียงแห่งเดียวในภาคเหนือเป็นตัวอย่าง สถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิม ที่มีความวิจิตรและยังคงสภาพดีจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันนอกจากความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์แล้ว วัดต้นเกว๋นยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายของการ “ท่องเที่ยวตามรอยละคร” โดยเฉพาะกับละครไทยที่นำเสนอล้านนา เช่น “กลิ่นกาสะลอง” ซึ่งสร้างความสนใจในวัฒนธรรมล้านนาอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้วัดนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ใช้เป็นฉากถ่ายทำละครหลายเรื่องเนื่องจากมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่สวยงามและสามารถสื่อสารภาพในอดีตออกมาได้อย่างชัดเจน ละครไทยเรื่อง “กลิ่นกาสะลอง” ออกอากาศในปี 2562 และได้รับความนิยมสูงโดยนำเสนอเรื่องราวความรักและวัฒนธรรมล้านนาในบริบทสมัยอดีตที่สร้างความสนใจในประวัติศาสตร์วิถีชีวิตล้านนา จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวพบว่าละครและภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง เช่น บุพเพสันนิวาสและกลิ่นกาสะลองได้สร้างปรากฏการณ์ “การท่องเที่ยวตามรอยละคร” ที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำจริงและมีพฤติกรรมการแต่งกายแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายภาพร่วมกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีบทความรีวิวท่องเที่ยวไทยที่ระบุเส้นทาง “เที่ยวตามรอยกลิ่นกาสะลอง” ซึ่งรวมถึงการมุ่งหน้าไปยังวัดต้นเกว๋นเพื่อชมสถาปัตยกรรมและถ่ายภาพตามฉากละครที่ประกอบด้วยกิจกรรมท้องถิ่นแบบที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความสวยงามเท่านั้นแต่ยังเป็นการสัมผัสวัฒนธรรมล้านนาที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ การที่ผู้คนแต่งชุดล้านนาแล้วถ่ายภาพที่วัดต้นเกว๋นนั้นสามารถมองได้ว่าเป็นการ สะท้อนการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านสื่อร่วมสมัยคือการผสานระหว่างสถานที่ประวัติศาสตร์และสื่อโทรทัศน์ที่ส่งต่อความหมายของการแต่งกายและวิถีชีวิตล้านนาไปสู่ผู้ชมยุคใหม่ พฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในรูปแบบการ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ซึ่งนักวิจัยนิยามว่าเป็นการเดินทางที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียนรู้และสัมผัสคุณค่าทางวัฒนธรรมผ่านสื่อที่พบเห็นในชีวิตประจำวันวัดต้นเกว๋นไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เท่านั้นแต่ยังกลายเป็นพื้นที่เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาเชื่อมโยงกับอดีตผ่านสื่อสมัยใหม่ เช่น ละครโทรทัศน์ การที่ละครอย่าง “กลิ่นกาสะลอง” นำเสนอภาพและวิถีชีวิตล้านนาทำให้ผู้ชมเกิดความสนใจและอยากสัมผัสสถานที่จริง ส่งผลให้วัดต้นเกว๋นได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่แต่งกายด้วยชุดล้านนาเพื่อถ่ายภาพซึ่งสะท้อนการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านการเชื่อมโยงระหว่าง สถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ กับ สื่อร่วมสมัย อย่างมีนัยสำคัญ ที่มากรมศิลปากร. (2556). […]

