53

ม.พายัพจัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy 

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ ร่วมกับมูลนิธิเชียงใหม่ซีเอดี สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ จัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy มหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 20.00 น. โดยภายในงานมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาร่วมเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก . ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ “พ่อหนาน ดำรงค์ ชัยเพ็ชร์” , กิจกรรม Worlshop การทำคลองตึ่งโนง ปี่แน และการปรับแต่งเสียงฆ้อง , การจัดกาดหมั้วครัวฮอมตลอดทั้งวัน รวมไปทั้งการแสดงการขับซอ ภายในงาน . ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่การประกวดแข่งขันการแสดงวงกลองตึ่งโนง ชิงรางวัลมูลค่ารวม 75,000 บาท โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆเข้าร่วมการประกวดจำนวนมาก รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อกลองตึ่งโนง  . จากนั้นช่วงค่ำจะเป็นพิธีเปิดป้ายศูนย์ศิลปวัฒนธรรม […]

เชียงใหม่จัดงานเสวนา “ฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง”

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่วังท่าเจดีย์กิ่ว (สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่เดิม) นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเสวนาฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง เปิดบ้านเรียนรู้ เชื่อมผู้คน ฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์:Opening Learning Houses,Connecting People,Revitailzing Craft Districts ภายในงาน “วังท่าเจดีย์กิ่ว ศรีนครา ดาราฯนิวาส“. ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ดร.อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์สัมพันธ์ มทร.ล้านนา, รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนงานและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก . นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเราพูดถึงเมืองเชียงใหม่ […]

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

ส่องความงาม”ดอกโคม”ประดับถนนในเชียงใหม่

ดอกโคม หรือ เฟื่องฟ้า (Bougainvillea) เป็นพืชไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และสีสันของดอกไม้ ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในการใช้ประดับตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สวนหรือระเบียงบ้าน ลำต้นและกิ่งของดอกโคมมีหนามแหลม เพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์ที่อาจทำลายแต่ด้วยลักษณะการเจริญเติบโตที่เป็นไม้เลื้อย จึงสามารถใช้เพิ่มความสวยงามในพื้นที่ที่ต้องการการปกคลุมหรือมีการยึดเกาะได้ดี ดอกโคมมีสีสันหลากหลาย ซึ่งเกิดจากสีของใบประดับที่ห่อหุ้มดอกจริงที่มักจะมีขนาดเล็กมาก โดยสีของใบประดับอาจมีตั้งแต่สีแดง ม่วง ชมพู ส้ม เหลืองหรือแม้กระทั่งสีขาว ซึ่งทำให้ดอกโคมกลายเป็นพืชที่สามารถปรับเข้ากับการตกแต่งในสไตล์ต่าง ๆ ได้ง่าย โดยดอกมักจะออกเป็นช่อที่มีจำนวนมาก ลักษณะของดอกโคมที่สำคัญคือ กลีบรวมจะเป็นหลอดแคบ ๆ คอดตรงกลาง ซึ่งจะติดอยู่บนใบประดับแต่ละใบโดยปลายหลอดแผ่ออกและภายในกลับเป็นสีครีมหรือสีเนื้อ เมื่อบานเต็มที่ดอกโคมจะมีลักษณะคล้ายกับกระเช้าหรือโคมไฟ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ดอกโคม” นอกจากนี้ เฟื่องฟ้ายังมีลักษณะการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว จึงมักนำไปใช้ในการสร้างรั้วหรือแนวขอบของพื้นที่ต่าง ๆ รูปภาพและแหล่งข้อมูลหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/39686-%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A1

มรดกศิลปะการแสดงล้านนา “ฟ้อนเงี้ยว”

