53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

“พระธาตุแช่แห้ง” รากเหง้าสุโขทัย สู่สถาปัตยกรรมล้านนา

พระธาตุแช่แห้ง โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน ตั้งตระหง่านบนเนินดอยภูเพียงแช่แห้ง ห่างจากตัวเมืองน่านเพียงไม่กี่กิโลเมตร องค์พระธาตุมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวล้านนาในฐานะ พระธาตุประจำปีเถาะ ตามคติความเชื่อเรื่องการสักการะพระธาตุประจำปีเกิด ผู้ที่เกิดในปีนักษัตรนี้จึงนิยมเดินทางมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากจะเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา พระธาตุแช่แห้งยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอิทธิพลทางศิลปกรรม ตั้งแต่ยุคที่เมืองน่านยังมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับอาณาจักรสุโขทัย จนกระทั่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบขององค์พระธาตุที่เห็นในปัจจุบัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พระธาตุแช่แห้งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1896 โดย พญาการเมือง เจ้าผู้ครองเมืองปัว (เมืองน่านในยุคแรก) พระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) กษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งทรงมอบให้เป็นพุทธบูชา หลังจากที่พญาการเมืองเดินทางไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัยในเขตสุโขทัย ด้วยความสำคัญของพระบรมธาตุ พญาการเมืองจึงโปรดให้สร้างพระธาตุเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ ดอยภูเพียงแช่แห้ง ตามพงศาวดารกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาพักที่บริเวณนี้ และเสวยผลสมอที่แช่น้ำจนเปียกชุ่ม จึงเป็นที่มาของชื่อ “แช่แห้ง” แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับรูปแบบดั้งเดิมของพระธาตุแช่แห้งในช่วงแรกเริ่ม แต่จากบริบททางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมของเมืองน่านในยุคนั้น นักวิชาการเชื่อว่าพระธาตุอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ซึ่งนิยมสร้างเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือเจดีย์ช้างล้อม อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลจากการบูรณะครั้งใหญ่ในยุคที่เมืองน่านตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา เมืองน่านถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาในช่วงรัชสมัยของ พญาติโลกราช (พ.ศ. 1993 – 2101) ซึ่งเป็นยุคที่ล้านนามีอำนาจรุ่งเรืองที่สุด การปกครองของล้านนานำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการปกครอง วัฒนธรรม และศิลปกรรม พระธาตุแช่แห้งได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ โดยมีการสร้างครอบทับเจดีย์เดิมให้มีลักษณะเป็น เจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา […]

