แพทย์ มช.ไขทุกข้อสงสัยเรื่อง “พยาธิใบไม้ในตับ”

แพทย์ มช. ไขทุกข้อสงสัยเรื่อง “พยาธิใบไม้ตับ”
▪️ติดได้อย่างไร❓
▪️รักษาได้ไหม❓
▪️ป้องกันอย่างไร ❓

แม้หลายคนจะเคยได้ยินคำว่า “พยาธิใบไม้ตับ” แต่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเมื่อรับประทานยาถ่ายพยาธิแล้วจะไม่ติดเชื้ออีก ความจริงแล้วพยาธิใบไม้ตับยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่นิยมรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแบบดิบหรือปรุงไม่สุก ผู้ติดเชื้อพยาธิในร่างกายจำนวนน้อย มักไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีพยาธิอาศัยอยู่ในร่างกาย หากปล่อยให้ติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่พบได้ในประเทศไทย ดังนั้นการรู้เท่าทันสาเหตุ การติดเชื้อ การตรวจวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพของตนเอง

❓พยาธิใบไม้ตับคืออะไร
พยาธิใบไม้ตับที่พบในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opisthorchis viverrini (โอพิสทอร์คิส วิเวอร์รินี) เป็นพยาธิรูปร่างแบนคล้ายใบหอก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ภายในท่อน้ำดีของตับ ทั้งในคน สุนัข และแมว พยาธิชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี โดยเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานาน

❓พยาธิใบไม้ตับติดต่อสู่คนได้อย่างไร
การติดเชื้อเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดประเภทปลาเกล็ดขาวที่ปรุงไม่สุกหรือรับประทานดิบ เช่น ก้อยปลา ปลาส้ม ปลาเจ่า ปลาจ่อม และปลาร้า ตัวอ่อนของพยาธิที่เรียกว่า “เมตาเซอร์คาเรีย” มีขนาดเล็กมาก เกาะติดอยู่บริเวณเกล็ดปลา ครีบ และเนื้อปลา ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้ว่าปลาที่รับประทานมีการปนเปื้อนพยาธิหรือไม่

❓ปลาชนิดใดเสี่ยงพบพยาธิใบไม้ตับ
ปลาน้ำจืดหลายชนิดสามารถเป็นแหล่งของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ ได้แก่

  • ปลาไส้ตันตาแดง
  • ปลาไส้ตันตาขาว
  • ปลาตะเพียนขาว
  • ปลากระสูบจุด
  • ปลาสร้อยขาว
  • ปลาหนามหลัง
  • ปลาพรมหัวเหม็น

นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อในปลาน้ำจืดจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
พื้นที่ใดพบการติดเชื้อมากที่สุด ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยบางจังหวัดมีความชุกของโรคสูงถึงประมาณร้อยละ 6 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุกเป็นสำคัญ ดังนั้น ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ใด หากยังมีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้

❓ผู้ติดเชื้อจะมีอาการหรือไม่
ผู้ที่มีพยาธิจำนวนน้อยมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ

แต่หากมีพยาธิจำนวนมาก อาจเกิดการอักเสบและความผิดปกติของท่อน้ำดีและตับ ส่งผลให้มีอาการ เช่น

  • อาหารไม่ย่อย
  • ปวดท้อง
  • ตัวเหลือง
  • ตาเหลือง
    หากมีอาการดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม

❓ตรวจวินิจฉัยพยาธิใบไม้ตับได้อย่างไร
วิธีมาตรฐานคือ การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ ซึ่งเป็นการยืนยันการติดเชื้อได้โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจทางอ้อม เช่น

  • ตรวจหาภูมิคุ้มกันในเลือด
  • ตรวจแอนติเจนในปัสสาวะ

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจทางอ้อมสามารถบอกได้เพียงโอกาสของการติดเชื้อ ยังไม่สามารถยืนยันได้แม่นยำเท่าการตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ

❓พยาธิใบไม้ตับก่อมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างไร
เมื่อพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน จะทำให้เยื่อบุท่อน้ำดีเกิดการอักเสบเรื้อรัง ประกอบกับสารที่หลั่งจากพยาธิ อาจกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าการได้รับสารไนโตรซามีนจากอาหารบางชนิด เช่น ปลาร้าและแหนม อาจเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี

❓รักษาได้หรือไม่
พยาธิใบไม้ตับสามารถรักษาได้ โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาฆ่าพยาธิ พราซิควอนเทล (Praziquantel) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิมากกว่าร้อยละ 90

อย่างไรก็ตาม ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

❓รักษาแล้วจะกลับมาติดเชื้ออีกหรือไม่
สามารถติดเชื้อซ้ำได้ หากยังคงรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก มีรายงานว่าในบางพื้นที่ หลังรักษาแล้ว ยังพบการติดเชื้อซ้ำได้ถึงร้อยละ 19 เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารยังคงเดิม และการเคยติดเชื้อไม่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่

✅ป้องกันพยาธิใบไม้ตับอย่างไร วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ
• รับประทานปลาน้ำจืดที่ปรุงสุกทุกครั้ง
• หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำจากปลาดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์

แม้พยาธิใบไม้ตับจะเป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เพราะเพียงหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก ก็สามารถลดโอกาสติดเชื้อ และลดความเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาวได้

ขอขอบคุณข้อมูล: ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

📍เอกสารประกอบการเรียบเรียง

  1. Prakobwong S, Buathong S, Ribas A, Charoensuk L. Epidemiological status of Opisthorchis viverrini metacercariae in freshwater fish across the greater mekong subregion. J Med Urban Health. 2026;70(3):e7962.
  2. Kaensa W, Charoensuk L, Nakmai C, Pinlaor S, Suwannatrai AT, Laothong U, Prakobwong S. Distribution of Opisthorchis viverrini metacercariae and cyprinoid fish abundance in Nong Han Wetland, Thailand. Parasite Epidemiol Control. 2025;30:e00447.
  3. กรรณิการ์ แก้วจันต๊ะ, อดุลย์ศักดิ์ วิจิตร. การติดเชื้อตัวอ่อนพยาธิใบไม้ระยะติดต่อเมตาเซอร์คาเรียในปลาน้ำจืดที่อ่างเก็บน้ำแม่นึง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ประเทศไทย. วารสารสํานักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 หน้า 59
  4. บทสรุปสําหรับผู้บริหาร ปีงบประมาณ 2566 รอบ 2 เขตสุขภาพที่ 7. ประเด็นที่ Area based : โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี 2566
  5. สรญา แก้วพิทูลย์ รายงานการวิจัยมหาวิทยาลัยสุรนารี การตรวจวินิจฉัยพยาธิใบไม้ตับด้วยวิธีแบบเข้มข้น มินิ พาราเซพ โซเวนท์ฟรี พาราสิต 2560.

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/TQxpU

#พยาธิใบไม้ตับ#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น