“แต่ง-หย้อง” ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถือได้ว่าอยู่ในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 ถึง ราชกาลที่ 7 ซึ่งในขณะนั้นล้านนาได้มีการติดต่อกับกรุงเทพฯ ในฐานะประเทศราช ซึ่งยังได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศคืออังกฤษซึ่งครอบครองพม่าขณะนั้น และได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับเชียงใหม่ ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาด้วย ทำให้วัฒนธรรมการแต่งกายของล้านนาสมัยนั้นมีการผสมผสานกันไป แต่ส่วนใหญ่ชาวล้านนายังคงยึดรูปแบบการแต่งการประจำท้องถิ่นไว้เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะพระราชชายาดารารัศมี ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำการอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวล้านนาไว้ โดยให้เจ้านาย และเหล่าข้าราชบริพารในวังแต่งกายแบบพื้นเมืองทั้งหมดรวมทั้งพระองค์ท่านด้วย

การแต่งกายของชาย
ชายล้านนาแต่ก่อน“นุ่งผ้าต้อย” คือใช้ผ้าฝ้ายทอมือสีพื้น หรือใช้ผ้า “ตาโก้ง” ลายตารางสีดำสลับขาว ทำเป็นผ้านุ่งจับรวมตรงเอว ส่วนชายอีกด้านดึงเหน็บไว้ด้านหลังคล้ายโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ แต่จะใช้ผ้าฝ้ายพาดไหล่ หรือใช้ห่มยามที่อากาศหนาว
ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มนิยมสวมเสื้อและกางเกง ลักษณะเสื้อจะเป็นผ้าฝ้ายคอกลมผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก หรืออาจเป็นเสื้อผ่าครึ่งอกติด “ม่ะต่อมหอย 2 เม็ด” (กระดุมหอย) แขนสั้นหรือแขนยาวสีเสื้อจะเป็นสีของเปลือกฝ้าย คือสีขาวตุ่น ๆ บางครั้งจะมีการย้อมคราม ซึ่งเรียกว่า “หม้อห้อม” ส่วนกางเกงจะมีลักษณะกางเกงจีน ซึ่งมีทั้งขาสั้น (ยาวครึ่งหน้าแข้ง) และขายาวถึงข้อเท้า เรียกว่า “เดี่ยวสะดอ” ตัดด้วยผ้าฝ้ายทอมือเช่นกัน รูปแบบการแต่งกายจะเหมือนกันเพียงแต่เจ้านายหรือผู้มีอัน จะกินซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ก็จะใช้วัสดุที่มีราคาสูงและคุณภาพดีกว่า อาจใช้เส้นใยที่ทอจากต่าง ประเทศด้วย
สมัยรัชกาลที่ 6 ชายชาวเชียงใหม่เริ่มมีการนุ่งกางเกงแพรจีนสีต่า ๆ สวมเสื้อผ้าปานมัสลิน คอกลมผ่าครึ่งอก ติดมะต่อมหอย แขนต่อตำและต่อใต้แขนด้วยผ้าสี่เหลี่ยมเฉลียงระหว่างแขนกับตัวเสื้อ เพื่อให้สวมใส่สบาย เรียกว่า “เสื้อมิสสะกี” นอกจากนี้อาจเห็นเจ้านเายบางท่านสวมกางเกงย้ สวมเสื้อ มิสสะกี หรีอเสื้อผ้าไหมสีดำลักษณะคล้ายเสื้อกุยเฮง
สำหรับชุดพิธีการเฉพาะของเจ้านายที่จะใช้ในโอกาสพิเศษ จะนุ่งผ้าไหมโจงกระเบน ใส่เสื้อ แขนยาวคล้ายเสื้อพระราชทานในปัจจุบัน มีผ้าไหมคาดเอว ต่อมาได้มีการนิยมนุ่งผ้าม่วงสวมเสื้อ ราชปะแตน สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าคัทซูสีดำ เช่นเดียวกับทางกรุงเทพฯ ทรงผมจะเป็นทรงมหาดไทย ตัดเกรียนทั้งด้านข้าง และด้านหลังไว้ยาวเฉพาะตรงกลาง และหวีเสยไปด้านหลัง หรือทรงหลักแจว คือตัดเกรียนเช่นกันตรงกาลางไว้ยาวหวีแสกกลาง
การแต่งกายของหญิง