“พญาเบิก เจ้าพ่อขุนตาล” วีรบุรุษแห่งดอยขุนตาน

กลางเทือกเขาขุนตานที่ทอดยาวขวางกั้นระหว่างลำปางและลำพูน ไม่เพียงเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญ หากแต่ยังเป็นสถานที่ที่แฝงไปด้วยเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และความศรัทธาต่อ “เจ้าพ่อขุนตาน” หรือ “พญาเบิก” นักรบผู้กล้าที่ต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเมืองจนได้รับการยกย่องให้เป็นเทพารักษ์แห่งขุนเขา พญาเบิกเป็นพระราชโอรสของพญายี่บา เจ้าผู้ครองนครหริภุญชัย (ลำพูน) พระองค์ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองเมืองเขลางค์นคร (ลำปาง) ในฐานะยุพราช แต่แล้วบ้านเมืองต้องเผชิญชะตากรรม เมื่อพญามังราย กษัตริย์ผู้เรืองอำนาจแห่งล้านนา ยกทัพมาตีเมืองหริภุญชัยแตกในปี พ.ศ. 1824 พญายี่บาจึงลี้ภัยไปยังเมืองเขลางค์นคร เพื่อรวบรวมกำลังพลหวังทวงคืนแผ่นดินพญาเบิกตระหนักว่าหากต้องการต่อต้านอำนาจของพญามังราย จำเป็นต้องมีฐานที่มั่นแข็งแกร่ง พระองค์จึงสร้าง “เวียงตาน” ในเขตอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เมืองแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นป้อมปราการสำคัญ โดยใช้แนวเทือกเขาขุนตานเป็นแนวป้องกันข้าศึก จนเป็นที่มาของชื่อ “ดอยขุนตาน” ในปัจจุบัน การสู้รบเพื่อกอบกู้บ้านเมืองดำเนินไปยาวนานถึง 14 ปี พญาเบิกและกองทัพสะสมกำลังและฝึกฝนทหารเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกใหญ่ และในที่สุด พระองค์ก็นำทัพเข้าตีเมืองหริภุญชัยคืน แต่ด้วยกำลังของฝ่ายพญามังรายที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพันธมิตรหลายหัวเมือง การศึกจึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ กองทัพของพญาเบิกต้องล่าถอยมายังบ้านแม่ต้าน เขตลำปาง แม้จะพยายามหลบหนี แต่กองทัพฝ่ายเชียงใหม่สามารถติดตามและจับกุมพญาเบิกได้ ตำนานเล่าว่าพระองค์มีคาถาอาคมอันแก่กล้า ทำให้ไม่อาจใช้ศาสตราวุธใดปลิดชีพได้ สุดท้ายข้าศึกจึงใช้วิธีโหดเหี้ยม ขุดหลุมและฝังพระองค์ทั้งเป็น ณ สถานที่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น “ศาลเจ้าพ่อขุนตาน”แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี แต่ชาวบ้านยังคงเล่าขานถึงพญาเบิก และยกย่องพระองค์ในฐานะ “เจ้าพ่อขุนตาน” […]

“สิงห์คู่” จากตำนานพม่าสู่ความเชื่อในล้านนา

สิงห์คู่หน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโดดเด่นและมีความสำคัญทั้งในแง่ของศิลปะและความเชื่อในประวัติศาสตร์ล้านนา สิงห์ตัวนี้ก่อด้วยอิฐและฉาบปูน ทรงเครื่องแบบสมพระเกียรติ มันยืนอยู่ในท่าที่อ้าปากกระดกลิ้น มีเครา และหางที่ตั้งม้วนเป็นขดอยู่กลางหลัง ซึ่งถูกระบายด้วยสีแดงก่ำและตกแต่งด้วยลายปูนปั้นสีขาวอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีการสร้างศาลามีหลังคาคลุมเพื่อปกป้องสิงห์จากการชำรุด รวมถึงมีลวดถักที่พันรอบตัวสิงห์เพื่อไม่ให้เสียหายตามกาลเวลา สิงห์ตัวนี้ถูกเรียกในท้องถิ่นว่า “สิงห์ไถ่บาป” ซึ่งคำนี้มีความหมายลึกซึ้งตามความเชื่อของชาวล้านนาและพม่า โดยเชื่อกันว่า สิงห์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ศรีศากยมุนีในอินเดียโบราณ ซึ่งเป็นราชวงศ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิงห์จึงถูกนำมาใช้ประดับตกแต่งงานพุทธศิลป์ต่างๆ และเป็นสัญลักษณ์ของผู้เฝ้าประตูวัดหรือทวารบาลที่มีหน้าที่ปกป้องรักษาศาสนสถาน ตำนานที่เกี่ยวข้องกับสิงห์ไถ่บาปนั้นมีที่มาจากเรื่องราวของชาวพม่า ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวล้านนาในช่วงเวลานานกว่า 200 ปี ตามตำนานนี้ พระธิดาของพระราชาองค์หนึ่งหายตัวไปในป่าและถูกนางสิงห์เลี้ยงดูเป็นลูกอยู่หลายปีจนกระทั่งพระราชาตามหาพบและพรากพระธิดากลับไป นางสิงห์ซึ่งรักพระธิดาดั่งลูกก็เกิดความเสียใจจนกลั้นใจตายไม่สามารถข้ามแม่น้ำติดตามพระธิดาไปได้ หลังจากเหตุการณ์นี้ พระราชาจึงสร้างอนุสาวรีย์นางสิงห์เพื่อขอขมาและเป็นที่ระลึก ถึงการสูญเสียครั้งนี้ จึงทำให้คำว่า “สิงห์ไถ่บาป” กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่มักถูกนำไปใช้ในการตกแต่งหน้าวัด ตามตำนานนี้ สิงห์ไถ่บาปควรจะเป็นเพศเมียที่มีท่าทางโก่งคอตะโกนร้องเรียกหาพระธิดา แต่สิงห์คู่ที่ตั้งอยู่หน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นสิงห์เพศผู้ ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่า ตำนานเกี่ยวกับสิงห์ไถ่บาปน่าจะถูกผูกขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงการสร้างสิงห์ไถ่บาปตามวัดต่างๆ โดยชาวยองที่อพยพมาตั้งถิ่นในลำพูน ก่อนที่สะพาน “ขัวมุง” หรือสะพานมีหลังคาคลุมข้ามแม่น้ำกวงจะถูกสร้างขึ้นบริเวณหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยเคยมีสะพานชื่อว่า “ขัวท่าสิงห์” ซึ่งสะพานนี้ได้ชื่อนี้มาจากรูปปั้นสิงห์ไถ่บาปที่ตั้งอยู่หน้าวัดเป็นการยืนยันถึงความสำคัญและบทบาทของสิงห์ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวล้านนาและพม่า รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/30191-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88

