53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

“พระเจ้าฝางพระนางสามผิว” ตำนานรักและศึกสุดท้ายเพื่อแผ่นดินล้านนา

เมืองฝางในอดีตเป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งศักดิ์ศรีและการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ คือการกอบกู้เอกราชของ พระเจ้าฝางอุดมสิน และ พระนางสามผิว สองพระองค์ที่ทรงยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินและประชาชนของพระองค์ พระเจ้าฝางและพระนางสามผิว ราชันย์ผู้กล้าและราชินีแห่งความงามพระเจ้าฝางอุดมสิน เดิมมีพระนามว่า “พระยาเชียงแสน” ทรงเป็นพระราชบุตรของพระเจ้าเมืองเชียงแสน เสด็จมาปกครองเมืองฝางเมื่อปี พ.ศ. 2172 พร้อมกับพระชายา พระนางสามผิว ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าผู้ครองนครล้านช้าง (เวียงจันทน์) พระนางสามผิวได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสตรีที่มีสิริโฉมงดงามที่สุดในยุคนั้น ความงามของพระองค์ไม่เพียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินล้านนา แต่ยังเป็นที่กล่าวขานไปไกลถึงดินแดนพม่า ชื่อของพระองค์ “สามผิว” มาจากลักษณะพิเศษของผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาในแต่ละวัน ตอนเช้าผิวของพระองค์ขาวดั่งปุยฝ้าย ตอนบ่ายเปล่งปลั่งเป็นสีแดงดังลูกตำลึงสุก และเมื่อถึงยามเย็นพระวรกายของพระองค์จะมีสีชมพูอ่อนดุจดอกบัวขาบ พระเจ้าฝางและพระนางสามผิวมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง นามว่า พระนางมัลลิกา ซึ่งทรงเป็นสายใยแห่งความหวังของราชวงศ์ ทว่าชะตากรรมของเมืองฝางกลับต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อพม่าซึ่งเป็นอำนาจเหนือของเมืองฝางในขณะนั้น เริ่มรับรู้ถึงความพยายามของพระเจ้าฝางที่จะกอบกู้เอกราช สงครามแห่งศักดิ์ศรี เมืองฝางท้าทายมหาอำนาจพม่าพระเจ้าฝางอุดมสินทรงเริ่มส้องสุมไพร่พล สะสมเสบียงอาหาร และเตรียมอาวุธเพื่อประกาศอิสรภาพ ทรงปฏิเสธการส่งส่วยให้พม่า และเริ่มขัดขืนอำนาจจากกรุงอังวะ เมื่อพระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่าทราบข่าว จึงนำกองทัพใหญ่มาปราบปราม ศึกครั้งนี้ดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2176 กองทัพพม่าตั้งค่ายล้อมเมืองฝางเป็นเวลานานถึง 3 ปีเต็ม โดยที่พระเจ้าฝางทรงบัญชาการรบอย่างเด็ดเดี่ยว แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่า แต่ด้วยความกล้าหาญและการวางแผนรบที่ชาญฉลาด ทำให้เมืองฝางสามารถต้านทานพม่าได้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม […]