ในวงการศิลปะการแสดงของภาคเหนือ “ฟ้อนเงี้ยว” หรือที่รู้จักในชื่อ “ฟ้อนเงี้ยวเมือง” ถือเป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงที่มีเอกลักษณ์และความงดงามสูงสุด เป็นการฟ้อนรำที่ได้รับอิทธิพลจากชาวไทยใหญ่ หรือ “เงี้ยว” ซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐฉานของประเทศเมียนมา การแสดงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการดำรงอยู่ของฟ้อนเงี้ยวจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเงี้ยวเป็นศิลปะการแสดงที่มีการใช้ท่ารำที่สวยงามและมีชีวิตชีวา ซึ่งมักใช้ในการเฉลิมฉลองงานบุญ งานประเพณี และเทศกาลต่าง ๆ ของชาวล้านนา ด้วยลีลาท่ารำที่นุ่มนวลและความสนุกสนานในการแสดง ฟ้อนเงี้ยวจึงกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวล้านนา ทั้งในเชียงใหม่และทั่วภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม ฟ้อนเงี้ยวในรูปแบบที่เราเห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความประณีตมากขึ้นจากพระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะการแสดงล้านนาให้คงอยู่ และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงฟ้อนเงี้ยวให้เป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยยังคงรักษาท่ารำดั้งเดิมเอาไว้ พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ประกอบใหม่ ๆ จากนาฏศิลป์ไทยเพื่อเพิ่มความงดงามยิ่งขึ้น ต้นกำเนิดของฟ้อนเงี้ยว จากการละเล่นพื้นบ้านสู่ศิลปะการแสดงล้านนาฟ้อนเงี้ยวมาจากการฟ้อนเล่นของชาวไทใหญ่ หรือ “เงี้ยว” ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในรัฐฉานของเมียนมา รวมทั้งในภาคเหนือของประเทศไทย การฟ้อนรำนี้เริ่มต้นจากการแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานบุญปอยหลวง หรือการแห่ครัวทาน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ชุมชนจะได้มาร่วมกันเฉลิมฉลองและแสดงออกถึงความเป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวาและขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ ในช่วงแรก การฟ้อนเงี้ยวเป็นการแสดงที่จัดโดยผู้ชายเป็นหลัก ท่าทางการรำกระฉับกระเฉงและเต็มไปด้วยพลัง ในลักษณะที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวาและความแข็งแกร่งของเพศชาย แต่เมื่อฟ้อนเงี้ยวเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น การนำผู้หญิงเข้ามาร่วมแสดงก็ได้เพิ่มความอ่อนช้อยและสวยงามให้กับการแสดงนี้มากยิ่งขึ้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ผู้ให้กำเนิดฟ้อนเงี้ยวเมือง […]

ประเพณีไข่แดง “ขึ่มสึ ขึ่มมี๊อ่าเผ่ว” การต้อนรับปีใหม่ของชาวอาข่า

ประเพณีไข่แดงหรือ “ขึ่มสึ ขึ่มมี๊อ่าเผ่ว” เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นโดยชาวอาข่าในช่วงกลางเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับเดือนอาข่า หรือที่เรียกว่า “ขึ่มสึ บาลา” โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษและการต้อนรับชีวิตใหม่ที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปีพิธีกรรมนี้เริ่มต้นเมื่อดวงจันทร์ขึ้นในคืนวันที่ 1 ค่ำ ซึ่งชาวอาข่าจะเรียกพิธีนี้ว่า “ลาเด๊ะ ถี่หยะ” และจะมีการเริ่มประกอบพิธีใหม่ที่เรียกว่า “ขึ่มสึ อาเผ่ว” ซึ่งหมายถึง พิธีต้อนรับปีใหม่และการต้อนรับสิ่งมีชีวิตใหม่ทุกชนิดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ในพิธีนี้ ชาวอาข่าจะใช้ไข่ในการประกอบพิธีกรรม โดยการย้อมเปลือกไข่ให้เป็นสีแดง เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับปีใหม่และชีวิตใหม่ในโลกนี้ เด็กๆ จะมีการเล่นชนไข่ โดยการห้อยไข่ที่ย้อมสีแดงในตะกร้าแล้วโยนไปมา เพื่อความสนุกสนานและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ที่มีความสำคัญในสังคมอาข่า ความหมายทางวัฒนธรรมและการปกครองหลังจากการจัดพิธี “ขึ่มสึ อาเผ่ว” ที่ต้อนรับปีใหม่และชีวิตใหม่แล้ว จะมีการประกอบพิธีต่อไปในช่วงต่อมาที่เรียกว่า “ขึ่มมี่ อาเผ่ว” ซึ่งเป็นพิธีที่เฉลิมฉลองปีใหม่และตำแหน่งผู้นำทางวัฒนธรรมและการปกครองของชุมชน ชาวอาข่าจะให้ความสำคัญกับผู้นำที่มีชื่อว่า “โจ่วมา” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมและการปกครอง รวมทั้งการจัดการประชุมปรึกษาหารือกับหมอสวดพิธีกรรมที่เรียกว่า “พี้มา” ซึ่งจะช่วยในการวางแผนและปรึกษาเรื่องการปกครองและการรักษาความเป็นระเบียบในชุมชนตามหลักการและกฎจารีตที่ชนเผ่าของตนเองนับถือประเพณีไข่แดง หรือ “ขึ่มสึ ขึ่มมี๊อ่าเผ่ว” เป็นประเพณีที่สะท้อนถึงความเชื่อและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของชนเผ่าอาข่า ผ่านการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ในการต้อนรับปีใหม่และชีวิตใหม่ ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างชุมชนและธรรมชาติ รวมทั้งการยึดมั่นในความเชื่อและการปฏิบัติตามกฎจารีตที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ด้วยการร่วมกันจัดพิธีและกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความสนุกสนาน แต่ยังสะท้อนถึงการรักษาวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน ที่มา : https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=168&code_db=610004&code_type=01 […]

