53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

รสชาติบ้านๆที่สะท้อนฐานะและฤดูกาล : มุมมองอาหารพื้นถิ่นล้านนา

รสชาติของอาหารบ้านๆไม่ใช่เพียงแค่ “รสเผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม” เท่านั้นแต่ยังสะท้อนภูมิปัญญา ฐานะและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งเพราะอาหารพื้นบ้านเกิดจากการเลือกวัตถุดิบที่หาได้ง่ายตามฤดูกาลและสะท้อนความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อมและรวมไปถึงสังคมที่อยู่มาตั้งแต่โบราณ สังคมไทยตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันมักใช้ผลผลิตจากแหล่งธรรมชาติรอบตัวเป็นหัวใจหลักในอาหารพื้นบ้าน เช่น พืชผักตามฤดูกาล ปลา แมลงน้ำและสมุนไพรท้องถิ่น ซึ่งนั่นสะท้อนถึงฐานะและวิถีการดำรงชีวิตของครัวเรือนในแต่ละพื้นที่เพราะคนในชุมชนจะปรุงอาหารจากสิ่งที่ “มี” และ “หาได้” มากกว่าเลือกซื้อจากตลาดเสมอไป อาหารพื้นถิ่นมักเป็นแหล่งของภูมิปัญญาทางอาหารที่สะท้อนวิถีชีวิต เช่น ผักพื้นบ้านซึ่งขึ้นตามฤดูกาลถูกนำมาผสมรวมกันในเมนูต่างๆตามความเหมาะสมของฤดูกาลและวิถีชีวิตของชุมชน ตัวอย่างเช่น ในหลายพื้นที่ของไทยผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่ขึ้นตามฤดูกาลถูกใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหลัก เช่น แกงเลียง แกงขี้เหล็กหรือต้มยำ ซึ่งไม่เพียงแต่ให้รสชาติที่เข้มข้นเท่านั้นแต่ยังสะท้อนวิถีการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาลและ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่ต้องพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก นอกจากนี้รสชาติของอาหารบ้านๆยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ชุมชนด้วย เช่น วิธีการถนอมอาหาร การเลือกเครื่องเทศ การปรุงด้วยสมุนไพรท้องถิ่นหรือการทำอาหารในช่วงเวลาที่ผลผลิตต่างกันไปตามฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าคนในพื้นที่หนึ่งๆอยู่กันอย่างไร ทำงานอะไรและมีฐานะทางสังคมแบบไหน งานวิจัยเกี่ยวกับอาหารพื้นบ้านไทยยังชี้ให้เห็นว่าอาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งสำหรับเติมพลังงานแต่เป็นสิ่งที่สะท้อนค่านิยม วัฒนธรรมและฐานะของสังคมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในเรื่องของรสชาติ ความหมายของการปรุงและวิธีที่อาหารนั้นถูกแบ่งปันในครอบครัวและชุมชน ท้ายที่สุดรสชาติบ้านๆที่เราเคยชินนั้นไม่ใช่แค่ “อร่อย” แต่ยังเป็นบันทึกทางสังคมและธรรมชาติ ที่บอกเล่าว่าในอดีตและปัจจุบันคนไทยใช้สิ่งรอบตัวอย่างไรในการหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างความหมายทางวัฒนธรรมผ่านอาหารของพวกเขา แหล่งที่มาข้อมูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. อาหารพื้นบ้านไทย (บทที่ 4: อาหารพื้นบ้าน). กระทรวงสาธารณสุข. 2019. Local Ethnic Food Wisdom. ภูมิปัญญาอาหารชาติพันธุ์ท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ. […]