ยิ่งกินยิ่งเสริม” กับ 3 อาหารคาวและความเชื่อของคนเมือง 

อาหารล้านนา ถือเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ของชาวล้านนาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและประเพณีได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมความเชื่อก็ยังคงสะท้อนให้เห็นผ่านอาหารในรูปแบบต่าง ๆ คนล้านนามีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารมงคลและไม่มงคลมากมาย ซึ่งวันนี้เชียงใหม่นิวส์จะพาทุกคนไปเดินตลาดประตูเชียงใหม่ และไปดูว่าอาหารมงคลที่สามารถหาซื้อได้ในตลาดนี้ มีอะไรบ้าง  1.ยำจิ้นไก่ ตามความเชื่อของชาวล้านนา ยำจิ้นไก่จะทานหลังพิธีกรรมสู่ขวัญ สืบชะตา เลี้ยงผี หรืองานบุญต่าง ๆ เพราะใช้ไก่ที่เหลือจากการเซ่นไหว้มาทำเป็นอาหารเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน เชื่อกันว่าจะช่วยสืบดวงชะตาและช่วยให้ขวัญคงอยู่กับเราไปนาน ๆ  2.แก๋งบะหนุน (แกงขนุน) และต๋ำบะหนุน (ตำขนุน) ชาวล้านนามีความเชื่อว่า แก๋งบะหนุน จะช่วยให้ เกื้อหนุนให้มีโชคลาภวาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนคอยค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี  3.ลาบ ชาวล้านนาจะนิยมรับประทานกันในหลากหลายโอกาส โดยอย่างยิ่งโอกาสมงคลหรืองานบุญต่าง ๆ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเมื่อทานแล้วจะได้โชคได้ลาภ  รายการอ้างอิง : KRUA.CO , อุทยานหลวงราชพฤกษ์

ส่องความงาม”ดอกโคม”ประดับถนนในเชียงใหม่

ดอกโคม หรือ เฟื่องฟ้า (Bougainvillea) เป็นพืชไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และสีสันของดอกไม้ ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในการใช้ประดับตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สวนหรือระเบียงบ้าน ลำต้นและกิ่งของดอกโคมมีหนามแหลม เพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์ที่อาจทำลายแต่ด้วยลักษณะการเจริญเติบโตที่เป็นไม้เลื้อย จึงสามารถใช้เพิ่มความสวยงามในพื้นที่ที่ต้องการการปกคลุมหรือมีการยึดเกาะได้ดี ดอกโคมมีสีสันหลากหลาย ซึ่งเกิดจากสีของใบประดับที่ห่อหุ้มดอกจริงที่มักจะมีขนาดเล็กมาก โดยสีของใบประดับอาจมีตั้งแต่สีแดง ม่วง ชมพู ส้ม เหลืองหรือแม้กระทั่งสีขาว ซึ่งทำให้ดอกโคมกลายเป็นพืชที่สามารถปรับเข้ากับการตกแต่งในสไตล์ต่าง ๆ ได้ง่าย โดยดอกมักจะออกเป็นช่อที่มีจำนวนมาก ลักษณะของดอกโคมที่สำคัญคือ กลีบรวมจะเป็นหลอดแคบ ๆ คอดตรงกลาง ซึ่งจะติดอยู่บนใบประดับแต่ละใบโดยปลายหลอดแผ่ออกและภายในกลับเป็นสีครีมหรือสีเนื้อ เมื่อบานเต็มที่ดอกโคมจะมีลักษณะคล้ายกับกระเช้าหรือโคมไฟ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ดอกโคม” นอกจากนี้ เฟื่องฟ้ายังมีลักษณะการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว จึงมักนำไปใช้ในการสร้างรั้วหรือแนวขอบของพื้นที่ต่าง ๆ รูปภาพและแหล่งข้อมูลหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/39686-%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A1

มรดกศิลปะการแสดงล้านนา “ฟ้อนเงี้ยว”