“สู่ขวัญควาย” พิธีกรรมแห่งศรัทธาและสายใยเกษตรกรไทย

ที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ควายจึงเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของชาวนา ไม่เพียงแต่เป็นสัตว์เลี้ยง แต่ยังเปรียบเสมือนแรงงานคู่ใจที่ช่วยให้การเพาะปลูกเป็นไปได้อย่างราบรื่น จนเกิดคำกล่าวที่ว่า “มีนาก็ต้องมีควาย มีควายก็มีนา” สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนกับควายในสังคมเกษตรกรรม ในอดีต ก่อนที่จะนำควายมาใช้งาน ชาวนาต้องใช้แรงขุดดินด้วยจอบ ซึ่งใช้เวลานานและทำได้ไม่ทั่วถึง จึงเกิดแนวคิดนำควายมาช่วยไถนา ทำให้ผลผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อหมดฤดูไถหว่านแล้ว ชาวนาจะจัดพิธีกรรมที่เรียกว่า “พิธีสู่ขวัญควาย” ซึ่งเป็นการแสดงความขอบคุณและขอขมาต่อควายที่ช่วยตรากตรำทำงานหนักตลอดปี พิธีกรรมนี้จัดขึ้นในช่วง เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยเจ้าของควายจะนำควายไปอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย และให้กินหญ้าสดที่ดีที่สุด จากนั้นจึงทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อขอให้ควายแข็งแรง ปลอดภัย และไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ในระหว่างพิธีจะมีการจัดพานบายศรีที่ประกอบด้วย ข้าวเหนียว ไข่ต้ม กล้วย ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสังเวยอื่นๆ เช่น น้ำขมิ้น น้ำส้มป่อย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และการขอขมา ในขณะที่ผู้ทำพิธีสวดมนต์และกล่าวคำขอพร เจ้าของควายจะนำด้ายขาวมาผูกที่ขาของควาย ซึ่งเปรียบเสมือนการมอบสิริมงคลแก่สัตว์ที่เปรียบได้กับสมาชิกในครอบครัว ควายตัวผู้จะได้รับเครื่องนุ่งห่มและธงตัวผู้ ขณะที่ควายตัวเมียจะได้รับธงตัวเมียเป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพและความรักที่เจ้าของมีให้แก่สัตว์ของตน พิธีกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของชาวล้านนาเกี่ยวกับ “ขวัญ” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่คู่กับร่างกาย หากขวัญหายไป อาจทำให้เกิดเคราะห์ร้ายหรืออาการเจ็บป่วยได้ ดังนั้น […]

“พญาเจืองธรรมิกราช” กษัตริย์นักรบลุ่มน้ำโขง ผู้สร้างอาณาจักรโยนก

ท่ามกลางหน้าประวัติศาสตร์ของแคว้นโยนกและลุ่มน้ำโขง มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานถึงความยิ่งใหญ่และแสนยานุภาพทางการทหาร พระองค์คือ พญาเจืองธรรมิกราช หรือที่รู้จักกันในพระนาม ขุนเจือง กษัตริย์นักรบผู้แผ่ขยายอำนาจปกครองดินแดนกว้างใหญ่ในแถบลุ่มน้ำโขง ครอบคลุมอาณาเขตถึง 6 ประเทศในปัจจุบัน พญาเจืองธรรมิกราชประสูติในปี พ.ศ. 1641 ทรงเป็นโอรสองค์โตของ ขุนจอมธรรม กษัตริย์แห่งพะเยา ตั้งแต่วัยเยาว์ พระองค์ได้รับการฝึกฝนวิทยายุทธ์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น การใช้อาวุธ, ศิลปะการต่อสู้, การจับช้างจับม้า และกลยุทธ์ทางการทหาร ด้วยพระปรีชาสามารถตั้งแต่ยังหนุ่ม พระองค์สามารถสร้างพันธมิตรกับแคว้นใกล้เคียงได้อย่างแน่นแฟ้น เมื่อมีพระชนมายุ 16 ปี พญาเจืองนำกำลังไพร่พลไปคล้องช้างที่ เมืองน่าน และด้วยความสามารถอันโดดเด่น เจ้านครน่าน ทรงพอพระทัยจึงยกธิดานาม จันทร์เทวี ให้เป็นพระชายา ปีต่อมา พระองค์เสด็จไปยัง เมืองแพร่ และได้อภิเษกกับ นางแก้วกษัตริย์ พระราชธิดาของเจ้าผู้ครองนครแพร่ พร้อมได้รับมอบช้างศึกถึง 200 เชือก อันเป็นกำลังสำคัญของกองทัพหลังจากขุนจอมธรรมเสด็จสวรรคต พญาเจืองขึ้นครองราชย์เมืองพะเยาเมื่อพระชนมายุ 24 ปี พระองค์ทรงบริหารบ้านเมืองอย่างเข้มแข็งและนำกองทัพขยายอำนาจเหนือหัวเมืองใกล้เคียง จนกระทั่งเผชิญศึกใหญ่กับกองทัพ แกว (ญวน) ที่ยกมาตี นครเงินยางเชียงแสน ศึกนครเงินยาง […]