“กลองแอว” เสียงก้องแห่งล้านนา มรดกดนตรีที่สืบทอดศรัทธาและประเพณี

ในดินแดนล้านนา ซึ่งอุดมไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงาม มีเครื่องดนตรีโบราณที่เป็นเสมือนเสียงแห่งศรัทธาและความเป็นอัตลักษณ์ของผู้คน กลองแอว คือหนึ่งในเครื่องดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในประเพณีและวิถีชีวิตของชาวล้านนามาอย่างยาวนาน เสียงของกลองแอวไม่ได้เป็นเพียงแค่จังหวะดนตรี หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ ความร่วมมือกันของชุมชน และเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น กลองแอว หรือที่รู้จักในชื่ออื่น ๆ เช่น กลองตึ่งนง กลองตึ่งโนง กลองเปิ้ง หรือกลองตกเส้ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ขึงด้วยหนังหน้าเดียว โดยได้รับอิทธิพลจากพม่าและชนชาติไทใหญ่ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมดนตรีที่คล้ายคลึงกันกับชาวล้านนา กลองแอวเป็นกลองที่นิยมใช้ในงานบุญ งานแห่ และพิธีกรรมต่าง ๆ ของวัด โดยเฉพาะในขบวนแห่ครัวทาน ปอยหลวง หรือการบวชลูกแก้ว ที่มักจะมีการตีประกอบจังหวะเพื่อสร้างบรรยากาศให้ขับเคลื่อนไปตามประเพณี ลักษณะของกลองแอวมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โครงสร้างของกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ หรือไม้แดง ซึ่งเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงและให้เสียงกังวาน หน้ากลองทำจากหนังสัตว์ขึงด้วยเชือกหรือหวายเพื่อความตึงแน่น ขณะที่กลางตัวกลองจะมีลักษณะคอดคล้ายกับสะเอว จึงเป็นที่มาของชื่อ “กลองแอว” คำว่า “แอว” ในภาษาพื้นเมืองเหนือหมายถึงสะเอว ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่ากลองแอวอาจหมายถึงกลองที่มีรูปร่างเหมือนสะเอว หรืออาจหมายถึงกลองที่ใช้สะพายพาดสะเอวเวลาตี ในบางพื้นที่ เช่น ที่ตำบลทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ มีกลองแอวที่มีขนาดเล็กลงจากกลองแอวทั่วไป มีความยาวเพียง 90 เซนติเมตร ซึ่งสามารถใช้สะพายเข้าสะเอวได้โดยตรง เวลาบรรเลงมักเล่นร่วมกับกลองตะหลดปดและฆ้อง […]