ในวงการศิลปะการแสดงของภาคเหนือ “ฟ้อนเงี้ยว” หรือที่รู้จักในชื่อ “ฟ้อนเงี้ยวเมือง” ถือเป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงที่มีเอกลักษณ์และความงดงามสูงสุด เป็นการฟ้อนรำที่ได้รับอิทธิพลจากชาวไทยใหญ่ หรือ “เงี้ยว” ซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐฉานของประเทศเมียนมา การแสดงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการดำรงอยู่ของฟ้อนเงี้ยวจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเงี้ยวเป็นศิลปะการแสดงที่มีการใช้ท่ารำที่สวยงามและมีชีวิตชีวา ซึ่งมักใช้ในการเฉลิมฉลองงานบุญ งานประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ของชาวล้านนา ด้วยลีลาท่ารำที่นุ่มนวลและความสนุกสนานในการแสดง ฟ้อนเงี้ยวจึงกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวล้านนา ทั้งในเชียงใหม่และทั่วภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม ฟ้อนเงี้ยวในรูปแบบที่เราเห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความประณีตมากขึ้นจากพระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะการแสดงล้านนาให้คงอยู่ และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงฟ้อนเงี้ยวให้เป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยยังคงรักษาท่ารำดั้งเดิมเอาไว้ พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ประกอบใหม่ ๆ จากนาฏศิลป์ไทยเพื่อเพิ่มความงดงามยิ่งขึ้น ต้นกำเนิดของฟ้อนเงี้ยว จากการละเล่นพื้นบ้านสู่ศิลปะการแสดงล้านนาฟ้อนเงี้ยวมาจากการฟ้อนเล่นของชาวไทใหญ่ หรือ “เงี้ยว” ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในรัฐฉานของเมียนมา รวมทั้งในภาคเหนือของประเทศไทย การฟ้อนรำนี้เริ่มต้นจากการแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานบุญปอยหลวง หรือการแห่ครัวทาน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ชุมชนจะได้มาร่วมกันเฉลิมฉลองและแสดงออกถึงความเป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวาและขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ ในช่วงแรก การฟ้อนเงี้ยวเป็นการแสดงที่จัดโดยผู้ชายเป็นหลัก ท่าทางการรำกระฉับกระเฉงและเต็มไปด้วยพลัง ในลักษณะที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวาและความแข็งแกร่งของเพศชาย แต่เมื่อฟ้อนเงี้ยวเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น การนำผู้หญิงเข้ามาร่วมแสดงก็ได้เพิ่มความอ่อนช้อยและสวยงามให้กับการแสดงนี้มากยิ่งขึ้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ผู้ให้กำเนิดฟ้อนเงี้ยวเมือง […]

ประเพณีไข่แดง “ขึ่มสึ ขึ่มมี๊อ่าเผ่ว” การต้อนรับปีใหม่ของชาวอาข่า

ประเพณีไข่แดงหรือ “ขึ่มสึ ขึ่มมี๊อ่าเผ่ว” เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นโดยชาวอาข่าในช่วงกลางเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับเดือนอาข่า หรือที่เรียกว่า “ขึ่มสึ บาลา” โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษและการต้อนรับชีวิตใหม่ที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปีพิธีกรรมนี้เริ่มต้นเมื่อดวงจันทร์ขึ้นในคืนวันที่ 1 ค่ำ ซึ่งชาวอาข่าจะเรียกพิธีนี้ว่า “ลาเด๊ะ ถี่หยะ” และจะมีการเริ่มประกอบพิธีใหม่ที่เรียกว่า “ขึ่มสึ อาเผ่ว” ซึ่งหมายถึง พิธีต้อนรับปีใหม่และการต้อนรับสิ่งมีชีวิตใหม่ทุกชนิดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ในพิธีนี้ ชาวอาข่าจะใช้ไข่ในการประกอบพิธีกรรม โดยการย้อมเปลือกไข่ให้เป็นสีแดง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับปีใหม่และชีวิตใหม่ในโลกนี้ เด็กๆ จะมีการเล่นชนไข่ โดยการห้อยไข่ที่ย้อมสีแดงในตะกร้าแล้วโยนไปมา เพื่อความสนุกสนานและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ที่มีความสำคัญในสังคมอาข่า ความหมายทางวัฒนธรรมและการปกครองหลังจากการจัดพิธี “ขึ่มสึ อาเผ่ว” ที่ต้อนรับปีใหม่และชีวิตใหม่แล้ว จะมีการประกอบพิธีต่อไปในช่วงต่อมาที่เรียกว่า “ขึ่มมี่ อาเผ่ว” ซึ่งเป็นพิธีที่เฉลิมฉลองปีใหม่และตำแหน่งผู้นำทางวัฒนธรรมและการปกครองของชุมชน ชาวอาข่าจะให้ความสำคัญกับผู้นำที่มีชื่อว่า “โจ่วมา” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมและการปกครอง รวมทั้งการจัดการประชุมปรึกษาหารือกับหมอสวดพิธีกรรมที่เรียกว่า “พี้มา” ซึ่งจะช่วยในการวางแผนและปรึกษาเรื่องการปกครองและการรักษาความเป็นระเบียบในชุมชนตามหลักการและกฎจารีตที่ชนเผ่าของตนเองนับถือประเพณีไข่แดง หรือ “ขึ่มสึ ขึ่มมี๊อ่าเผ่ว” เป็นประเพณีที่สะท้อนถึงความเชื่อและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของชนเผ่าอาข่า ผ่านการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ในการต้อนรับปีใหม่และชีวิตใหม่ ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างชุมชนและธรรมชาติ รวมทั้งการยึดมั่นในความเชื่อและการปฏิบัติตามกฎจารีตที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ด้วยการร่วมกันจัดพิธีและกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความสนุกสนาน แต่ยังสะท้อนถึงการรักษาวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน ที่มา : https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=168&code_db=610004&code_type=01 […]