เชียงใหม่ในยุคดิจิทัล : เมืองเก่าที่ปรับตัว

เชียงใหม่มักถูกจดจำในฐานะ “เมืองเก่า” เมืองแห่งวัดวา กำแพงเมือง คูน้ำและวัฒนธรรมล้านนาที่สืบทอดยาวนานหลายร้อยปี แต่ในขณะเดียวกัน เชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่กำลังปรับตัวอย่างเงียบๆเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตนเอง การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปผ่านการปรับตัวของผู้คน ชุมชนและโครงสร้างเมือง จากงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์และผังเมืองล้านนา เชียงใหม่ถูกออกแบบให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนา การปกครองและเศรษฐกิจของอาณาจักรล้านนา วัดและชุมชนรอบคูเมืองจึงเป็นหัวใจของเมืองมาโดยตลอด เมืองในลักษณะนี้มี “ความทรงจำร่วม” ที่ฝังอยู่ในพื้นที่อย่างแน่นแฟ้น เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มออนไลน์หรือระบบเศรษฐกิจใหม่ ความท้าทายของเชียงใหม่จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาแต่คือการพัฒนาโดยไม่ทำลายโครงสร้างทางวัฒนธรรมเดิม ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่ตั้งแต่การค้าขายออนไลน์ของชุมชนท้องถิ่นร้านเล็กๆที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน ไปจนถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำงานอิสระ (freelance) หรือทำงานทางไกลจากเชียงใหม่ งานวิจัยด้านสังคมเมืองชี้ให้เห็นว่าเชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่รองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยยังคงรักษาวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบมากนัก สิ่งนี้ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้มีบทบาทใหม่ในฐานะ เมืองที่เชื่อมอดีตกับอนาคต แม้โลกดิจิทัลจะดูเหมือนอยู่ห่างไกลจากวัฒนธรรมดั้งเดิมแต่วัฒนธรรมล้านนากลับปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบคอนเทนต์วัฒนธรรม งานหัตถศิลป์ งานประเพณีหรือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยคนในพื้นที่เอง นักวิชาการด้านวัฒนธรรมมองว่านี่คือการ “ปรับตัวของวัฒนธรรม” มากกว่าการสูญหาย วัฒนธรรมไม่ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นแต่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้คนนอกพื้นที่ได้มากขึ้น เชียงใหม่ในยุคดิจิทัลจึงไม่ใช่เมืองที่ละทิ้งอดีตแต่เป็นเมืองที่เลือกจะ “เดินไปข้างหน้าโดยหันกลับมามองรากของตนเองเสมอ” การผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีทำให้เชียงใหม่ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ บางทีเสน่ห์ของเชียงใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่ความเก่าหรือความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวโดยไม่หลงลืมตัวตนของตนเอง ที่มาของข้อมูลสรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. วัดกับชุมชนในสังคมล้านนา. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. การเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ในบริบทสังคมร่วมสมัย. เอกสารวิชาการ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาล้านนา. […]

“รอยสักล้านนา” จารึกบนเรือนร่างที่สะท้อนความเป็นชายในสังคมล้านนา

ในอดีตของดินแดนล้านนา รอยสักไม่ได้เป็นเพียงศิลปะเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น เครื่องหมายแห่งความเป็นชายที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ภาษาล้านนาเรียกการสักว่า “สับ” ซึ่งหมายถึงการใช้เหล็กแหลมทิ่มลงบนผิวหนังเพื่อฝังน้ำหมึกหรือน้ำมันให้เกิดลวดลาย โดยเฉพาะการ “สักขาลาย” ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ชายหนุ่มล้านนาเกือบทุกคนต้องผ่านพ้นเพื่อก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว การสักขาลายถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น กระบวนการสักนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและต้องใช้เวลานานชายหนุ่มจึงใช้ความเจ็บปวดนี้เป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญและความอดทนหากชายคนใดมีรอยสักที่สวยงามและครบถ้วน ย่อมแสดงถึงจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง และในทางกลับกันชายที่ไม่มีรอยสักหรือที่เรียกว่าขาขาวจะถูกมองว่าอ่อนแอและน่าอับอายจนมีคำเปรียบเปรยว่า “เกิดเป๋นป้อจาย ขาบ่ลายก็อายเขียด” นอกจากนี้ยังเป็นบรรทัดฐานทางสังคมและการเลือกคู่ครองโดยรอยสักขาลายคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะและเสน่ห์ของชายหญิงล้านนาในอดีต ผู้หญิงจะพิจารณาเลือกชายที่มีรอยสักเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าเป็นผู้มีครูบาอาจารย์ มีวิชาอาคม และพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พึ่งพาได้ ดังปรากฏในบทขับขานล้านนาที่ว่า “น้ำหมึกขายาว เอาไว้แปลงราวผ้าอ้อม น้ำหมึกขาก้อม เอาไว้กล่อมแม่ยิงนอน” ซึ่งสื่อถึงการเป็นพ่อบ้านที่พร้อมดูแลลูกเมีย นอกจากนี้ รอยสักยังใช้แบ่งแยกกลุ่มคน เช่น ชาวล้านนาที่สักตั้งแต่พุงลงไปถึงเข่าจะถูกเรียกว่า “ลาวพุงดำ” เพื่อให้ต่างจากกลุ่มอื่นที่ไม่สักหรือสักน้อยกว่า และยังมีผลต่อสิทธิทางสังคม เช่น ชายที่มีรอยสักจะได้รับอนุญาตให้อาบน้ำช่วงต้นน้ำ เพราะถือเป็นผู้มีวิชาอาคม ส่วนชายขาขาวต้องไปอาบน้ำช่วงใต้ลำน้ำร่วมกับผู้หญิง วัตถุประสงค์หลักอีกประการของการสักคือความเชื่อเรื่อง “ข่ามคง” หรือความอยู่ยงคงกระพัน รอยสักถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ การสักยันต์เพื่อป้องกันภัย และการสักเพื่อเมตตามหานิยม ลวดลายแต่ละอย่างล้วนมีความหมายแฝง เช่น รูปเสือหรือหมูป่า สักเพื่อพลังอำนาจและความดุดัน รูปลิงลม เพื่อความว่องไวและตัวเบาในการหลบหลีกภัย สำหรับผู้ที่ได้รับการสักยันต์ไม่ได้เพียงแค่มีลวดลายบนตัว แต่ต้องแบกรับ […]