เสียงระฆังและคำอธิษฐาน “วัดพระธาตุดอยกองมู”

วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อ “วัดปลายดอย” ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งในด้านศิลปะและความเชื่อของชาวแม่ฮ่องสอนและภูมิภาคใกล้เคียง มีตำนานที่เชื่อว่า ภูเขาลูกนี้มีลักษณะคล้ายกับองค์พระเจดีย์ จึงได้ตั้งชื่อว่า “พระธาตุดอยกองมู” และบนยอดดอยนั้นก็ได้ประดิษฐานพระธาตุเจดีย์ศิลปะไทใหญ่ พม่า จำนวนสององค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระธาตุดอยกองมู สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2403 โดยจองต่องสู่ ซึ่งภายในบรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระที่นำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระเจดีย์องค์เล็กนั้นสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2417 โดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนองค์แรก ภายในบรรจุพระธาตุของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งนำมาจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ในปี พ.ศ. 2524 กรมศิลปากรได้ประกาศให้วัดพระธาตุดอยกองมูเป็นโบราณสถานและกำหนดขอบเขตทางการในราชกิจจานุเษก เล่มที่ 98 ตอนที่ 177 การขึ้นทะเบียนนี้เป็นการยืนยันความสำคัญของวัดในด้านศาสนาและศิลปกรรมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายในวัดยังมีศาสนวัตถุและศาสนสถานสำคัญที่โดดเด่น เช่น องค์พระพุทธรูป พระเจดีย์ และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าพระพุทธประวัติ ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสวยงามในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ทางเข้าวัดที่อยู่บนยอดดอยมีสิงห์คู่ตั้งอยู่และยังมีระฆังเก่าแก่ที่มีความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ตีระฆังนี้ จะทำให้พวกเขาได้กลับมาเยือนแม่ฮ่องสอนอีกครั้ง รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/43540

“วัดพระนอน” ปูชนียสถานและมรดกทางวัฒนธรรมแม่ฮ่องสอน

วัดพระนอนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน บริเวณเชิงเขาทางขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นวัดที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ โดยเฉพาะการประดิษฐานองค์พระนอนขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีความยาวถึง 11.99 เมตรและประดิษฐานอยู่ภายในวิหารที่ได้รับการออกแบบในรูปแบบศิลปะไทใหญ่ การสร้างวัดพระนอนเริ่มขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2418 โดยพญาสิงหนาทราชา (ชานกะเล) เจ้าเมืององค์แรกของแม่ฮ่องสอน และในปี พ.ศ. 2469 วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งเป็นการรับรองสถานะทางศาสนาของวัดให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไป นอกจากพระนอนแล้ว บริเวณเชิงเขายังมีรูปปั้นสิงห์คู่ ซึ่งเป็นประติมากรรมที่สะท้อนถึงศิลปะไทยใหญ่ ตัวสิงห์ก่ออิฐถือปูนสูงประมาณ 3 เมตร ในท่านั่งหันหน้าไปทางตัวเมืองแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังมีสถูปที่บรรจุอัฐิของเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนสององค์ และบันไดนาคที่ทอดยาวขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยกองมู วัดพระนอนถือเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากได้มีการบูรณะและปฏิสังขรณ์อย่างต่อเนื่อง เช่น การบูรณะสิงห์คู่ องค์พระนอน องค์เจดีย์ และวิหารไม้ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืนไปในอนาคต นอกจากนี้ วัดยังมีพิพิธภัณฑ์โบราณที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุและพระพุทธรูปเก่าแก่รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้ในวัด เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและร่วมทำนุบำรุงให้สิ่งเหล่านี้คงอยู่ต่อไปอย่างยาวนาน รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/42992