การลุกฮือของชาวนาเชียงใหม่ต่อระบบกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5

ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงทางการปกครองและระบบภาษีของกรุงเทพฯ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหัวเมืองล้านนา โดยเฉพาะนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของดินแดนภาคเหนือมายาวนาน เมื่อระบบจัดเก็บภาษีใหม่เข้มงวดขึ้นและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ความไม่พอใจของราษฎรและเจ้านายฝ่ายเหนือก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนนำไปสู่การต่อต้านที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ว่า “กบฏพระยาปราบสงคราม” หรือ “กบฏชาวนาเชียงใหม่ พ.ศ. 2432” ปฏิรูปภาษีและแรงกดดันจากส่วนกลาง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ข้าหลวงพิเศษจากกรุงเทพฯ ได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปการปกครองและภาษีในเขตหัวเมืองลาวเฉียง (ล้านนา) ซึ่งรวมถึงเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ระบบเจ้าภาษีนายอากรที่เคยให้เอกชนรับสัมปทานเก็บภาษีถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นการเก็บโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง ทำให้เจ้านายพื้นเมืองสูญเสียผลประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกสิทธิพิเศษด้านภาษีที่ดินของเจ้านายฝ่ายเหนือ ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบโดยตรงนโยบายใหม่นี้ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนแก่ชนชั้นนำล้านนาเท่านั้น แต่ยังส่งผลร้ายต่อราษฎรทั่วไป โดยเฉพาะชาวนาและเกษตรกร ระบบภาษีพืชผลที่เคยเก็บจากผลผลิต ถูกเปลี่ยนเป็นการเก็บจากจำนวนต้นไม้ เช่น มะพร้าว หมาก และพลู ทำให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีมากขึ้นโดยไม่คำนึงว่าต้นไม้จะออกผลหรือไม่ ส่งผลให้เจ้าภาษีนายอากรต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเรียกเก็บ บางพื้นที่ถึงขั้นใช้มาตรการรุนแรง เช่น การจับกุม กักขัง และเฆี่ยนตีผู้ที่ไม่สามารถชำระภาษีได้ การลุกฮือของพระยาปราบสงครามภายใต้แรงกดดันจากมาตรการภาษีที่โหดร้าย พระยาปราบสงคราม (เดชะ) หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “พญาผาบ” อดีตแม่ทัพเมืองเชียงใหม่ ผู้เคยนำทัพต่อต้านกองกำลังไทยใหญ่ในรัฐฉาน ได้กลายเป็นผู้นำการต่อต้านรัฐบาลสยาม จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเจ้าภาษีนายอากรในแขวงจ๊อม (ปัจจุบันคือ ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย […]