40 ปี “นกแล” วงดนตรีขวัญใจแฟนเพลงยุค 80

เชื่อว่าเหล่าวัยรุ่นยุค 80 ยังมีเพลงที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าจะได้ยินอีกกี่ครั้งก็ต้องชวนให้นึกถึงอดีตจนอดใจไม่ได้ที่จะร้องตาม โดยเฉพาะเสียงเพลงที่ชวนคุ้นหูจากวงดนตรีเด็ก “ไอ้หนุ่มดอยเต่า มันเศร้าหัวใจ๋” หรือตอนสองเท้าปั่นรถจักรยาน ก็มักจะมีเสียง “โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย” ขึ้นมาในหัวทันที เสียงเพลงเหล่านี้มาจากวงดนตรีขวัญใจในอดีตอย่าง “นกแล” วงดนตรีเด็กในชุดชาวเขา ที่เริ่มจากวงดุริยางค์โรงเรียนสู่วงดนตรีชื่อดังที่ออกเพลงฮิตหลายอัลบั้มในอดีต วงนกแล เริ่มต้นจากวงดุริยางค์ โรงเรียนพุทธิโสภณ จ. เชียงใหม่ โดยฝีมือการคัดเลือกเด็กจากครูสมเกียรติ์ สุยะราช และให้เด็กๆแต่งกายชุดชาวเขา ก่อนจะได้ชื่อวง ‘นกแล’ จากราชาเพลงโฟล์คซองคำเมืองอย่าง “จรัล มโนเพ็ชร” ในช่วงแรกวงนกแลยังใช้เพลงของจรัล มโนเพ็ชรมาแสดง ก่อนเสียงดนตรีแนวสตริงผสมกับเอกลักษณ์ของวงที่นำเสนอความเป็นคนเหนือออกมาทั้งผ่านภาษาและการแต่งกายชุดชาวเขาในงานโลกดนตรีก็ได้ไปเข้าตา “เรวัต พุทธินันทน์” และได้รับการสนับสนุนจนได้ออกอัลบั้มกับค่ายเพลงแกรมมี่ เพียงอัลบั้มแรกก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงนกแลไปทั่วประเทศ “หนุ่มดอยเต่า” ในปี พ.ศ. 2528 เสียงเพลงของเด็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้เข้าถึงเฉพาะกลุ่มเด็กๆ แต่ยังเข้าถึงในทุกกลุ่มอายุจนกลายเป็นเพลงฮิตติดหู หลังจากนั้นนกแลก็เริ่มออกอัลบั้มใหม่ตามมาทั้งอัลบั้ม ‘อุ๊ย (2529)’ ‘สิบล้อมาแล้ว (2530)’ ‘ช้าง (2531)’และ ‘ทิงนองนอย (2532)’ ในแต่ละอัลบั้มต่างมีเพลงดังที่ครองใจใครหลายคน เช่น นกแล […]