“ดอกคำปูจู้” พืชพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความหมาย

ดอกคำปูจู้ เป็นไม้ล้มลุกที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งพบได้ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ดอกคำปูจู้มีลักษณะเด่นที่ดอกสีเหลืองหรือส้มที่สวยงาม ซึ่งมักจะบานในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ดอกจะออกเป็นช่อกระจุกเดี่ยวที่ปลายยอด มีลักษณะของริ้วประดับที่เชื่อมกันเป็นรูประฆัง ปลายจักเป็นซี่ฟัน ดอกวงนอกจะกลับดอกเป็นรูปรางน้ำ โคนเป็นหลอดเล็กและปลายแผ่เป็นรูปไข่กลับ ดอกวงในมักจะเป็นหลอดและปลายจักเป็น 5 ซี่ บางพันธุ์กลีบดอกทั้งหมดอาจจะมีลักษณะเป็นรูปรางน้ำ ความงามของดอกคำปูจู้ไม่ได้เพียงแต่สวยงามภายนอก แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือมักจะใช้ดอกคำปูจู้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น การบูชาพระ การทำบุญ หรือแม้แต่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ดอกคำปูจู้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความเจริญรุ่งเรือง และการขอพรให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญในปีใหม่ไทย ดอกคำปูจู้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งดอกคำปูจู้มักจะบานในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของดอกไม้ชนิดนี้ในช่วงเทศกาลต่างๆ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการอนุรักษ์และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นหลัง ดอกคำปูจู้จึงไม่เพียงแค่เป็นดอกไม้ที่สวยงาม แต่ยังมีความสำคัญในหลายด้านทั้งทางวัฒนธรรม การแพทย์สมุนไพร และการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ซึ่งทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดอกคำปูจู้ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชนและส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เชียงใหม่ https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/39007-%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B9%89

“แฮกนา” พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องทุ่ง สายใยแห่งศรัทธา

ท่ามกลางสายลมแห่งฤดูกาลที่พัดผ่านท้องทุ่งเขียวขจีของภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติยังคงดำรงไว้ซึ่งประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ หนึ่งในนั้นคือ “ประเพณีแฮกนา” หรือพิธีกรรมแห่งการลงไถครั้งแรกของฤดูกาลทำนา ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงภูมิปัญญาการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงจิตวิญญาณของชาวนากับธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนดินอันเป็นแหล่งผลิตอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ประเพณีแฮกนาเป็นพิธีกรรมที่มีรากเหง้ามาจากความเชื่อโบราณซึ่งผสมผสานทั้งศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน มีความเกี่ยวข้องกับพระแม่โพสพ เทพแห่งข้าว และพญานาคผู้เป็นสัญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ ความเชื่อเหล่านี้ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะในล้านนาและอีสาน ซึ่งเป็นดินแดนที่น้ำจากฝนฟ้าและสายน้ำคือปัจจัยสำคัญในการปลูกข้าว การเริ่มต้นทำนาของชาวนาไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางเกษตรกรรมเท่านั้น แต่เป็นพิธีกรรมที่ต้องอาศัยฤกษ์ยามและพิธีเซ่นไหว้ เพื่อขอพรให้การเพาะปลูกตลอดปีเป็นไปอย่างราบรื่น ไร้พิบัติภัย และได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ประเพณีแฮกนาจึงเป็นมากกว่าการลงมือทำไร่ไถนา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ พิธีกรรมแห่งแฮกนา เส้นทางแห่งมงคลตั้งแต่แรกไถจนถึงวันเก็บเกี่ยวประเพณีแฮกนาไม่ได้มีเพียงแค่การลงไถครั้งแรกเท่านั้น แต่ครอบคลุมตลอดกระบวนการปลูกข้าว ตั้งแต่การไถ การหว่านกล้า การถอนกล้า การปักดำ การดูแลรักษา ไปจนถึงวันเก็บเกี่ยว แต่ละขั้นตอนล้วนแฝงไว้ด้วยความหมายทางจิตวิญญาณและความเชื่อที่ลึกซึ้ง แฮกไถ สายสัมพันธ์แห่งดินและพญานาคการเริ่มต้นฤดูกาลทำนาจะต้องทำพิธี “แฮกไถ” หรือการลงไถครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ชาวนาต้องให้ความเคารพต่อพญานาค เพราะตามความเชื่อโบราณ พญานาคเป็นผู้ปกปักรักษาแหล่งน้ำและผืนดิน การไถนาเปรียบเสมือนการกรีดร่างของพญานาคลงบนผืนแผ่นดิน ดังนั้นชาวนาจะต้องคำนึงถึงทิศที่พญานาคหันหัวไปในปีนั้น และหลีกเลี่ยงการไถทวนหรือย้อนเกล็ดพญานาค มิฉะนั้นอาจเกิดอัปมงคล เช่น ไถหัก วัวควายตื่นตกใจ หรือผลผลิตไม่อุดมสมบูรณ์ หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “แฮกหว่าน” หรือการหว่านเมล็ดข้าวลงบนพื้นนา การหว่านข้าวไม่ได้ทำไปอย่างไร้ทิศทาง แต่ต้องเลือกวันมงคลในการหว่าน โดยถือเคล็ดให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้วหลับตาหว่านเมล็ดข้าวจำนวนหนึ่งก่อน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าศัตรูพืชจะมองไม่เห็นเมล็ดข้าวที่หว่านไป […]