“วัดป่าแดงมหาวิหาร” จุดเปลี่ยนแห่งลังกาวงศ์ในล้านนา

วัดป่าแดงมหาวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดป่าแดง” เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่หมู่ 14 ซอย 4 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในนิกายลังกาวงศ์ใหม่ หรือที่เรียกว่านิกายสีหล ซึ่งมีอิทธิพลต่อพระพุทธศาสนาในล้านนาอย่างยาวนาน จุดกำเนิดของวัดป่าแดงและนิกายลังกาวงศ์ใหม่วัดป่าแดงมหาวิหารสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1974 โดยพระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์มังราย ขณะยังดำรงพระยศเป็นท้าวลก พระราชโอรสลำดับที่ 6 ของพญาสามฝั่งแกน กษัตริย์ผู้ปกครองล้านนาในขณะนั้น การสร้างวัดแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นที่พำนักของคณะสงฆ์ที่มาจากลังกา นำโดยพระญาณคัมภีร์ ซึ่งได้อัญเชิญพระไตรปิฎก พระพุทธรูป และต้นโพธิ์มาประดิษฐาน พุทธศาสนาในล้านนาในขณะนั้นได้รับอิทธิพลจากลังกาวงศ์เดิมที่เผยแผ่โดยพระสุมนเถระจากสุโขทัย อย่างไรก็ตาม พระญาณคัมภีร์และคณะมีแนวคิดที่ต้องการปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้เคร่งครัดตามพระธรรมวินัยมากขึ้น พวกเขาจึงเดินทางไปศึกษาธรรมะและอุปสมบทที่ลังกาด้วยตนเอง ก่อนกลับมาเผยแผ่แนวปฏิบัติใหม่ในล้านนา ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกของคณะสงฆ์ออกเป็นสองฝ่าย คือ นิกายลังกาวงศ์เก่า (วัดสวนดอก) และนิกายลังกาวงศ์ใหม่ (วัดป่าแดง) ความขัดแย้งและการฟื้นฟูนิกายป่าแดงเมื่อพระญาณคัมภีร์เดินทางกลับมาเผยแผ่พุทธศาสนาในล้านนา คณะสงฆ์ฝ่ายป่าแดงได้กล่าวหาสงฆ์ฝ่ายสวนดอกว่าไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ทำให้เกิดข้อขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นพญาสามฝั่งแกนต้องจัดให้มีการโต้แย้งกัน ผลปรากฏว่าฝ่ายป่าแดงได้รับชัยชนะ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 1977 พญาสามฝั่งแกนทรงมีพระราชโองการให้สงฆ์ฝ่ายป่าแดงออกจากเชียงใหม่ ส่งผลให้นิกายป่าแดงต้องย้ายไปเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่อื่น เช่น เชียงราย เชียงแสน […]