ผู้หญิงในสังคมล้านนา: บทบาทที่มากกว่าที่คิด

การศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาในอดีตมักให้ความสำคัญกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง กษัตริย์และสงครามเป็นหลัก ส่งผลให้บทบาทของผู้หญิงในสังคมล้านนาถูกมองอย่างจำกัด อย่างไรก็ตามงานวิชาการของนักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาไทยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงล้านนามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างครอบครัว ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อและวัฒนธรรมของสังคมอย่างลึกซึ้ง บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอภาพของผู้หญิงในสังคมล้านนาผ่านหลักฐานจากเอกสารและงานวิจัยของนักวิชาการไทยเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของผู้หญิงนั้นมีความหลากหลายและมีอิทธิพลต่อสังคมมากกว่าที่เคยเข้าใจกันมา ครอบครัวล้านนามีลักษณะการแบ่งบทบาททางเพศที่แตกต่างจากสังคมศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯ ในอดีต โดยผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรภายในครัวเรือน ทั้งด้านอาหาร การเงิน และการค้าขาย ผู้หญิงล้านนาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลบ้านแต่ยังเป็นผู้ควบคุมเศรษฐกิจระดับครัวเรือนซึ่งถือเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน งานของพวงเพ็ญ ชุณหสวัสดิกุล (2560) อธิบายไว้ว่า ผู้หญิงล้านนามักมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและชุมชนผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าขายในตลาด การแลกเปลี่ยนแรงงานและการจัดการทรัพย์สินในครอบครัว บทบาทดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางสังคมที่ผู้หญิงมีอยู่แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างเป็นทางการในระบบการปกครองแต่มีอยู่ในสังคมล้านนา ในส่วนมิติของความเชื่อและพิธีกรรมมีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการสืบทอดรวมไปถึงปฏิบัติพิธีกรรมพื้นบ้านล้านนา งานของกฤษสุนทร (2565) ระบุว่า พิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ ผีบ้านผีเมืองและพิธีในครัวเรือนจำนวนมากล้วนมีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของการประกอบพิธีและการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นและงานของสุภาพร รัตนวงศ์ (2564) ยังชี้ว่า บทบาทของผู้หญิงในพิธีกรรมมิได้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามความเชื่อแต่ยังเป็นผู้กำหนดรูปแบบและความหมายของพิธีกรรม ซึ่งทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเชิงสัญลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมในสังคมล้านนาอย่างชัดเจน ในระดับชนชั้นสูงบทบาทของผู้หญิงล้านนาเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองผ่านระบบเครือญาติและการแต่งงาน สตรีในราชวงศ์มังรายมีบทบาทสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางการเมือง และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจในอาณาจักรล้านนา นอกจากนี้ผู้หญิงชนชั้นสูงล้านนายังมีบทบาทในการอุปถัมภ์ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการธำรงอำนาจและสถานะทางสังคมของตระกูลและอาณาจักรในระยะยาวการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาควรมองผ่านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ไม่ใช่นำกรอบความคิดของรัฐชาติสมัยใหม่ไปครอบ เมื่อพิจารณาบทบาทของผู้หญิงในบริบทดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้หญิงล้านนาไม่ได้อยู่ในสถานะรอง หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในระดับครอบครัว ชุมชนและวัฒนธรรม ผู้หญิงในสังคมล้านนามีบทบาทที่หลากหลายและมีความสำคัญต่อโครงสร้างสังคมอย่างยิ่งทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อ พิธีกรรมและการเมือง บทบาทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้หญิงครอบครองอยู่ แม้จะไม่ปรากฏอย่างเด่นชัดในประวัติศาสตร์หลัก แต่การทำความเข้าใจบทบาทของผู้หญิงล้านนาจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์ล้านนาและท้าทายภาพจำเกี่ยวกับสถานะของผู้หญิงในสังคมโบราณของไทย ที่มาข้อมูลกฤษสุนทร, ธเนศ. (2565). บทบาทสตรีในพิธีกรรมล้านนา: อำนาจ […]