“พระพุทธบาทสี่รอย” ตำนานศักดิ์สิทธิ์แห่งล้านนา

ตำนานพระพุทธบาท 4 รอย เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความศรัทธาและความสำคัญของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินล้านนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังภูเขาเวภารบรรพตในปัจจุบันที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และประทับรอยพระบาทที่นั้น ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรอยที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ได้ทิ้งไว้ โดยในสมัยนั้น พระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ ได้แก่ พระพุทธเจ้ากุสันธะ, พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ, และพระพุทธเจ้ากัสสปะ ได้ประทับรอยพระบาทไว้ในสถานที่เดียวกัน ตามด้วยพระพุทธโคดมที่ได้ประทับซ้อนรอยของทั้งสามพระองค์จนเกิดเป็นรอยพระพุทธบาท 4 รอยในที่สุด วัดพระพุทธบาที่รอยนั้นมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอยคือพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัลป์นี้1. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรกเป็นรอยใหญ่ มีขนาด12 ศอก2. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ ขนาดยาว 9 ศอก3. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะเป็นรอยที่ 3 ขนาดยาว 7 ศอก4. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ ( ศาสนาปัจจุบัน ) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กที่สุด มีขนาดยาว 4 ศอก ตำนานนี้เล่าถึงการทำนายของพระพุทธองค์ว่า ในอนาคต เมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้ว รอยพระพุทธบาท 4 รอยนี้จะปรากฏแก่โลกมนุษย์ และผู้ศรัทธาจะเดินทางมาสักการะบูชาที่สถานที่แห่งนี้เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลในชีวิต ต่อมาเมื่อผ่านไป 2,000 ปี เทวดาทั้งหลายได้ช่วยให้รอยพระพุทธบาท […]

“วัดเจดีย์เหลี่ยม” ศิลปะหริภุญไชยสู่พม่า มรดกแห่งเวียงกุมกาม

วัดเจดีย์เหลี่ยม หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า วัดกู่คำ เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ โดดเด่นด้วยเจดีย์ขนาดใหญ่ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และงดงาม แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยมากว่าหลายร้อยปี วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 1831 ในสมัยที่พญามังรายทรงสถาปนาเมืองเวียงกุมกามขึ้นเป็นราชธานีแห่งอาณาจักรล้านนา โครงสร้างดั้งเดิมของวัดเจดีย์เหลี่ยมได้รับอิทธิพลจากศิลปะหริภุญชัย เช่นเดียวกับ เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นต้นแบบของเจดีย์แบบสี่เหลี่ยมซ้อนชั้นตามคตินิยมของศิลปะยุคนั้น ต่อมาในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 มีการบูรณะครั้งใหญ่โดย หลวงโยนการวิจิตร คหบดีชาวมอญสัญชาติพม่าที่เข้ามาทำการค้าในเชียงใหม่ ส่งผลให้ศิลปกรรมบางส่วนของวัดเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะลวดลายปูนปั้น การตกแต่งซุ้มจระนำ และพระพุทธรูปที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะพม่าอย่างชัดเจน องค์เจดีย์ของวัดเจดีย์เหลี่ยมมีลักษณะเป็น เจดีย์ทรงปราสาทฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซ้อนลดหลั่นกัน 5 ชั้น แต่ละด้านของเจดีย์มีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูป รวมทั้งหมด 60 องค์ ล้อมรอบด้วยลานประทักษิณและกำแพงแก้วที่มีทางเข้าหลักอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ความพิเศษของเจดีย์นี้คือแต่ละทิศจะประดิษฐานพระพุทธรูปในปางที่แตกต่างกัน เช่น ปางสมาธิ ปางมารวิชัย และปางประทับนั่งห้อยพระบาท ส่วนมุมของเจดีย์ประดับด้วยสิงห์ปูนปั้น สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะล้านนาและพม่าที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ในปี พ.ศ. 2539 – 2540 กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะและขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณฐานเจดีย์ ทำให้ค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหม้อบรรจุกระดูก ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาต่างๆ ในประเทศไทย เครื่องถ้วยจีนที่มีลวดลายเขียนสี รวมถึงเศษจารึกหินทรายที่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอักษรไทยยุคแรกในล้านนา ซึ่งคาดว่ามีอายุราวพ.ศ. […]