“ตำนานเจ้าหลวงคำแดง” วีรบุรุษแห่งล้านนาและปริศนาถ้ำเชียงดาว

ในบรรดาตำนานที่เล่าขานกันในดินแดนล้านนา “เจ้าหลวงคำแดง” ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความลี้ลับและศรัทธา ชื่อของพระองค์เกี่ยวข้องกับสงคราม การเสียสละ และความผูกพันกับสิ่งเร้นลับ ตำนานของพระองค์ยังเป็นที่แพร่หลายในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง น่าน และแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะถ้ำเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ซึ่งเรื่องราวของพระองค์จบลงอย่างเป็นปริศนา กำเนิดแห่งนักรบผู้เกรียงไกรตามตำนาน เจ้าหลวงคำแดง หรือ พญาคำแดง เป็นพระราชโอรสของ พญาโจระณี กษัตริย์เมืองพะเยา บ้างก็ว่าทรงเป็นพระโอรสของ พ่อขุนงำเมือง หนึ่งในสามกษัตริย์ผู้ร่วมก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระราชบิดาสละราชสมบัติและเสด็จไปพำนักที่เมืองงาว (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดลำปาง) เจ้าหลวงคำแดงจึงขึ้นครองเมืองพะเยาแทน ในยุคนั้น เมืองพะเยาถูกคุกคามจากพวกจีนฮ่อและเงี้ยวที่มักเข้ามารุกรานปล้นสะดม พระองค์จึงทรงนำทัพออกศึก ปราบปรามศัตรูจนได้รับชัยชนะ สร้างความเลื่องลือถึงความกล้าหาญและสติปัญญา ทว่าการเดินทางกลับจากสนามรบครั้งหนึ่ง ได้เปลี่ยนชะตากรรมของพระองค์ไปตลอดกาล การตามล่ากวางทองและปริศนาแห่งถ้ำเชียงดาวขณะที่เจ้าหลวงคำแดงเดินทัพกลับสู่เมืองพะเยา พระองค์ได้พบกวางสีทองวิ่งผ่านหน้า ด้วยความหลงใหลในความงามแปลกตา พระองค์จึงสั่งให้ไพร่พลไล่ตามกวางตัวนั้นเข้าไปในป่าลึก จนกระทั่งไปถึง ดอยเพียงดาว (ซึ่งต่อมากลายเป็น “ดอยเชียงดาว”) ที่นั่น มีกวางคำวิ่งตรงเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง และในฉับพลันมันก็เผยร่างเป็นหญิงสาวรูปงาม นามว่า นางอินเหลา นางอินเหลาคือบุตรีของนางยักษ์ ผู้เป็นผู้เฝ้าถ้ำเชียงดาว เมื่อเจ้าหลวงคำแดงติดตามเข้าไปในถ้ำ พระองค์ก็หายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย เหล่าไพร่พลที่รออยู่หน้าถ้ำ ได้พบเพียงแต่ม้าทรงสีขาวหมอกของพระองค์เท่านั้น […]

วันแห่งความรัก “เสริมรักให้สมหวัง” ขอพรจากพระมหาเทวีจิรประภา

ในวันแห่งความรักอย่าง “วันวาเลนไทน์” หลายคนมักมองหาวิธีที่จะเสริมสร้างความรักในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสัมพันธ์หรือความสุขส่วนตัว หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมในภาคเหนือของประเทศไทย คือ การไปกราบไหว้ขอพรจากพระมหาเทวีจิรประภา ณ วัดโลกโมฬี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในเรื่องของ “ความรัก” พระมหาเทวีจิรประภา เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนาโดยเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้าและพระมารดาของท้าวซายคำ ผู้ที่มีบทบาทในการรักษาความสงบภายในบ้านเมืองในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและมีความสามารถในการปกครอง จึงได้รับการอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้หญิงองค์แรกของราชวงศ์มังราย แม้พระองค์จะปกครองได้ไม่นาน แต่พระมหาเทวีจิรประภาก็มีส่วนสำคัญในการเจรจากับต่างชาติ เช่น การเจรจาบรรณาการกับพระไชยราชาธิราชจากกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันวัดโลกโมฬีที่เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของพระมหาเทวีจิรประภาและพระเมืองเกษเกล้า ได้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนมักมาขอพรจากพระนางในเรื่องของความรัก ซึ่งมีความเชื่อว่าหากใครที่ขอพรจากพระมหาเทวีจิรประภาจะได้รับความสมหวังในด้านความรักและความสัมพันธ์ ในวันวาเลนไทน์การขอพรจากพระนางจิรประภาถือเป็นหนึ่งในวิธีการเสริมสร้างความรักที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในเรื่องของการขอพรให้ความรักและความสัมพันธ์กับคนรักหรือคนที่เราหมายปองประสบผลสำเร็จ สามารถใช้คำไหว้บูชาได้ว่า “มหาเทวี จิรประภา วันทามิ สิระสา สะทาโสตฺถี ภะวันตุเมฯ ข้าพเจ้าขอไหว้พระนางจิรประภาเทวี ด้วยความเคารพนอบน้อมยิ่ง ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าในกาล เวลาทุกเมื่อเทอญ” สำหรับข้อปฏิบัติในการอธิษฐานและการถวายสิ่งต่างๆ ผู้ที่ต้องการขอพรในเรื่องความรักจะทำการถวาย “ไข่ไก่ 9 ฟอง” ในตอนที่เริ่มอธิษฐาน และหากสมหวังจะต้องทำการแก้บนด้วย “ไข่ไก่ 108 ฟอง” พร้อมด้วย “ผลไม้ 9 อย่าง” และปัจจัยตามศรัทธา ดังนั้นหากใครกำลังมองหาวิธีที่จะแสดงความรักและขอพรเพื่อให้ความรักในชีวิตสมหวัง วันวาเลนไทน์นี้การไปกราบไหว้พระมหาเทวีจิรประภาที่วัดโลกโมฬีอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยเสริมสร้างความรักให้แข็งแรงและเติมเต็มความสุขในชีวิต แหล่งข้อมูล […]