ย้อนคิดถึง ‘งานฤดูหนาวเชียงใหม่’ ในอดีต ความรื่นเริงที่มาพร้อมกับลมหนาว

ยามที่สายลมของฤดูหนาวได้พัดพาเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ นอกจากลมหนาวนั้นจะทำให้เรารู้สึกหนาวแต๊หนาวว่าอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยังเป็นสัญญาณของความสนุกและความรื่นเริงของงานฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาทุกที ทำให้หัวใจของใครหลายคนรู้สึกอบอุ่นไปด้วยความตื่นเต้น และความสนุกสนานไปกับงานฤดูหนาวที่ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของจังหวัดเชียงใหม่งานฤดูหนาวถือเป็นงานเทศกาลที่จัดขึ้นอยู่หลายครั้งจนกลายเป็นงานเทศกาลประจำปีของเชียงใหม่ เป็นเวลากว่า 60 ปีที่งานฤดูหนาวเชียงใหม่ถูกจัดขึ้น โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2476 จัดช่วงปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงปีใหม่ งานฤดูหนาวถูกจัดขึ้นครั้งแรกที่บริเวณสนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่ มีการประชาสัมพันธ์เรื่องการจัดงานอย่างกว้างขวางขนาดถึงขั้นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินโปรยใบปลิวไปทั่วเมืองเชียงใหม่ให้ข่าวสารเรื่องการจัดงานแพร่กระจายในวงกว้างเพื่อดึงดูดผู้คนมาเที่ยวงาน ภายในงานมีการจัดงานรื่นเริงมีร้านค้าต่างๆ ตั้งร้านใหญ่โตอลังการเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้คนเข้ามาชมและซื้อสินค้า มีทั้งร้านค้าของราชการและร้านค้าเอกชน เช่น การจัดแสดงสินค้าทางการเกษตร ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือร้านรถยนต์ต่างนำสินค้าออกมาตั้งโชว์ให้เห็น นอกจากนี้ยังมีการจัดมหรสพภายในงานอย่างการฉายหนังกลางแปลง การแสดงกายกรรม รถไต่ถัง และที่พลาดไม่ได้เลยคือการประกวดสาวงามเชียงใหม่ กับการประกวดเพาะกาย โดยค่าเข้าชมจะมีการเก็บบัตรผ่านประตูราคา 10 สตางค์ต่อคน ครั้งหนึ่งเคยเก็บได้ถึง 8,000 บาท เฉลี่ยผู้ชมราว 80,000 คน อีกหนึ่งกิจกรรมที่ชาวเชียงใหม่ชื่นชอบอย่างการประกวดความงาม “นางสาวเชียงใหม่” ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ดึงดูดผู้คนได้มาก ก่อนที่จะเริ่มประกวดนะมีการแห่นางงามโดยเริ่มจากบริเวณเส้นทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ไปยังเวทีประกวด สองข้างทางถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนยืนชมขบวนแห่นางงาม ข้างหน้าขบวนนำด้วยขบวนรสเวสป้า และขบวนม้า และในช่วงกลางคืนงานที่หลายคนต่างรอชมกันในสมัยนั้นและเป็นเอกลักษณ์ของงานฤดูหนาวเชียงใหม่ คือ การจัดประกวดสาวงามเชียงใหม่ ที่กระแสการประกวดนางงามเริ่มก่อตัวขึ้นในปี พ.ศ. 2477 ประกอบกับการครองตำแหน่งนางงามจักรวาล (Miss Universe) ของคุณปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล […]

“ม้าขี่ปู๊เมีย” ร่างทรง LGBT ในดินแดนล้านนา

ในสังคมบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเชื่อเรื่องผีคือรากฐานดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในล้านนา ผีถูกนิยามว่าเป็นวิญญาณของผู้ล่วงลับที่มีอิทธิฤทธิ์ สามารถบันดาลสร้างปรากฏการณ์ธรรมชาติและส่งผลต่อความสงบสุขของชุมชน คนล้านนาแบ่งผีออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ผีดี” เช่น ผีปู่ย่า (บรรพบุรุษ) ผีเฮือน (ผีบ้านผีเรือน) และผีเจ้านาย (วิญญาณกษัตริย์ในอดีต) ที่คอยคุ้มครอง ปกปักรักษาให้คนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และ “ผีร้าย” ที่ให้โทษถึงแก่ชีวิต ท่ามกลางความเชื่อนี้มีกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างโลกวิญญาณกับมนุษย์ที่เรียกว่า “ม้าขี่ปู๊เมีย” “ม้าขี่” คือร่างทรงที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิญญาณกับโลกคนเป็น ส่วนคำว่า “ปู๊เมีย” หรือ “ปู๊แม่” หมายถึง กะเทย หรือผู้ชายที่มีจริตออกทางผู้หญิง ในอดีตการสืบสายผีปู่ย่าจะสืบทอดผ่านเพศหญิงเป็นหลัก เพราะผู้หญิงล้านนาเป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนและอยู่ติดบ้านมากกว่าผู้ชายที่มักออกไปทำงานนอกบ้าน หรือก็คือผู้หญิงอยู่ติดบ้านมากกว่าผู้ชายจึงมีแนวโน้มว่าผีจะมีผู้ดูแลสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เหตุผลที่ผีเจ้านายมักเลือกเข้าทรงในร่างปู๊เมีย คือ 1. การสืบทอดสายตระกูล มักได้รับการเลือกต่อจากญาติผู้ใหญ่เพศหญิงในสายเลือดที่เสียชีวิตไป 2. ความเหมาะสมทางกายภาพ พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือน ในความเชื่อดั้งเดิมประจำเดือนถูกมองว่าเป็นของต่ำของสกปรก 3. สามารถดูแลความสวยงามของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและหอผีได้สะอาดเรียบร้อยเหมือนกับเพศหญิงที่ดูแลเรื่องความสะอาดได้ดี 4. มีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับการเป็นร่างทรงมากกว่าผู้ชายทั่วไป โดยเฉพาะการลดละการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ การเป็นม้าขี่มาพร้อมกับข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดเพื่อเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ เช่น ห้ามสวมเสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้มในงานพิธี, ห้ามร่วมงานศพหรือพิธีอวมงคล และห้ามรับประทานผักผลไม้ที่เป็นเครือเถา […]