“จากผะเลิดถึงผาลาด” ย้อนวันวานวัดผาลาด

วัดผาลาด เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเชียงใหม่ที่น่าสนใจและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก วัดนี้มีการสร้างขึ้นบนเส้นทางที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของเชียงใหม่ โดยคำว่า “ผาลาด” มาจากคำว่า “ผะเลิด” ที่สะท้อนถึงความยากลำบากของการเดินทางขึ้นเขาในอดีต ซึ่งทั้งคนและช้างจะลื่นล้มเมื่อเดินขึ้นมา จากตำนานและพงศาวดารที่เล่าถึงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองสุโขทัยและนำไปประดิษฐานที่ดอยสุเทพ วัดผาลาดจึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นหนึ่งในจุดที่ช้างบรรทุกพระบรมสารีริกธาตุหยุดพักในระหว่างทาง นี่จึงทำให้วัดผาลาดมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่และศาสนาพุทธในภาคเหนือของประเทศไทย สำหรับอาคารเสนาสนะที่สำคัญในวัดผาลาดนั้น ได้แก่ เจดีย์ที่มีศิลปะสถาปัตยกรรมแบบพม่า ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัย นอกจากนี้ยังมีวิหารและฐานโบราณสถานที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเจดีย์ ซึ่งถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในวัดนี้ ในส่วนของปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในวัด คือ พระพุทธรูปที่มีสไตล์การสร้างแบบพม่า รวมถึงบ่อน้ำที่มีการสร้างทับซ้อนกันหลายยุคหลายสมัย ซึ่งบ่อน้ำเหล่านี้เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลายสำหรับผู้ที่มาสักการะ การเดินทางไปวัดผาลาดนั้นเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 7 ซึ่งระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรและสามารถเดินไปถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพด้วยเส้นทางนี้ นอกจากนี้เส้นทางดังกล่าวยังเป็นทางโบราณที่ใช้ในสมัยพระเจ้ากือนา ซึ่งทำให้เส้นทางนี้เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติและโบราณสถานสำคัญตลอดเส้นทาง รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/50500-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94

“สะพานขาวทาชมภู” อัศจรรย์สะพานคอนกรีตแห่งสงคราม

สะพานขาวทาชมภู จังหวัดลำพูน หนึ่งในสะพานประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางเชื่อมโยงการเดินรถไฟระหว่างภาคเหนือและภาคกลางเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามารถด้านวิศวกรรมไทยในยุคสงคราม ที่สามารถสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กให้รองรับการเดินรถไฟได้อย่างแข็งแกร่งและยาวนาน สะพานแห่งสงครามกับความท้าทายทางวิศวกรรมสะพานขาวทาชมภูเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2461 และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2463 ตั้งอยู่ในบ้านทาชมภู อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหล็กขาดแคลน ส่งผลให้ต้องเลือกใช้คอนกรีตเสริมเหล็กแทนการใช้โครงสร้างเหล็กแบบสะพานรถไฟทั่วไป การออกแบบและการควบคุมการก่อสร้างดำเนินการโดย นายพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทำให้สะพานสามารถรองรับน้ำหนักและแรงสั่นสะเทือนของรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงปัจจุบัน ศูนย์กลางการเดินรถไฟภาคเหนือ และจุดเช็กอินสุดฮิตสะพานขาวทาชมภูตั้งอยู่ระหว่าง สถานีขุนตาน และ สถานีทาชมภู เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายเหนือ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ โดยสร้างขึ้นเพื่อให้รถไฟสามารถข้ามผ่านลำน้ำแม่ทาได้ บริเวณโดยรอบสะพานถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาและแม่น้ำ สร้างทัศนียภาพที่งดงาม โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นที่แสงแดดสาดส่องกระทบสะพานสีขาว กลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี สะพานขาวทาชมภูยังกลายเป็นสถานที่จัดงาน “จดทะเบียนสมรสบนสะพาน” ซึ่งคู่รักจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมพิธี ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก สะพานขาวทาชมภูไม่เพียงเป็นสะพานที่มีความสำคัญทางคมนาคม แต่ยังเป็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาไทยในการปรับตัวท่ามกลางข้อจำกัดทางวัตถุดิบ แม้จะถูกสร้างขึ้นมานานกว่าศตวรรษ แต่ด้วยความแข็งแกร่งของโครงสร้างและการดูแลรักษาอย่างดี ทำให้สะพานแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นทางรถไฟสายสำคัญ และเป็นจุดท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดของจังหวัดลำพูน ที่มา : https://www.lamphun.go.th/th/attractions/48/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9 […]

“พญามังรายและการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่”

พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ทรงเริ่มต้นการรวมแคว้นต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในภูมิภาคภาคเหนือให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่ง โดยในระยะแรก พญามังรายทรงรวมแคว้นโยนก (เมืองน่าน) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย ก่อนที่จะขยายอำนาจไปยังหัวเมืองอื่น ๆ เพื่อรวมกันเป็นอาณาจักรใหญ่ ซึ่งการขยายอำนาจในช่วงแรกมีเป้าหมายที่แคว้นหริภุญไชย ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจอยู่ในดินแดนแถบนี้ หลังจากพญามังรายยึดเมืองหริภุญไชยได้สำเร็จ ก็ได้ผนวกเมืองหริภุญไชยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโยนก ทำให้ดินแดนของพระองค์ขยายออกไปกว้างขึ้น ในช่วงต่อมา พญามังรายได้ขยายอำนาจไปยังเมืองเขลางค์นคร (เมืองลำพูน) และเมืองต่าง ๆ จนทำให้พระองค์ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือ รวมถึงได้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนาขึ้น ซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีอิทธิพลและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น นอกจากนี้ ยังทรงทำสัญญากับพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงใน พ.ศ. 1830 เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความมั่นคงในการขยายอำนาจของอาณาจักรล้านนา โดยมีข้อกำหนดว่าในการขยายอำนาจไปยังแม่น้ำปิง จะไม่ถูกขัดขวางจากทั้งพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง หลังจากการยึดเมืองหริภุญไชย พญามังรายได้ครอบครองแคว้นดังกล่าวระยะหนึ่ง ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงจากเวียงกุมกามไปยังเมืองใหม่ เพื่อเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงถาวรของอาณาจักรล้านนา เนื่องจากเวียงกุมกามเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งมีปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก ทำให้พญามังรายต้องค้นหาพื้นที่ใหม่ที่มีชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ และในที่สุด พญามังรายก็พบพื้นที่ที่เหมาะสมที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ซึ่งอยู่ตอนเหนือของเวียงกุมกาม ใกล้เชิงดอยสุเทพ พื้นที่นี้มีทิวทัศน์สวยงามและมีความเหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา พญามังรายจึงทรงให้สร้างเมืองใหม่ที่มีชัยภูมิที่ดีกว่า และได้เชิญพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาร่วมพิจารณาในการสร้างเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ เมืองใหม่นี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ซึ่งหมายถึง “เมืองหลวงแห่งพระนครที่สวยงามบนดอยสุเทพ” โดยมีการคำนวณฤกษ์ยามตามปีสุริยคติ เพื่อให้การสร้างเมืองมีความเป็นมงคล โดยเมืองเชียงใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 12 เมษายน […]