“พิธีเสนเรือน” สายใยแห่งศรัทธาและมรดกวัฒนธรรมของชาวไทยทรงดำ

ในทุกสังคม ความเชื่อและพิธีกรรมเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงรากเหง้าและอัตลักษณ์ของผู้คน ชาวไทยทรงดำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไทยโซ่ง” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมอันเป็นเอกลักษณ์ หนึ่งในพิธีกรรมที่สำคัญและทรงคุณค่าของพวกเขาคือ พิธีเสนเรือน ซึ่งเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เพื่อแสดงความเคารพและขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข พิธีเสนเรือนเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายในบ้านของแต่ละครอบครัว โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ “กะล้อห่อง” หรือมุมห้องอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ชาวไทยทรงดำเชื่อว่า ผีเรือนเป็นผู้ปกปักรักษาคนในบ้าน คอยดูแลให้ลูกหลานมีความเจริญก้าวหน้า ดังนั้น การประกอบพิธีเสนเรือนจึงเปรียบเสมือนการรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษและเป็นการสานสายใยแห่งศรัทธาระหว่างอดีตและปัจจุบัน พิธีกรรมนี้มักจัดขึ้นทุก 2-3 ปี หรือบ่อยครั้งขึ้นตามฐานะและความพร้อมของแต่ละครอบครัว โดยมี “หมอเสน” เป็นผู้ทำพิธี ญาติพี่น้องทั้งในสายโลหิตและผู้เกี่ยวดองจะเข้าร่วมพิธี โดยฝ่ายเขยและสะใภ้ต้องแต่งชุดพิเศษที่เรียกว่า “เสื้อฮี” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียรติแก่ผีเรือน ขณะที่พิธีดำเนินไป เสียงสวดเซ่นไหว้ดังก้องไปทั่วบ้าน พร้อมด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่ถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างพิถีพิถัน อาหารในพิธีเสนเรือนมีบทบาทสำคัญไม่เพียงแต่เป็นเครื่องเซ่นไหว้ แต่ยังสะท้อนถึงคติความเชื่อที่สืบทอดกันมา อาหารหลักในพิธีมักประกอบจากหมูหนึ่งตัว ซึ่งใช้ปรุงเป็นเมนูต่าง ๆ ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น แกงหน่อส้ม หรือแกงหน่อไม้ดองใส่ไก่ ที่เชื่อกันว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคงมาสู่บ้าน แกงบอนที่สื่อถึงความราบรื่นในชีวิต ไก่ซ้องที่ใช้ในการทำนายโชคชะตา ต้มมะแฟงใส่กระดูกหมูซึ่งเป็นตัวแทนของความก้าวหน้าในการทำมาหากิน รวมไปถึงจุ๊บผัก หรือยำผักที่เปรียบเสมือนอาหารแทนใจที่ใช้เซ่นไหว้บรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ส่งผลต่อพิธีเสนเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการศึกษา ทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมนี้น้อยลง หลายครอบครัวประกอบพิธีเพียงเพื่อรักษาธรรมเนียมโดยที่ขาดความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง […]