ย้อนวันวาน ภาพบรรยากาศประเพณีสงกรานต์จังหวัดเชียงใหม่

ประเพณีสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญและเต็มไปด้วยความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งในทุกๆ ปี ชาวเชียงใหม่ร่วมกันสืบสานประเพณีอันดีงามที่มีมาช้านาน โดยเฉพาะกิจกรรมที่สอดแทรกคุณค่าทางศาสนาและความสนุกสนานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ในช่วงสงกรานต์ของเชียงใหม่พิธีกรรมต่างๆจะเริ่มต้นจากการ รดน้ำดำหัว ซึ่งเป็นพิธีการที่ลูกหลานจะไปขอพรจากผู้สูงอายุ เพื่อแสดงความเคารพและขอพรให้มีความสุขและเจริญรุ่งเรืองในปีใหม่ไทย นอกจากนี้ยังมีการทำ ขบวนแห่สรงน้ำพระ ที่ผู้คนจากทุกสารทิศจะร่วมกันในขบวนแห่ที่สวยงาม โดยมีการตกแต่งขบวนด้วยธงตุงและดอกไม้เพื่อให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเคารพในพระพุทธศาสนา การ เล่นน้ำสงกรานต์ เป็นกิจกรรมที่ผู้คนรอคอยมากที่สุด โดยเฉพาะในเมืองเชียงใหม่ที่มีการสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานทั้งในถนนและตามจุดต่างๆ ทำให้เมืองเชียงใหม่เต็มไปด้วยความคึกคักและยิ้มแย้มแจ่มใสของทุกคน ทุกเพศทุกวัยต่างมาร่วมเล่นน้ำและสร้างความสุขให้กัน ในส่วนของการ ขนทรายเข้าวัดและก่อกองทราย ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่คนเชียงใหม่ให้ความสำคัญ การขนทรายเข้าวัดเพื่อทำการสะอาดและก่อกองทรายที่วัดเป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธศาสนาและเป็นการทำบุญในช่วงสงกรานต์ พร้อมกับการ ปักตุง ซึ่งเป็นการตกแต่งด้วยธงผ้าสีสันสดใสที่ประดับทั่วเมืองและวัดต่างๆ สื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและการเฉลิมฉลองในเทศกาลนี้ การ ถวายไม้ค้ำต้นโพธิ์ เป็นอีกหนึ่งพิธีที่แสดงถึงความศรัทธาและการเคารพในพระพุทธศาสนา และยังช่วยให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้รู้สึกถึงความเป็นมงคลในช่วงปีใหม่ไทย รูปภาพและแหล่งข้อมูล หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า เชียงใหม https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/34616