หญิงชาวล้านนาแเต่ก่อนจะนุ่งผ้า “ชิ้นตีนต่อ” ซึ่งเป็นชื่นลายขวางต่อเชิง และเอวด้วยผ้าฝ้าย สีดำกว้างประมาณฝ่ามือ ไม่สวมเสื้อแต่ใช้ผ้าผืนยาวคล้ายผ้าแถบพันรอบอ หรือคล้องคอเปลือยอกอาจ o พาดไปข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ หรือบางครังอาจพันแบบ “สะหว้ายแล่ง” คือพันเฉียงลำตัวแล้วพาดชาย ไปด้านหลัง ต่อมานิยมนุ่งผ้าชื่น II ตีนรวด ” ซึ่งเป็นชื่นลายขวางเช่นกัน แต่ทอต่อเชิงและเอวรวดไม่ต้อง นำมาเย็บต่อเช่นที่ผ่านมา และยังมีการนุ่งชิ้นเชิงที่มีลวดลายสลับสี ซึ่งก็เป็นที่นิยมกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากชาวบ้านส่วนมากจะะยึดถือรูปแบบการแต่งกาย ทรงผม จากเจ้านายเป็นแบบอย่าง
สำหรับเสื้อคิดว่ามีการนิยมทรงสวมใส่ในระยะต่อมาซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าทอมือสีขาวตุ่น รูปแบบเป็น เสื้อคอกลมผ่าหน้าตลอด หรือผ่าครึ่งอก ติดเชือก หรือติดมะต่อมแต็บ(กระดุมแป๊บ) กระบอกต่อแขนตำมีกระเป๋าด้านล่าง 2 ข้าง ซึ่งต่อมาพระราชชายายได้แก้ไขรูปแบบเพื่อให้เกิดความสวย งามโดยตีเกล็ดเสื้อหลังข้างละ 2 เกล็ด ซึ่งเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนผู้เต่าผู้แก่จะสวมเสื้อผ้าป่าน ขาวใช้ผ้าขาวพันสะหว้ายแหล้ง ใส่ชื่นตีนต่อ ในเวลาออกงานและสวมเสื้อคาอกระเช้าแบบคอกลมตํ่า เว้า แขนเย็บ 5 ตะเข็บ (ด้านหลังแยกเป็น 3 เกล็ด ) ซึ่งเป็นเสื้อพอดีตัวเวลาอยู่บ้าน
ทรงผมจะรวบผมเกล้ามวยไว้เหนือท้ายทอย ดึงผมด้านหนังตึงเรียบ เสียบมวยด้วยหย่อง โลหะ(เข็มเสียบผมรูปตัวยู ทำด้วยเส้นโลหะบิดเป็นเกลียวเล็ก ๆ)บางคนก็นิยมเกล้าแบบ “ซักหงีบ” คือด้าน หน้าดึงตึงเช่นกัน แต่ใช้นิ้วสอดสองข้างดึงผมตรงหงีบให้โป่งออกมาเล็กน้อย และต่อมา พระราชชายาฯได้นำทรงผมแบบญี่ปุ่นเข้ามา โดยเฉพาะเวลาที่มีการแต่งกายในโอกาสพิเศษจะเป็นที่นิยม มาก คือการเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย ผมตรงท้ายทอยอาจดึงตึงหรือโป่งก็ได้ ส่วนด้านหน้าจะใช้หมอน หนุนผมด้านหน้าให้สูงขึ้น ปักปิ่น หรือช่อไม้เงินหรือทอง ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะเหน็บเดอกไม้ เช่นลำดวน มะลิ ดอกเอื้อง เป็นต้น สำหรับการแต่งกายขอเงเจ้านายในโอกาสพิเศษ หรือเมื่อมีการเข้าเฝ้า จะสวมเสื้อลูกไม้ใส่ชื่น ไหมลายขวาง หรือชื่นทอปักลวดลายด้วยดิ้นเงินหรือทอง การแต่งกาย ระหว่างที่ประทับอยู่ ตำหนักในพระราชวัง พระราชชายาฯโปรดให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ไป จากนครเชียงไหม่แต่งกาายตามขนบธรรมเนียมประเพณีนิยมทางเหนือ กล่าวคือ โปรดให้นุ่งผ้าชื่นพื้นเมือง สวมใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสะไบเฉิเยง และไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวยแบบพื้นเมีเอง ไม่โปรดให้นุ่งโจงกระเบน และไว้ผมสั้นทรงดอกกระทุ่ม เช่น ชาววังทั้งหลาย
ที่มา https://www.finearts.go.th/storage/contents/file/aCXETJ506wW7jUtMK5QEqJjcHrfa5if2GvLV0Cjj.pdf
ที่มารูปภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ร่วมแสดงความคิดเห็น