รากเหง้าแห่งอำนาจ “คุ้มหลวง” ในประวัติศาสตร์ล้านนา

อาณาจักรล้านนาในอดีตมีระบบการวางผังเมืองที่สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจและความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น โดยศูนย์กลางของเมืองจะถูกกำหนดไว้ที่ “สะดือเมือง” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ “ข่วงเมือง” หรือจัตุรัสกลางเมือง สถานที่สำคัญต่างๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นรอบบริเวณนี้ ไม่ว่าจะเป็นมุมเมือง ประตูเมือง และพระราชวังของกษัตริย์ที่เรียกว่า “หอคำ” อาณาบริเวณของพระราชวังแห่งนี้ถูกเรียกว่า “เวียงแก้ว” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของข่วงเมือง เป็นเขตพระราชฐานชั้นในที่ใช้เป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ เมื่อมีการสร้างเวียงแก้ว สิ่งก่อสร้างแรกที่ต้องถูกสร้างขึ้นก่อนคือ “หอนอน” หรือพระตำหนักที่ประทับส่วนพระองค์ของกษัตริย์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “คุ้มหลวง” หรือ “หอหลวง” ในบางกรณี คำว่า “หอคำ” ก็ถูกใช้เรียกแทนพระราชวังทั้งหลัง นอกจากที่ประทับของพระมหากษัตริย์แล้ว ยังมีอาคารที่ใช้เป็นสถานที่บริหารราชการแผ่นดิน เรียกว่า “โรงคำ” เมื่อราชสำนักขยายตัว คุ้มหลวงก็ต้องขยายตามไปด้วย ทำให้เกิดการสร้างอาคารเพิ่มเติมขึ้นโดยรอบ เช่น “คุ้มน้อย” ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพระประยูรญาติ “โรงคัล” หรือที่เข้าเฝ้า “เหล้ม” หรือคลังหลวงสำหรับเก็บสมบัติ “ฉาง” หรือยุ้งฉางเก็บข้าวและธัญพืช รวมถึง “โรงช้าง” และ “โรงม้า” ซึ่งใช้ดูแลสัตว์พาหนะของราชสำนัก สถาปัตยกรรมของคุ้มหลวงล้านนามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากวังของอาณาจักรอื่นๆ โดยมีความคล้ายคลึงกับ หอคำของชาวไตในสิบสองปันนา เนื่องจากมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน ลักษณะเด่นของคุ้มหลวงล้านนา คือเป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง […]

“กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ” สถานที่บรรจุพระอัฐิของเจ้านายนครเชียงใหม่

