อาณาจักรล้านนาในอดีตมีระบบการวางผังเมืองที่สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจและความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น โดยศูนย์กลางของเมืองจะถูกกำหนดไว้ที่ “สะดือเมือง” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ “ข่วงเมือง” หรือจัตุรัสกลางเมือง สถานที่สำคัญต่างๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นรอบบริเวณนี้ ไม่ว่าจะเป็นมุมเมือง ประตูเมือง และพระราชวังของกษัตริย์ที่เรียกว่า “หอคำ” อาณาบริเวณของพระราชวังแห่งนี้ถูกเรียกว่า “เวียงแก้ว” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของข่วงเมือง เป็นเขตพระราชฐานชั้นในที่ใช้เป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์
เมื่อมีการสร้างเวียงแก้ว สิ่งก่อสร้างแรกที่ต้องถูกสร้างขึ้นก่อนคือ “หอนอน” หรือพระตำหนักที่ประทับส่วนพระองค์ของกษัตริย์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “คุ้มหลวง” หรือ “หอหลวง” ในบางกรณี คำว่า “หอคำ” ก็ถูกใช้เรียกแทนพระราชวังทั้งหลัง นอกจากที่ประทับของพระมหากษัตริย์แล้ว ยังมีอาคารที่ใช้เป็นสถานที่บริหารราชการแผ่นดิน เรียกว่า “โรงคำ”
เมื่อราชสำนักขยายตัว คุ้มหลวงก็ต้องขยายตามไปด้วย ทำให้เกิดการสร้างอาคารเพิ่มเติมขึ้นโดยรอบ เช่น “คุ้มน้อย” ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพระประยูรญาติ “โรงคัล” หรือที่เข้าเฝ้า “เหล้ม” หรือคลังหลวงสำหรับเก็บสมบัติ “ฉาง” หรือยุ้งฉางเก็บข้าวและธัญพืช รวมถึง “โรงช้าง” และ “โรงม้า” ซึ่งใช้ดูแลสัตว์พาหนะของราชสำนัก
สถาปัตยกรรมของคุ้มหลวงล้านนามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากวังของอาณาจักรอื่นๆ โดยมีความคล้ายคลึงกับ หอคำของชาวไตในสิบสองปันนา เนื่องจากมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมร่วมกัน ลักษณะเด่นของคุ้มหลวงล้านนา คือเป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง มีใต้ถุนโปร่งเพื่อช่วยระบายอากาศ วัสดุหลักที่ใช้คือไม้เนื้อแข็ง มีความแข็งแรงและทนทาน หลังคาส่วนใหญ่เป็นทรงจั่ว หรืออาจพบแบบ จั่วซ้อนปั้นหยา ที่มีการซ้อนชั้นหลังคาหลายระดับ
วัสดุที่ใช้มุงหลังคาขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าของคุ้ม หากเป็นกษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูง มักใช้กระเบื้องแป้นเกล็ดหรือกระเบื้องดินเผา แต่หากเป็นอาคารของขุนนางทั่วไป อาจมุงด้วยหญ้าคา ผนังของอาคารมีทั้งแบบไม้ไผ่สานและฝาไม้กระดาน ซึ่งในล้านนาเรียกว่า “ฝาตาผ้า” (ฝาไม้ลูกฟัก) และ “ฝาแป้นหลั่น” (ฝาไม้บังใบแนวตั้ง) ลักษณะเฉพาะอีกอย่างหนึ่งของคุ้มหลวงล้านนาคือหน้าต่างที่มีขนาดเล็ก เพราะช่วยป้องกันลมหนาวและเสริมความมั่นคงของอาคาร
สมัยอาณาจักรล้านนา สถาปัตยกรรมของคุ้มหลวงได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง หรือหน้าบันที่แกะสลักอย่างประณีต นอกจากนี้ โครงสร้างภายในยังใช้ระบบเสายกเก็จและโครงสร้างหลังคาแบบ “ม้าต่างไหม” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาคารล้านนา
เมื่อเวลาผ่านไป คุ้มหลวงหลายแห่งไม่ได้รับการบำรุงรักษาและสูญหายไปตามกาลเวลา เนื่องจากกษัตริย์ล้านนามีธรรมเนียม “กัลปนา” หรือการถวายที่ดินและสิ่งก่อสร้างให้กับวัด ทำให้คุ้มหลวงบางแห่งถูกเปลี่ยนเป็นวิหาร เช่น หอคำของพระเจ้ามโหตรประเทศ ที่เคยเป็นคุ้มหลวงของพระองค์ในเชียงใหม่ ถูกดัดแปลงเป็น วิหารวัดพันเตา ที่ยังคงตั้งอยู่จนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าโครงสร้างคุ้มหลวงดั้งเดิมจะเลือนหายไป แต่สถาปัตยกรรมแบบคุ้มหลวงล้านนาก็ยังสามารถพบเห็นได้ในวัดวาอารามและอาคารเก่าแก่หลายแห่งของล้านนา ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาในอดีต และเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะพื้นเมืองที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
รูปภาพจาก : https://www.facebook.com/share/p/1QQ7oK22Si/
ร่วมแสดงความคิดเห็น