“พระพุทธสิหิงค์” จากตำนานลังกาสู่ศูนย์กลางศรัทธาในไทย

พระพุทธสิหิงค์เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีความสำคัญที่สุดของไทย ทั้งในแง่ของศิลปะและความศรัทธา ว่ากันว่าพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นในลังกาเมื่อราวพุทธศักราช 700 ก่อนจะถูกอัญเชิญมายังแผ่นดินไทยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปัจจุบัน พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ในสามสถานที่หลัก ได้แก่ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ (กรุงเทพฯ), หอพระสิหิงค์ (นครศรีธรรมราช) และ วัดพระสิงห์ (เชียงใหม่) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ยังคงมีข้อถกเถียงกันว่า พระพุทธสิหิงค์องค์ใดกันแน่ที่เป็นองค์ดั้งเดิมจากลังกา ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่รวบรวมโดยหลวงวิจิตรวาทการและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านระบุว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งพุทไธสวรรค์อาจเป็นองค์ที่มีต้นกำเนิดจากลังกามากที่สุด หนึ่งในสถานที่สำคัญที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์คือ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1888 โดยพญาผายู เดิมมีชื่อว่า วัดลีเชียงพระ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ตลาดกลางเมือง ก่อนจะได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระสิงห์ในภายหลัง เมื่อพญาแสนเมืองมาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่นี่ นับแต่นั้นมา วัดพระสิงห์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในล้านนา และพระพุทธสิหิงค์ก็กลายเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่ ศิลปะและตำนานของพระพุทธสิหิงค์แม้ว่าตำนานจะกล่าวว่าพระพุทธสิหิงค์ถูกสร้างขึ้นในลังกา แต่จากหลักฐานทางศิลปะ พบว่าพระพุทธสิหิงค์ที่วัดพระสิงห์มีลักษณะเป็น พระพุทธรูปสิงห์ 1 ซึ่งเป็นศิลปะแบบล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 20 นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าคำว่า “พระสิหิงค์” หรือ “พระสิงห์” อาจเกี่ยวข้องกับคำในภาษามอญ “สฮิง–สเฮย” ซึ่งแปลว่า “อันเป็นที่น่าอภิรมย์ใจ” เนื่องจากพระพุทธสิหิงค์เป็นที่เคารพศรัทธา จึงมีการสร้างพระพุทธรูปจำลองขึ้นในล้านนา และต่อมาแนวคิดนี้ได้แพร่ไปยังอยุธยา ทำให้มีการสร้างพระพุทธสิหิงค์ในศิลปะแบบอยุธยาด้วย การเปลี่ยนแปลงและการรักษาองค์พระพุทธสิหิงค์ในอดีต พระพุทธสิหิงค์เคยประดิษฐานอยู่ภายใน […]

