กกต.เชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาประชามติ 2569

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ในเย็นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถนนพระปกเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

.

โดยภายในงานนี้ นายนพดล สุยะ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวเปิดพิธี พร้อมชี้แจงขั้นตอน วิธีการและแนวทางในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569

.

จากนั้นจะเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ระหว่างฝ่ายที่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และมีความเห็นทางใดทางหนึ่ง ในเรื่องที่จะทำประชามติ

.

โดยฝ่ายเห็นชอบ ได้แก่ นายณัฐกร วิทิตานนท์ , นายอรรคพล ลาตุ้ม , นายกันต์ธีทัต ปวีณ์กรสมบัติ ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นชอบ ได้แก่ นายนพดล เชื้อสาย และฝ่ายแสดงความคิดเห็นอื่นๆ ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เหล่าสถิรวงศ์ และสายชล ชัยชนะ

.

โดยฝ่ายเห็นชอบกล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญกว่า 20 ฉบับ ใช้เปลืองที่สุดชาติหนึ่งในโลก และมีระยะเวลาการใช้งานสั้นเฉลี่ยเพียง 4 ปี สาเหตุที่อยากให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ เนื่องจากการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 โดยรัฐธรรมนูญที่ดี ต้องมีความเป็นประชาธิปไตย โดยมีเพียง 5 ฉบับที่เป็นประชาธิปไตย ได้แก่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 2 ฉบับหลังการปฏิวัติสยาม , พ.ศ.2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 , พ.ศ. 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา และ พ.ศ. 2540 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ขณะที่ฉบับอื่นเป็นเผด็จการ โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากการรัฐประหาร ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และเนื้อหารัฐธรรมนูญทำให้สมดุลทางอำนาจสูญเสียไป จากแนวคิดแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์ นำไปสู่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งล่าสุดที่นำมาสู่การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ในเวลาไม่นาน นอกจากนี้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นำไปสู่ปัญหาคอรัปชั่นอาทิ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา และองค์กรอิสระ หากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อประชาชน มีความเป็นไปได้หากประชาชนเห็นชอบในการลงประชามติครั้งนี้ โดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะได้สร้างบทบัญญัติที่กำหนดให้รัฐดูแลประชาชนได้ดีขึ้น ทั้งการกระจายอำนาจและเศรษฐกิจมากขึ้น

.

ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นชอบโต้แย้งว่า จากการที่มีพรรคการเมืองหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านสามสถาบันหลัก ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ที่ปกป้องสถาบัน ฝ่ายตนไม่เห็นด้วยที่กับประชามติในประเด็นดังกล่าว เพื่อป้องกันการเปิดช่องโหว่ในการแก้ไขบทบัญญัติหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ฝ่ายตนเป็นห่วงว่าสถาบันหลักของประเทศจะกระทบกระเทือน จากช่องโหว่ทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นมีประชามติผ่าน และมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดดังกล่าว อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองใหม่ และหากมีแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อะไร การจัดการออกเสียงประชามติครั้งนี้เหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่า

.

ทางด้านฝ่ายที่แสดงความเห็นอื่นๆ ได้เสนอว่า ประเด็นการออกเสียงประชามติ ไม่ควรจะเป็นความขัดแย้ง หากเสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่ากัน อาจจะต้องจัดการออกเสียงใหม่ ประชาชนควรจะรวมตัวลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้พรรคใดพรรคหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แก้ไขปัญหาทั้งหมด ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนมาทำการออกเสียงประชามติซ้ำอีก นอกจากนี่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นการออกเสียงประชามติ บางส่วนมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อาจจะแก้บางมาตราที่เป็นปัญหาก็เพียงพอแล้ว และหากแก้ไขแล้ว ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อย่างไร 

.

ภายหลังการเสวนาเสร็จสิ้น นายนพดลได้กล่าวปิดท้ายว่า เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่มีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศ แม้จะมีความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง แต่ก็ไม่ขัดแย้งกันรุนแรง โดยความคิดที่แตกต่างของคนในสังคม คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย และทาง กกต.เชียงใหม่ ให้คำมั่นสัญญาจะจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม

.

ซึ่งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนชาวไทยจะเข้าคูหา กาบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ โดยใบแรก เลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต และใบที่สอง เลือกผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ยังมีอีก 1 ภารกิจสำคัญ คือ การออกเสียงประชามติระดับประเทศ

.

ซึ่งคำถามประชามติที่ กกต. กำหนดคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยการจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส. ประชาชนสามารถลงคะแนนเสียง ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 17.00 น. และสามารถทราบผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ในเวลา 22.00 น.ของวันดังกล่าว

.

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่

ร่วมแสดงความคิดเห็น