“พระเจ้าฝางพระนางสามผิว” ตำนานรักและศึกสุดท้ายเพื่อแผ่นดินล้านนา

เมืองฝางในอดีตเป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งศักดิ์ศรีและการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ คือการกอบกู้เอกราชของ พระเจ้าฝางอุดมสิน และ พระนางสามผิว สองพระองค์ที่ทรงยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินและประชาชนของพระองค์

พระเจ้าฝางและพระนางสามผิว ราชันย์ผู้กล้าและราชินีแห่งความงาม
พระเจ้าฝางอุดมสิน เดิมมีพระนามว่า “พระยาเชียงแสน” ทรงเป็นพระราชบุตรของพระเจ้าเมืองเชียงแสน เสด็จมาปกครองเมืองฝางเมื่อปี พ.ศ. 2172 พร้อมกับพระชายา พระนางสามผิว ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าผู้ครองนครล้านช้าง (เวียงจันทน์) พระนางสามผิวได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสตรีที่มีสิริโฉมงดงามที่สุดในยุคนั้น ความงามของพระองค์ไม่เพียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินล้านนา แต่ยังเป็นที่กล่าวขานไปไกลถึงดินแดนพม่า

ชื่อของพระองค์ “สามผิว” มาจากลักษณะพิเศษของผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาในแต่ละวัน ตอนเช้าผิวของพระองค์ขาวดั่งปุยฝ้าย ตอนบ่ายเปล่งปลั่งเป็นสีแดงดังลูกตำลึงสุก และเมื่อถึงยามเย็นพระวรกายของพระองค์จะมีสีชมพูอ่อนดุจดอกบัวขาบ

พระเจ้าฝางและพระนางสามผิวมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง นามว่า พระนางมัลลิกา ซึ่งทรงเป็นสายใยแห่งความหวังของราชวงศ์ ทว่าชะตากรรมของเมืองฝางกลับต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อพม่าซึ่งเป็นอำนาจเหนือของเมืองฝางในขณะนั้น เริ่มรับรู้ถึงความพยายามของพระเจ้าฝางที่จะกอบกู้เอกราช

สงครามแห่งศักดิ์ศรี เมืองฝางท้าทายมหาอำนาจพม่า
พระเจ้าฝางอุดมสินทรงเริ่มส้องสุมไพร่พล สะสมเสบียงอาหาร และเตรียมอาวุธเพื่อประกาศอิสรภาพ ทรงปฏิเสธการส่งส่วยให้พม่า และเริ่มขัดขืนอำนาจจากกรุงอังวะ เมื่อพระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่าทราบข่าว จึงนำกองทัพใหญ่มาปราบปราม ศึกครั้งนี้ดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2176 กองทัพพม่าตั้งค่ายล้อมเมืองฝางเป็นเวลานานถึง 3 ปีเต็ม โดยที่พระเจ้าฝางทรงบัญชาการรบอย่างเด็ดเดี่ยว แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่า แต่ด้วยความกล้าหาญและการวางแผนรบที่ชาญฉลาด ทำให้เมืองฝางสามารถต้านทานพม่าได้เป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ความขาดแคลนอาหารเริ่มส่งผลกระทบต่อทั้งกองทัพและประชาชน ความอดอยากทำให้ความหวังที่จะต้านศัตรูเริ่มเลือนราง พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชาจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ นำกำลังล้อมเมืองไว้อย่างแน่นหนาและระดมยิงธนูไฟเข้าใส่ ส่งผลให้บ้านเรือนถูกเผาทำลาย ประชาชนเสียขวัญ และทหารล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

การตัดสินพระทัยครั้งสุดท้าย สละพระชนม์เพื่อปกป้องแผ่นดิน
เมื่อพระเจ้าฝางและพระนางสามผิวทรงตระหนักว่าการต่อสู้ครั้งนี้กำลังนำความทุกข์ยากมาสู่ประชาชนของพระองค์ และโอกาสแห่งชัยชนะริบหรี่ลงทุกที ทั้งสองพระองค์จึงตัดสินพระทัยทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด

คืนวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 6 เหนือ ปี พ.ศ. 2180 พระเจ้าฝางและพระนางสามผิวเสด็จไปยัง บ่อน้ำซาววา ซึ่งเป็นบ่อน้ำลึกถึง 20 วา (ประมาณ 40 เมตร) และทรงสละพระชนม์ชีพด้วยการกระโดดลงบ่อ ด้วยความเชื่อว่าการจากไปของพระองค์จะช่วยให้เมืองฝางพ้นจากการถูกทำลาย รุ่งเช้าของวันถัดมา กองทัพพม่าก็บุกฝ่าแนวกำแพงเมืองด้านทิศเหนือได้สำเร็จ แต่เมื่อทราบถึงการสละพระชนม์ของพระเจ้าฝางและพระนางสามผิว พระเจ้าภะวะสุทโธธรรมราชาทรงมีพระราชโองการให้ยุติการสังหาร และมิให้ทหารพม่าทำร้ายชาวเมืองฝางอีก จากนั้นกองทัพพม่าก็ถอยทัพกลับไปยังกรุงอังวะ โดยมิได้เข้ายึดครองเมืองฝาง

การรำลึกถึงวีรกรรมของพระเจ้าฝางและพระนางสามผิว
เรื่องราวของพระเจ้าฝางและพระนางสามผิวกลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ ในปี พ.ศ. 2522 คณะลูกเสือชาวบ้านและประชาชนผู้เคารพศรัทธาได้ร่วมกันสร้าง อนุสาวรีย์พระเจ้าฝางและพระนางสามผิว ขึ้นที่บริเวณหน้าบ่อน้ำซาววา โดยอนุสาวรีย์แรกทำจากปูน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยอนุสาวรีย์โลหะที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2539 – 2540

จนถึงทุกวันนี้ อนุสาวรีย์แห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองฝางและผู้ศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมากราบไหว้ เพื่อรำลึกถึงสองพระองค์ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละ

เมืองฝางในปัจจุบัน ศูนย์กลางแห่งความเจริญที่ไม่ลืมอดีต
ปัจจุบันเมืองฝางยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการเติบโตของชุมชน การพัฒนาระบบคมนาคม และการขยายตัวของที่พักอาศัย อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ของพระเจ้าฝางและพระนางสามผิวยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของผู้คน เมืองฝางในวันนี้อาจเปลี่ยนไปมาก แต่เรื่องราวของอดีตยังคงได้รับการสืบทอด และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของความเสียสละและศักดิ์ศรีของแผ่นดินล้านนา

วีรกรรมของพระเจ้าฝางและพระนางสามผิวมิได้สูญหายไปตามกาลเวลา แต่ยังคงอยู่ในหัวใจของชาวเมืองฝาง และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อิสรภาพ”

ที่มา : https://wikicommunity.sac.or.th/community/393 , http://cmi.nfe.go.th/lib/lib_Fang/popup.php?name=knowledge1&file=readknowledge&id=40

รูปภาพจาก : http://cmi.nfe.go.th/lib/Lib_Fang/index.php?name=knowledge1&file=readknowledge&id=40

ร่วมแสดงความคิดเห็น