“การแพทย์ตะวันตกในเชียงใหม่” กว่าจะเป็นโรงพยาบาลแมคคอร์มิค

หลังจากมิชชันนารีจากคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนได้เริ่มเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยาม พวกเขาได้ขยายงานมายังหัวเมืองล้านนา โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งศาสนาจารย์แดเนียล แมคกิลวารี (Rev. Daniel Mc Gilvary) ได้แสดงความประสงค์ขออนุญาตพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เพื่อเข้ามาทำงานเผยแพร่คริสต์ศาสนาและตั้งมิชชันนารีในเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่น จึงทรงอนุมัติให้ดำเนินการได้ โดยมุ่งหวังในการเผยแพร่ศาสนา การจัดตั้งโรงเรียน และการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2410 ศาสนาจารย์แมคกิลวารีและภรรยาของเขา นางโซเฟีย แมคกิลวารี ได้เดินทางมาถึงเชียงใหม่และพักอาศัยในศาลาย่าแสงคำซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางหลักของชุมชนจากที่นี่พวกเขาสามารถเผยแพร่คริสต์ศาสนาให้กับชาวบ้านและเริ่มให้คำปรึกษาและรักษาผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตามในช่วงแรกพวกเขาประสบปัญหาด้านการรักษาผู้ป่วยที่ท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงมีความจำเป็นต้องขอให้แพทย์เข้ามารับผิดชอบงานนี้ ในปี พ.ศ. 2425 คณะมิชชันนารีจากสหรัฐอเมริกาได้ส่งนายแพทย์ชาร์ล วรูแมน เข้ามาเป็นแพทย์มิชชันนารีคนแรกในเชียงใหม่ ทำให้การแพทย์ตะวันตกเริ่มเป็นที่รู้จักและมีความสำคัญในหมู่ชาวล้านนา นอกจากนี้ยังมีแพทย์คนอื่น ๆ ที่เข้ามาช่วยพัฒนาโรงพยาบาลต่อมา เช่น นายแพทย์แมเรียน เอ ชีค และนายแพทย์เอ.เอ็ม.แครี่ ในช่วงเวลานั้น การแพทย์ตะวันตกเริ่มมีบทบาทในเชียงใหม่ผ่านการขายยาสามัญราคาถูกและการให้บริการการรักษาแบบกึ่งการกุศล ในปี พ.ศ. 2431 โรงพยาบาลอเมริกันมิชชั่นได้เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยและผ่าตัดและเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ในสยามและโรงพยาบาลแรกในภาคเหนือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2433 เมื่อ นายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน […]

“พระเจ้าเก้าตื้อ” ความสมบูรณ์แบบของศิลปะเชียงแสนสิงห์สอง

พระเจ้าเก้าตื้อ เป็นพระพุทธรูปสำริดที่มีความสำคัญและโดดเด่นในประวัติศาสตร์ศิลปะของล้านนา โดยเฉพาะในแง่ของขนาดและสภาพที่สมบูรณ์ พระพุทธรูปนี้ถือเป็นหนึ่งในงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกัน โดยมีขนาดหน้าตักกว้างถึง 2.90 เมตร และสูงถึง 3.87 เมตร คำว่า “เก้าตื้อ” ในที่นี้หมายถึงพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่มากและมีน้ำหนักถึง 9 ตื้อ ซึ่งเป็นหน่วยวัดที่ใช้ในท้องถิ่นล้านนา เพื่อบ่งบอกถึงขนาดที่มหึมาและน้ำหนักที่มาก ลักษณะทางศิลปะของพระเจ้าเก้าตื้อสะท้อนถึงความผสมผสานระหว่างศิลปะเชียงแสนสิงห์สองและศิลปะสุโขทัย โดยในยุคนี้ศิลปะเชียงแสนได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถเห็นได้จากลักษณะของพระพักตร์ที่มีรูปทรงไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีที่เป็นเปลว และการประทับนั่งในท่าขัดสมาธิราบ อีกทั้งพระอังสาก็มีขนาดใหญ่และบั้นพระองค์ที่เล็ก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของศิลปะล้านนาในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ส่วนพระสังฆาฏิของพระพุทธรูปก็มีลักษณะที่ยาวจรดพระนาภี ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปะยุคนั้น อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเก้าตื้อไม่เพียงแค่แสดงออกถึงศิลปะล้านนาเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาเข้ามาผสมผสานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของชายสังฆาฏิที่มีขนาดแผ่นใหญ่ ซึ่งถือเป็นลักษณะที่แตกต่างจากพระพุทธรูปในศิลปะล้านนาแบบดั้งเดิม การทำชายสังฆาฏิให้มีขนาดใหญ่และแผ่นยาวนี้เป็นลักษณะของการนำเอาศิลปะอยุธยามาผสมผสานกับศิลปะล้านนา สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเก้าตื้อจึงไม่เพียงแค่เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามและมีความสำคัญในเชิงศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและศาสนาในภูมิภาคล้านนาอีกด้วย มันเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเผยแพร่ศาสนาพุทธ และยังสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยเชียงแสน โดยเฉพาะการแสดงถึงความเคารพและศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า แหล่งข้อมูลพิพิธภัณฑ์สถานเชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaimuseum/view/37693

1 6 7 8 9 10 43