เกร็ดเล็กๆน่ารู้ของวัดเชียงมั่นที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

หลายคนรู้ว่าวัดเชียงมั่นคือวัดแรกของเชียงใหม่ แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่มักถูกมองข้ามทั้งที่รายละเอียดเหล่านี้สะท้อน “แนวคิดการสร้างเมือง” ของผู้ก่อตั้งเชียงใหม่อย่างชัดเจน วัดเชียงมั่นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความยิ่งใหญ่หรือโอ่อ่า แต่ถูกสร้างขึ้นในฐานะ “ที่มั่น” ของพญามังรายระหว่างการวางผังและตั้งเมืองเชียงใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงเรียบง่ายที่เน้นประโยชน์ใช้สอยและความสงบ เหมาะแก่การอยู่อาศัยและประกอบพิธีกรรมมากกว่าการแสดงอำนาจหรือฐานะทางการเมือง หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือ เจดีย์ช้างล้อม ซึ่งมีช้างปูนปั้นโผล่ครึ่งตัวล้อมรอบฐานเจดีย์ เดิมเชื่อว่ามีช้างครบ 15 เชือก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ช้างบางส่วนชำรุดและได้รับการบูรณะในภายหลัง แม้จะไม่ใช่งานดั้งเดิมทั้งหมดแต่ยังคงตำแหน่งและสัดส่วนตามผังเดิมไว้ทำให้เจดีย์องค์นี้เป็นเหมือนรอยต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างชัดเจน ภายในวัดยังประดิษฐานพระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาว ซึ่งในอดีตไม่ได้เปิดให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายนักเนื่องจากเชื่อว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองต้องเก็บรักษาอย่างมิดชิด การประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้สะท้อนความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์และการคุ้มครองเมืองในสังคมล้านนา หากมองในเชิงผังพื้นที่จะพบว่าวัดเชียงมั่นถูกจัดวางอย่างสอดคล้องกับแนวคิดล้านนาโบราณที่ว่า “เมืองต้องมั่น วัดต้องสงบ” พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกแยกออกจากความวุ่นวายของชุมชนตั้งแต่แรกเริ่ม แสดงให้เห็นว่าวัดไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานแต่เป็นหัวใจทางจิตวิญญาณของเมือง แม้ว่าวัดเชียงมั่นจะตั้งอยู่กลางเมืองเก่าและผ่านช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงมานับร้อยปีแต่วัดแห่งนี้ไม่เคยถูกทิ้งร้าง มีพระสงฆ์จำพรรษาต่อเนื่อง ทำให้สายใยของศรัทธาไม่เคยขาดหาย วัดเชียงมั่นจึงไม่ใช่เพียง “วัดเก่า” หากแต่เป็นรากฐานทางจิตใจของเชียงใหม่ตั้งแต่วันแรกของการสร้างเมืองจนถึงปัจจุบัน ที่มาข้อมูลกรมศิลปากร. (2545). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.กรมศิลปากร. (2556). วัดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. (2541). ล้านนาในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์.สรัสวดี อ๋องสกุล. (2546). ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2516). […]