“พิธีตั้งขัน” มรดกศรัทธาและขนบธรรมเนียมแห่งล้านนา

เมื่อเอ่ยถึงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของชาวล้านนา “พิธีตั้งขัน” เป็นหนึ่งในประเพณีที่มีความสำคัญและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์ของการเคารพบูชาครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเทวาที่คุ้มครองปกปักรักษาผู้คนในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การเริ่มต้นก่อสร้างบ้านเรือน ไปจนถึงพิธีกรรมสำคัญในวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืออวมงคล การตั้งขันไม่ใช่เพียงแค่การจัดเตรียมสิ่งของเพื่อบูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นพิธีกรรมที่มีความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับความเชื่อและจิตวิญญาณของชาวล้านนา ขันตั้ง หรือ ขันครู เป็นเครื่องสักการะที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความเคารพและขอพรจากครูบาอาจารย์ เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้พิธีกรรมต่างๆ เป็นไปโดยราบรื่น ปราศจากอุปสรรค และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้กระทำพิธี ในอดีต เมื่อช่างไม้หรือสล่าจะเริ่มต้นปลูกสร้างบ้าน ช่างจะต้องทำพิธีตั้งขันขึ้นเพื่อเป็นการขออนุญาตจากครูช่างหรือเทพผู้ดูแลสถานที่ โดยขันตั้งนี้จะประกอบไปด้วยสวยหมาก 12 สวยพลู 12 สวยดอก 12 ข้าวเปลือกหมื่นข้าวสารพัน หมาก 1 หัว พลู 1 มัด ผ้าขาว ผ้าแดง เหล้า 1 ขวด และเงินจำนวนหนึ่ง สิ่งของเหล่านี้จะถูกจัดวางไว้ในภาชนะ เช่น กะละมัง หรือโอขนาดใหญ่ แล้วนำไปแขวนไว้ที่เรือนพักของเจ้าของบ้าน หลังจากเสร็จพิธีแล้ว เชื่อกันว่าการก่อสร้างบ้านจะเป็นไปโดยราบรื่น ไม่มีอุปสรรค ขันตั้งในพิธีกรรมล้านนามีหลายประเภท และสามารถปรับเปลี่ยนตามจุดประสงค์ของแต่ละพิธีกรรมได้ สิ่งของที่ใช้ในขันตั้งจะแตกต่างกันออกไปตามระดับของพิธีและฐานะของผู้ประกอบพิธี แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีดอกไม้ […]

“พระเจ้าเก้าตื้อ” พระพุทธรูปสำริดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบของ วัดบุปผาราม หรือที่รู้จักกันในนาม วัดสวนดอก ในจังหวัดเชียงใหม่ ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปสำริดขนาดมหึมาที่รู้จักกันในชื่อ “พระเจ้าเก้าตื้อ” ไม่เพียงแต่เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดของศิลปะล้านนา หากแต่ยังเป็นพยานแห่งศรัทธาอันแรงกล้าของกษัตริย์และประชาชนในยุคอดีตที่มีต่อพระพุทธศาสนา คำว่า “เก้าตื้อ” สะท้อนถึงขนาดและน้ำหนักอันมหาศาลขององค์พระพุทธรูป คำว่า “ตื้อ” เป็นหน่วยชั่งน้ำหนักของล้านนาโบราณ ซึ่ง 1 ตื้อ มีน้ำหนักประมาณ 1,000-1,200 กิโลกรัม ดังนั้นพระเจ้าเก้าตื้อจึงหมายถึง พระพุทธรูปที่มีน้ำหนักถึง 9 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะบริสุทธิ์ที่หนักและมั่นคงที่สุดในประวัติศาสตร์ล้านนา การสร้างพระเจ้าเก้าตื้อเกิดขึ้นในสมัยของ พระเมืองแก้ว หรือ พระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างแข็งขัน และทรงมีพระราชประสงค์ให้หล่อพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อันเป็นวัดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ การหล่อพระเจ้าเก้าตื้อเริ่มขึ้นเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ ปีชวดฉอศก จุลศักราช 866 (พ.ศ. 2047) และเสร็จสมบูรณ์ในปีถัดมา พ.ศ. 2048 อย่างไรก็ตาม เมื่อการหล่อเสร็จสิ้น ปรากฏว่าองค์พระมีขนาดใหญ่มากและมีน้ำหนักมหาศาลจนไม่สามารถชะลอหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในเมืองได้ […]