กู่เจ้านายฝ่ายเหนือที่วัดสวนดอกเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในเชียงใหม่ ซึ่งบรรจุพระอัฐิของเจ้าหลวงและเจ้านายฝ่ายเหนือหลายพระองค์ ภายในกู่แห่งนี้มีการรวบรวมพระอัฐิของเจ้าเจ็ดตนที่เคยปกครองเมืองเชียงใหม่และพระญาติวงศ์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดสวนดอก ซึ่งได้รับการสร้างขึ้นตามพระดำริของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา เมื่อปี พ.ศ. 2451 วัดสวนดอกได้รับการเลือกเป็นสถานที่จัดตั้งกู่เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางและสะดวกต่อการจัดวางพระอัฐิพระมหากษัตริย์และเจ้านายฝ่ายเหนือที่มีพระอัฐิอยู่กระจัดกระจายในข่วงเมรุในขณะนั้น เมื่อกู่ได้รับการสร้างเสร็จสมบูรณ์ พระอัฐิและอัฐิของเจ้านายก็ได้รับการอัญเชิญมาบรรจุในกู่พร้อมกับการจารึกการย้ายพระอัฐิที่ประดิษฐานอยู่หน้ากู่ เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณและความทรงจำของเจ้าหลวงและเจ้านายเหล่านั้น ภายในกู่มีพระอัฐิของเจ้าหลวงสำคัญหลายพระองค์ เช่น พระเจ้ากาวิละ เจ้าหลวงธรรมลังกา เจ้าหลวงคำฟั่น เจ้าหลวงพุทธวงษ์และพระเจ้ามโหตระประเทศ รวมถึงแม่เจ้าอุสาอัยกีและพระญาติวงศ์อื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ นอกจากจะเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิแล้ว กู่เจ้านายฝ่ายเหนือยังเป็นสถานที่ที่ถูกจัดงานบุญถวายราชกุศลและพิธีสักการะดวงพระวิญญาณของเจ้าหลวงเชียงใหม่และเจ้านายฝ่ายเหนืออย่างสม่ำเสมอ ทายาทเจ้านายฝ่ายเหนือได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 700 ปีของนครเชียงใหม่ มีการจัดพิธีสักการะกู่เจ้าหลวงเชียงใหม่อย่างยิ่งใหญ่ โดยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกับคณะเจ้านายฝ่ายเหนือได้เชิญชวนประชาชนมาร่วมพิธีสักการะเพื่อระลึกถึงและแสดงความเคารพต่อเจ้าหลวงและเจ้านายที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เมืองเชียงใหม่ รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/30193-%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88

“คอกช้างเผือกแห่งแม่สอด” ตำนานช้างคู่บารมีพ่อขุนรามคำแหง

กลางป่าลึกแห่งอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซ่อนเร้นโบราณสถานสำคัญที่สะท้อนร่องรอยประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย นั่นคือ “คอกช้างเผือก” หรือ “พะเนียดช้าง” สถานที่ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นลานพิธีรับมอบช้างเผือกคู่บารมีของพระเจ้าฟ้ารั่ว กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดี ตามพงศาวดารที่เล่าขานเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรมอญเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตำนานการเสี่ยงทายช้างเผือกในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีช้างเผือกเชือกหนึ่งในกรุงสุโขทัยที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย ไม่อาจควบคุมได้ พระองค์จึงทรงประกอบพิธีเสี่ยงทายเพื่อค้นหาผู้ที่เหมาะสมเป็นเจ้าของช้างเผือก พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “หากช้างเชือกนี้เป็นคู่บารมีของกษัตริย์นครใด ขอให้มันบ่ายหน้าไปทางทิศนั้น” เมื่อเสร็จพิธี ช้างเผือกเชือกนั้นได้ชูงวง เปล่งเสียงร้องสามครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรหงสาวดีในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ พ่อขุนรามคำแหงจึงทรงมีพระบรมราชโองการให้ทหารติดตามช้างไป เพื่อดูว่ามันจะหยุดอยู่ ณ สถานที่ใด จนกระทั่งช้างเดินมาถึงบริเวณเชิงเขาแห่งหนึ่งในดินแดนปัจจุบันของอำเภอแม่สอด ซึ่งมีแม่น้ำขวางกั้น พระองค์จึงโปรดให้สร้าง “พะเนียดช้าง” หรือคอกล้อมชั่วคราวขึ้นที่บริเวณนี้ เพื่อเตรียมทำพิธีส่งมอบช้างให้แก่พระเจ้าฟ้ารั่ว กษัตริย์มอญผู้เคยเป็นข้าราชบริพารของพ่อขุนรามคำแหงมาก่อน ปัจจุบัน คอกช้างเผือกตั้งอยู่ในเขตบ้านท่าอาจ ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การเดินทางสามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 105 เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 82-83 จะมีทางแยกเข้าสู่เส้นทางลูกรังประมาณ 35 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้เป็นโบราณสถานที่ยังคงเหลือร่องรอยของกำแพงก่ออิฐมอญโบกปูน สูงประมาณ 1 เมตรเศษ กว้าง 25 เมตร และยาว 80 […]

1 5 6 7 8 9 43