ศาลเจ้าในเชียงใหม่ หลักฐานของคนจีนหอบเสื่อผืนหมอนใบมาพร้อมความเชื่อ

จากการค้าสู่การตั้งถิ่นฐานเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีความหลากหลาย จนเรียกได้ว่าเป็นแกงโฮะของทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ต่างอยู่ร่วมกันในสังคมเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มีบทบาทสำคัญที่อยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน แล้วคนจีนเหล่านี้เริ่มเข้ามาในเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นคนจีนกลุ่มไหน พวกเขาเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่อย่างไร ย้อนกลับไปในสมัยที่ล้านนายังเป็นอาณาจักรที่มีผู้ปกครองอย่างพระยามังราย ในช่วงเวลานั้นล้านนาเป็นจุดผ่านของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่ลงมาจากจีนตอนใต้ หรือยูนนาน พ่อค้าจีนกลุ่มนี้เดินทางขนสินค้าลงมาผ่านทางเชียงใหม่ เพื่อเดินทางต่อไปยังท่าเรือขายสินค้าที่พม่าโดยผ่านเขตเมืองระแหง (จ.ตาก ในปัจจุบัน) ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวล้านนากับพ่อค้าชาวจีน เพื่อไปจุดที่สามารถข้ามไปเมืองท่าสำคัญของพม่า โดยออกทางเมืองระแหง (จ.ตาก ในปัจจุบัน) เพื่อออกสู่พม่า ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าสินค้าที่อ่าวเมาะตะมะเพื่อทำการค้าขายสินค้าที่มากับเรือสินค้าทางทะเล เนื่องจากความไม่สงบในประเทศทั้งจากสงครามและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้คนจีนจำนวนมากจากซัวเถา หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ จำใจต้องอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอน บางคนได้เป็นขุนนางเก็บภาษีอากร หรือบางคนมีต้นทุนจึงมาเป็นพ่อค้า ส่วนคนที่ไม่มีต้นทุน อพยพมาด้วยคำที่เราคุ้นหูกันอย่าง “เสื่อผืน หมอนใบ” คือชาวจีนที่ไม่มีเงิน แต่มีกำลังกาย พร้อมที่จะเข้ามาทำมาหากินโดยเป็นแรงงานในประเทศไทย เพราะสังคมในอดีตของประไทศไทยนั้นยังคงสงวนอาชีพเกษตรกรไว้ให้เฉพาะคนไทย ทำให้คนจีนที่ไม่มีต้นทุนต้องใช้แรงงานเพื่อแลกเงิน ทั้งการทำงานในโรงเลื้อยไม้ ขุดคลอง ทำงานแบกหาม ฯลฯ เมื่อมีเงินมากพอที่จะตั้งตัวได้ ทำให้เกิดการเลื่อนขั้นจากการลูกจ้างสู่เจ้าของกิจการ ต่างตั้งตัวเป็นพ่อค้า นายห้าง เจ้าของโรงสี โรงบ่อน โรงฝิ่น ฯลฯ นอกจากหัวคิดด้านธุรกิจและความขยันแล้ว […]

มาแล้ว! ปฏิทินเมือง 2569 ฤกษ์ดีรับปีใหม่ เสริมสิริมงคลชีวิต

เทศกาลสิ้นปีและปีใหม่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว เมื่อปีใหม่ใกล้เข้ามาก็ต้องเริ่มต้นวันดี ๆ หรือโชคชะตาดี ๆ ให้กับชีวิต โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโชคลางของชาวล้านนา .         ความเป็นมาของความเชื่อและศรัทธาในสังคมล้านนามีวิวัฒนาการ ก่อนที่คนล้านนาจะหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คนล้านนาเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เชื่อเรื่องวิญญาณ นับถือผี บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าสามารถปกป้องคุ้มครองผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข เวลาที่คนล้านนาจะประกอบกิจกรรมใด จึงยึดถือในสิ่งที่เป็นสิริมงคล เชื่อในฤกษ์ยามเป็นหลัก วันไหนวันดี วันไหนไม่ดี วันไหน ยามใด ข้างขึ้นหรือแรม เดือนอะไร ทั้งหมดนี้เป็นสำเหนียกของคนล้านนาโบราณเสมอมาจึงเกิด “ปฏิทินล้านนา” ขึ้น . ปฏิทินล้านนา (ปฏิทินเมือง / จุลศักราชล้านนา) เป็นระบบความเชื่อเรื่องเวลาที่ผสมผสานระหว่างพุทธศาสนา พราหมณ์ และคติพื้นบ้าน เพื่อใช้กำหนดวันดี–วันเสีย สำหรับการดำเนินชีวิต เช่น การแต่งงาน การเดินทาง การขึ้นบ้านใหม่ หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำปฏิทินล้านนา ปี 2569 ไว้แล้วเพื่อดูฤกษ์งามยามดีที่หมาะสมในแต่ละกิจกรรม สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ เว็บไซต์ของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ […]

“ฟ้อนผีมดผีเม็ง” ความเชื่อและพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษในสังคมล้านนา