พระธาตุเบ็งสกัด มรดกศรัทธาแห่งเมืองปัว อายุกว่า 700 ปี

ศูนย์กลางแห่งความศรัทธาและประวัติศาสตร์วัดพระธาตุเบ็งสกัด ตั้งอยู่ในเขตบ้านแก้ม ตำบลวรนคร อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพญาภูคา ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถือเป็นศูนย์กลางของชุมชนโบราณ และเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมืองปัวมายาวนาน สิ่งสำคัญที่โดดเด่นของวัดคือ พระธาตุเบ็งสกัด องค์พระเจดีย์เก่าแก่ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีอายุกว่า 700 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ตำนานและที่มาของชื่อพระธาตุเบ็งสกัดชื่อ “เบ็งสกัด” มีที่มาจากปรากฏการณ์ลี้ลับที่เกิดขึ้นบริเวณบ่อดินแห่งหนึ่งในอดีต เมื่อผู้คนใช้ไม้แหย่ลงไปในบ่อ แต่ไม้กลับขาดเป็นท่อน ๆ ราวกับถูกอะไรบางอย่างกัดให้ขาด อีกทั้งยังมีแสงเรืองรองเกิดขึ้นในช่วงเฉลิมฉลอง ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า “เบ็งสกัด” ซึ่งหมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าองค์พระธาตุและพระวิหารของวัดพระธาตุเบ็งสกัดสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 1826 โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะพื้นบ้านของชาวไทลื้อและล้านช้าง วิหารของวัดมีลักษณะเป็น ทรงเตี้ยแจ้ หรือ ทรงตะคุ่ม ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของชาวไทลื้อ โดดเด่นด้วยหลังคาสองชั้น มุงด้วยแป้นเกล็ดไม้สักทอง ซุ้มประตูเป็นศิลปะแบบล้านช้างอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ องค์พระประธานภายในวิหารแกะสลักขึ้นตามศิลปะแบบพื้นบ้าน ประดิษฐานบนฐานชุกชี ด้านหลังองค์พระติดกระจกเงาตามความเชื่อของชาวไทลื้อที่ว่า กระจกจะช่วยสะท้อนแสงธรรมและนำพาความเป็นสิริมงคลมาสู่ผู้ที่มากราบไหว้ ส่วนบานประตูไม้จำหลักได้รับการแกะสลักอย่างงดงามตามสไตล์ศิลปะพื้นเมืองน่าน บทบาททางศาสนาและความสำคัญต่อชุมชนวัดพระธาตุเบ็งสกัดไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนในเขตเมืองปัวมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านใช้ในการสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีพื้นเมือง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ประเพณีขึ้นพระธาตุเบ็งสกัด ซึ่งเป็นงานบุญประจำปีที่มีการสรงน้ำพระธาตุ ฟังเทศน์ […]

ย้อยรอยความงดงามวัดจองคำและวัดจองกลาง แม่ฮ่องสอน

วัดจองคำ วัดจองกลาง วัดฝาแฝดที่สร้างขึ้นเป็นวัดแห่งแรกของจังหวัดแม่อ่องสอน ตั้งอยู่บริเวณหนองจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน โดยมีการประกาศรวมวัดทั้งสองเข้าด้วยกัน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2517 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลกรมการศาสนาในช่วงเวลานั้น วัดจองคำสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2370 โดยพญาสิงหนาทราชาและเจ้านางเมี้ยะได้รับพระราชทานให้เป็นพระรามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทใหญ่ ภายในวัดมีองค์พระเจดีย์สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2458 ความสูง 32 ศอก ฐานสี่เหลี่ยมมีมุข 4 ด้าน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานพระพุทธรูป และมีสิงห์ประดับอยู่ด้านละหนึ่งตัว และมีวิหารหลวงพ่อโต รูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทใหญ่กับตะวันตก ภายในประดิษฐานหลวงพ่อโต สร้างโดยช่างชาวพม่า ซึ่งจำลองแบบพระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) จากวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร ตัววิหารก่ออิฐฉาบปูน ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นรูปทรงโค้ง หลังคามุงด้วยสังกะสี เชิงชายมีฉลุลูกไม้แบบขนมปังขิงที่นิยมสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก วัดจองกลางเดิมเป็นศาลาการเปรียญที่ชาวบ้านสร้างถวายให้แก่พระภิกษุชาวพม่าที่มาร่วมงานศพเจ้าอาวาสวัดจองใหม่ ด้วยความศรัทธาชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ประจำศาลาต่อ จนเกิดเป็นวัดจองกลางขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยมีพิพิธภัณฑสถานวัดจองกลาง ซึ่งจัดแสดงวัตถุโบราณจำนวนมาก […]