“กลองแอว” เสียงก้องแห่งล้านนา มรดกดนตรีที่สืบทอดศรัทธาและประเพณี

ในดินแดนล้านนา ซึ่งอุดมไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงาม มีเครื่องดนตรีโบราณที่เป็นเสมือนเสียงแห่งศรัทธาและความเป็นอัตลักษณ์ของผู้คน กลองแอว คือหนึ่งในเครื่องดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในประเพณีและวิถีชีวิตของชาวล้านนามาอย่างยาวนาน เสียงของกลองแอวไม่ได้เป็นเพียงแค่จังหวะดนตรี หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ ความร่วมมือกันของชุมชน และเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น กลองแอว หรือที่รู้จักในชื่ออื่น ๆ เช่น กลองตึ่งนง กลองตึ่งโนง กลองเปิ้ง หรือกลองตกเส้ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ขึงด้วยหนังหน้าเดียว โดยได้รับอิทธิพลจากพม่าและชนชาติไทใหญ่ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมดนตรีที่คล้ายคลึงกันกับชาวล้านนา กลองแอวเป็นกลองที่นิยมใช้ในงานบุญ งานแห่ และพิธีกรรมต่าง ๆ ของวัด โดยเฉพาะในขบวนแห่ครัวทาน ปอยหลวง หรือการบวชลูกแก้ว ที่มักจะมีการตีประกอบจังหวะเพื่อสร้างบรรยากาศให้ขับเคลื่อนไปตามประเพณี ลักษณะของกลองแอวมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โครงสร้างของกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ หรือไม้แดง ซึ่งเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงและให้เสียงกังวาน หน้ากลองทำจากหนังสัตว์ขึงด้วยเชือกหรือหวายเพื่อความตึงแน่น ขณะที่กลางตัวกลองจะมีลักษณะคอดคล้ายกับสะเอว จึงเป็นที่มาของชื่อ “กลองแอว” คำว่า “แอว” ในภาษาพื้นเมืองเหนือหมายถึงสะเอว ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่ากลองแอวอาจหมายถึงกลองที่มีรูปร่างเหมือนสะเอว หรืออาจหมายถึงกลองที่ใช้สะพายพาดสะเอวเวลาตี ในบางพื้นที่ เช่น ที่ตำบลทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ มีกลองแอวที่มีขนาดเล็กลงจากกลองแอวทั่วไป มีความยาวเพียง 90 เซนติเมตร ซึ่งสามารถใช้สะพายเข้าสะเอวได้โดยตรง เวลาบรรเลงมักเล่นร่วมกับกลองตะหลดปดและฆ้อง […]

“ดอกคำปูจู้” พืชพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความหมาย

ดอกคำปูจู้ เป็นไม้ล้มลุกที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งพบได้ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ดอกคำปูจู้มีลักษณะเด่นที่ดอกสีเหลืองหรือส้มที่สวยงาม ซึ่งมักจะบานในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ดอกจะออกเป็นช่อกระจุกเดี่ยวที่ปลายยอด มีลักษณะของริ้วประดับที่เชื่อมกันเป็นรูประฆัง ปลายจักเป็นซี่ฟัน ดอกวงนอกจะกลับดอกเป็นรูปรางน้ำ โคนเป็นหลอดเล็กและปลายแผ่เป็นรูปไข่กลับ ดอกวงในมักจะเป็นหลอดและปลายจักเป็น 5 ซี่ บางพันธุ์กลีบดอกทั้งหมดอาจจะมีลักษณะเป็นรูปรางน้ำ ความงามของดอกคำปูจู้ไม่ได้เพียงแต่สวยงามภายนอก แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือมักจะใช้ดอกคำปูจู้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น การบูชาพระ การทำบุญ หรือแม้แต่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ดอกคำปูจู้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความเจริญรุ่งเรือง และการขอพรให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญในปีใหม่ไทย ดอกคำปูจู้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งดอกคำปูจู้มักจะบานในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของดอกไม้ชนิดนี้ในช่วงเทศกาลต่างๆ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการอนุรักษ์และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นหลัง ดอกคำปูจู้จึงไม่เพียงแค่เป็นดอกไม้ที่สวยงาม แต่ยังมีความสำคัญในหลายด้านทั้งทางวัฒนธรรม การแพทย์สมุนไพร และการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ซึ่งทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดอกคำปูจู้ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชนและส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/39007-%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B9%89