การฟ้อนผีมดผีเม็ง คือพิธีกรรมความเชื่อของชนบทคนล้านนา เป็นการฟ้อนรำเพื่อแสดงความเคารพและเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ พิธีกรรมนี้ถูกสันนิษฐานว่าไม่ได้เป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของคนล้านนา แต่อาจได้รับอิทธิพลจากชาติพันธุ์อื่นอย่างมอญ ซึ่งสังเกตไดัจากการแต่งตัวที่มีลักษณะเหมือนมอญโบราณและชาวมอญเหล่านี้ ชาวล้านนาเรียกว่า “เม็ง” ประเพณีนี้ถูกจัดขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นประจำภาคเหนือการฟ้อนผีมดผีเม็งมักจะทำพิธีช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งจัดขึ้นโดยคนในตระกูลเดียวกันปีละ 1 ครั้ง หรือบางครั้ง 1 ครั้งต่อ 2-3 ปี การจัดพิธีจะเริ่มจากการสร้างผาม ไว้กลางลานบ้าน ภายในผามจะมีเครื่องเซ่นสังเวยต่างๆ เช่น หัวหมู ไก่ต้มสุกทั้งตัว เหล้า ดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ ใส่ภาชนะวางไว้บนร้านที่ทำคล้ายศาลเพียงตา สูงราว 1 เมตร ในผามต้องมีราวสำหรับพาดผ้าโสร่ง ผ้าพันหัว ผ้าพาดบ่าสำหรับใส่เวลาฟ้อน จากนั้นจึงเริ่มมีการทำพิธีสักการะบูชาผีบรรพบุรุษโดยมีการเข้าทรงผีปู่ย่าผ่านลูกหลานในตระกูลเพื่อมารับเครื่องเซ่นสังเวยและแสดงการฟ้อนผี พิธีกรรมการฟ้อนผีมดผีเม็ง เป็นความเชื่อในสังคมล้านนาที่ปฏิบัติสืบต่อกันเป็นวัฒนธรรมมาอย่างยาวนานพิธีกรรมนี้ไม่ได้เป็นพิธีที่จัดทำขึ้นมาเพื่อทำความเคารพแก่บรรพบุรุษแค่เพียงอย่างเดียว พิธีกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนโดยมีตัวพิธีกรรมเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ที่มา ธันวดี สุขประเสริฐ. ฟ้อนผีมดผีเม็ง. https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=11ที่มารูปภาพ https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=11

พระราชชายา“เจ้าดารารัศมี”ผู้นำการอนุรักษ์ “แต่ง-หย้อง” การแต่งกายที่นิยมของชาวล้านนาในสมัยรัชกาลที่ 5-7

“แต่ง-หย้อง” ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถือได้ว่าอยู่ในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 ถึง ราชกาลที่ 7 ซึ่งในขณะนั้นล้านนาได้มีการติดต่อกับกรุงเทพฯ ในฐานะประเทศราช ซึ่งยังได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศคืออังกฤษซึ่งครอบครองพม่าขณะนั้น และได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับเชียงใหม่ ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาด้วย ทำให้วัฒนธรรมการแต่งกายของล้านนาสมัยนั้นมีการผสมผสานกันไป แต่ส่วนใหญ่ชาวล้านนายังคงยึดรูปแบบการแต่งการประจำท้องถิ่นไว้เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะพระราชชายาดารารัศมี ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำการอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวล้านนาไว้ โดยให้เจ้านาย และเหล่าข้าราชบริพารในวังแต่งกายแบบพื้นเมืองทั้งหมดรวมทั้งพระองค์ท่านด้วย การแต่งกายของชายชายล้านนาแต่ก่อน“นุ่งผ้าต้อย” คือใช้ผ้าฝ้ายทอมือสีพื้น หรือใช้ผ้า “ตาโก้ง” ลายตารางสีดำสลับขาว ทำเป็นผ้านุ่งจับรวมตรงเอว ส่วนชายอีกด้านดึงเหน็บไว้ด้านหลังคล้ายโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ แต่จะใช้ผ้าฝ้ายพาดไหล่ หรือใช้ห่มยามที่อากาศหนาวต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มนิยมสวมเสื้อและกางเกง ลักษณะเสื้อจะเป็นผ้าฝ้ายคอกลมผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก หรืออาจเป็นเสื้อผ่าครึ่งอกติด “ม่ะต่อมหอย 2 เม็ด” (กระดุมหอย) แขนสั้นหรือแขนยาวสีเสื้อจะเป็นสีของเปลือกฝ้าย คือสีขาวตุ่น ๆ บางครั้งจะมีการย้อมคราม ซึ่งเรียกว่า “หม้อห้อม” ส่วนกางเกงจะมีลักษณะกางเกงจีน ซึ่งมีทั้งขาสั้น (ยาวครึ่งหน้าแข้ง) และขายาวถึงข้อเท้า เรียกว่า “เดี่ยวสะดอ” ตัดด้วยผ้าฝ้ายทอมือเช่นกัน รูปแบบการแต่งกายจะเหมือนกันเพียงแต่เจ้านายหรือผู้มีอัน จะกินซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ก็จะใช้วัสดุที่มีราคาสูงและคุณภาพดีกว่า อาจใช้เส้นใยที่ทอจากต่าง […]

1 2 3 4 5 6 43