อนุสาวรีย์เมืองเชียงใหม่ “ประตูท่าแพ” ในยุคใหม่ของเมืองเก่า

เมืองเชียงใหม่ เมืองเก่าอายุเกือบ 700 ปี เคยรุ่งเรืองด้วยกำแพงเมืองและประตูเมืองโบราณอันงดงาม ในอดีต ประตูท่าแพซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเวียงเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในประตูเมืองชั้นในที่สำคัญ เมื่อสมัยโบราณ ประตูเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการขนส่งรถยนต์หรือการจราจรในสมัยปัจจุบัน แต่เป็นจุดรับรู้ความเป็นตัวตนของเมือง เกิดขึ้นเพื่อเป็นแนวป้องกันและเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเกียรติยศและอารยธรรมของชาวเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อปี พ.ศ. 2503 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ดำเนินการรื้อถอนประตูเมืองเดิมลงเพื่อขยายถนนสู่ความสะดวกสบายของการขนส่งในยุคใหม่ และสร้างหลักประตูสองข้างขึ้นมาใหม่แทนที่ ประตูท่าแพในสมัยนั้นจึงกลายเป็น “ประตูเทียม” ที่ไม่อาจสอดคล้องกับความงดงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของประตูเมืองโบราณได้เต็มที่ จากนั้นจึงมีความพยายามที่จะรื้อถอนประตูเทียมนี้ออกและสร้าง “ประตูจริง” ขึ้นใหม่ โดยใช้หลักฐานทางโบราณคดีและภาพถ่ายเก่าที่มีอายุเกือบ 100 ปีเป็นแนวทางในการออกแบบ เพื่อให้ประตูที่สร้างขึ้นใหม่สามารถบอกเล่าอดีตอันยิ่งใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ได้อย่างแท้จริง การสร้างประตูใหม่ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อให้เป็นอนุสาวรีย์แห่งอดีตเท่านั้น แต่ยังมีเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์และถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แม้ในยุคที่กำแพงเมืองและประตูเมืองโบราณนั้นได้สูญเสียหน้าที่ทางสังคมไปแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีความหมายและเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำของประชาชน ที่บอกเล่าเรื่องราวการปกครอง การต่อสู้ และความเป็นอาณาจักรที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ถนนท่าแพที่ทอดยาวตามริมฝั่งแม่น้ำปิงก็เป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ แม้สภาพการขนส่งและการสัญจรในยุคปัจจุบันจะเปลี่ยนไปจากอดีตมาก แต่ถนนท่าแพยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการค้าขายและการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชุมชนโดยรอบ ที่ซึ่งความเป็นเมืองเก่าและวิถีชีวิตชาวบ้านยังคงปรากฏอยู่ในทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าดั้งเดิม ร้านนานาชาติ หรือแม้แต่การตกปลาบนคูเมืองที่ยังคงรักษาความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติไว้ แนวคิดในการสร้างประตูและกำแพงเมืองใหม่นี้ จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงเพื่อรองรับการจราจรสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการรื้อฟื้นและนำสิ่งที่มีค่าทางประวัติศาสตร์กลับมาเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอีกด้วย ซึ่งในที่สุดแล้ว อนุสาวรีย์ประตูท่าแพและถนนท่าแพกลายเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างเดินทางมาเยี่ยมชม เพื่อสัมผัสกับความเป็นเมืองเก่าและรับรู้เรื่องราวแห่งอดีตที่ยังคงถ่ายทอดผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมและบรรยากาศแห่งความศรัทธาของชาวเชียงใหม่ ประตูท่าแพและถนนท่าแพจึงไม่เพียงแต่เป็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบัน ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมล้านนาที่ไม่เคยหายไป แม้จะต้องปรับตัวตามยุคสมัยไปอย่างต่อเนื่องก็ตาม ที่มา: https://www.silpa-mag.com/history/article_88550 […]

1 2 3 4 5 6 42