“แฮกนา” พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องทุ่ง สายใยแห่งศรัทธา

ท่ามกลางสายลมแห่งฤดูกาลที่พัดผ่านท้องทุ่งเขียวขจีของภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติยังคงดำรงไว้ซึ่งประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ หนึ่งในนั้นคือ “ประเพณีแฮกนา” หรือพิธีกรรมแห่งการลงไถครั้งแรกของฤดูกาลทำนา ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงภูมิปัญญาการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงจิตวิญญาณของชาวนากับธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนดินอันเป็นแหล่งผลิตอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ประเพณีแฮกนาเป็นพิธีกรรมที่มีรากเหง้ามาจากความเชื่อโบราณซึ่งผสมผสานทั้งศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน มีความเกี่ยวข้องกับพระแม่โพสพ เทพแห่งข้าว และพญานาคผู้เป็นสัญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ ความเชื่อเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะในล้านนาและอีสาน ซึ่งเป็นดินแดนที่น้ำจากฝนฟ้าและสายน้ำคือปัจจัยสำคัญในการปลูกข้าว การเริ่มต้นทำนาของชาวนาไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางเกษตรกรรมเท่านั้น แต่เป็นพิธีกรรมที่ต้องอาศัยฤกษ์ยามและพิธีเซ่นไหว้ เพื่อขอพรให้การเพาะปลูกตลอดปีเป็นไปอย่างราบรื่น ไร้พิบัติภัย และได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ประเพณีแฮกนาจึงเป็นมากกว่าการลงมือทำไร่ไถนา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ พิธีกรรมแห่งแฮกนา เส้นทางแห่งมงคลตั้งแต่แรกไถจนถึงวันเก็บเกี่ยวประเพณีแฮกนาไม่ได้มีเพียงแค่การลงไถครั้งแรกเท่านั้น แต่ครอบคลุมตลอดกระบวนการปลูกข้าว ตั้งแต่การไถ การหว่านกล้า การถอนกล้า การปักดำ การดูแลรักษา ไปจนถึงวันเก็บเกี่ยว แต่ละขั้นตอนล้วนแฝงไว้ด้วยความหมายทางจิตวิญญาณและความเชื่อที่ลึกซึ้ง แฮกไถ สายสัมพันธ์แห่งดินและพญานาคการเริ่มต้นฤดูกาลทำนาจะต้องทำพิธี “แฮกไถ” หรือการลงไถครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ชาวนาต้องให้ความเคารพต่อพญานาค เพราะตามความเชื่อโบราณ พญานาคเป็นผู้ปกปักรักษาแหล่งน้ำและผืนดิน การไถนาเปรียบเสมือนการกรีดร่างของพญานาคลงบนผืนแผ่นดิน ดังนั้นชาวนาจะต้องคำนึงถึงทิศที่พญานาคหันหัวไปในปีนั้น และหลีกเลี่ยงการไถทวนหรือย้อนเกล็ดพญานาค มิฉะนั้นอาจเกิดอัปมงคล เช่น ไถหัก วัวควายตื่นตกใจ หรือผลผลิตไม่อุดมสมบูรณ์ หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “แฮกหว่าน” หรือการหว่านเมล็ดข้าวลงบนพื้นนา การหว่านข้าวไม่ได้ทำไปอย่างไร้ทิศทาง แต่ต้องเลือกวันมงคลในการหว่าน โดยถือเคล็ดให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้วหลับตาหว่านเมล็ดข้าวจำนวนหนึ่งก่อน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าศัตรูพืชจะมองไม่เห็นเมล็ดข้าวที่หว่านไป […]

1 3 4 5 6 7 43