เจ้าของร้านสะดวกซื้อย่านกาดหลวง แฉพฤติกรรม สองหนุ่มวัยรุ่นต่างชาติเข้ามาซื้อของ แต่หนึ่งในนั้นแอบหยิบโรลออนแล้วไม่จ่ายเงินตีเนียนเดินออกร้าน เผยไม่คิดว่าจะก่อเหตุกับสินค้ามูลค่าเพียงไม่กี่บาท พร้อมเตือนภัยนักท่องเที่ยวก่อเหตุบ่อยขึ้น หวั่นไปตระเวนทำร้านอื่นอีก
คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในร้านสะดวกซื้อเอื้องฟ้า ย่าน ถ.ข่วงเมรุ ต.ช้างม่อย อ.เมืองเชียงใหม่ บันทึกเหตุการณ์พฤติกรรมของวัยรุ่นชายชาวต่างชาติสองคน อายุประมาณ 20 ปีต้นๆ ที่เข้ามาซื้อของใช้ภายในร้านช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 21 ก.พ.69 ที่ผ่านมา โดยก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองได้เดินเข้ามาเลือกซื้อสินค้าในร้าน และชายวัยรุ่นเสื้อขาวได้เดินหยิบสินค้า 2-3 ชิ้นภายในร้าน ก่อนจะมายังบริเวณชั้นวางสินค้าโรลออน จากนั้นได้ทำการเลือกสินค้าและหยิบสินค้าเป็นโรลออนยี่ห้อหนึ่งไป แต่หลังจากนั้นชายหนุ่มชาวต่างชาติ อีกคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนของชายเสื้อขาว ที่สวมเสื้อและกางเกงสีดำ ได้ก่อเหตุหยิบสินค้าซึ่งเป็นโรลออนอีกชิ้นตาม ก่อนที่จะเดินแยกออกไปอีกจุดหนึ่งที่ไม่ใช่เคาน์เตอร์จ่ายเงินสินค้า
ขณะที่หลังจากนั้นชายเสื้อขาว ได้นำสินค้าที่หยิบมา นำมาชำระเงิน แต่ชายเสื้อดำได้เดินวนเวียนไปมาโดยที่ไม่ได้นำสินค้าโรลออนที่หยิบมาจากชั้นวางสินค้า เพื่อนำมาชำระเงินแต่อย่างใด แต่ได้เดินไปรอยังบริเวณด้านหน้าทางเข้าร้าน เพื่อรอเพื่อนชำระเงิน โดยมีอาการรุกรนและหลังจากชายเสื้อขาวจ่ายเงินเสร็จยังลืมสินค้าที่ใส่ถุงวางไว้หน้าเคาน์เตอร์ จนพนักงานต้องเรียกให้กลับมาเอา ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจากร้าน แต่ทางพนักงานเห็นความผิดปกติ จึงได้ไปตรวจดูสินค้าที่ทั้งสองคนหยิบมาก็ปรากฏว่ามีสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกหยิบไปโดยไม่ได้ชำระเงิน แต่ก็ไม่ทันการเพราะชายวัยรุ่นชาวต่างชาติทั้งสองคนได้หายไปแล้ว
ขณะที่หลังเกิดเหตุ ทางด้าน นายสุรัฐพงศ์ ติยะสุวรรณ เจ้าของร้านเอื้องฟ้า ได้นำคลิปหลักฐาน มาเปิดเผยกับทางผู้สื่อข่าว พร้อมกับอยากแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชาชนและร้านค้าในลักษณะเดียวกันถึงพฤติกรรมของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ระยะนี้ ที่พบพฤติกรรมในลักษณะการก่อเหตุลักทรัพย์มากขึ้น และสร้างความเดือดร้อน รวมถึงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก
โดยทาง นายสุรัฐพง เจ้าของร้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุชายวัยรุ่นทั้งสองคนได้เข้ามาเลือกซื้อของในร้าน โดยคนสวมเสื้อสีขาวได้เข้ามาหยิบสินค้า 2-3 ชิ้น ที่บริเวณโซนของใช้ส่วนตัว อาทิ สบู่ ยาสีฟัน โดยมีเพื่อนอีกคนวัยเดียวกัน สวมเสื้อสีดำเดินตาม หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินมาเลือกซื้อสินค้าโรลออน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์คิดเงิน โดยตอนแรกชายคนเสื้อขาวได้หยิบโรลออนมาแล้ว 1 ชิ้น และเดินมาที่เคาน์เตอร์ แต่ชายเสื้อดำอีกคนที่เดินตามก็หยิบโรลออนมาอีกชิ้น แต่แทนที่จะเอามาคิดเงินกลับเดินออกไปรอเพื่อนอีกคนที่หน้าทางเข้าร้านและมีท่าทีลุกลี้ลุกลน จนกระทั่งเพื่อนอีกคนจ่ายเงินเสร็จ ก็เดินออกไปแต่ยังลืมของที่ซื้อวางไว้จนกระทั่งพนักงานต้องเรียกให้มาเอาของ โดยที่ระหว่างนั้นตนเหมือนได้ยินเสียงอุทานจากชายสวมเสื้อดำเป็นคำหยาบคาย ก่อนที่ชายเสื้อขาวจะเดินมารับของแล้วรีบพากันเดินออกไป
หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที แฟนของตนที่อยู่เคาน์เตอร์ในตอนนั้นรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงได้เดินมาตรวจสอบที่ชั้นวางสินค้าโรลออนก็พบว่ามีการหยิบสินค้าไป 2 ชิ้น แต่ตอนคิดเงินมีสินค้าโรลออนเพียงชิ้นเดียว จึงรู้ว่าชายเสื้อดำที่มาด้วยนั้นได้ขโมยสินค้าไป แต่ก็ไม่สามารถติดตามหาตัวทั้งสองคนได้แล้ว และเมื่อมาตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดก็พบว่าชายเสื้อดำอาจจะตั้งใจก่อเหตุ แต่ไม่รู้ว่าได้มีการวางแผนมาก่อนกับเพื่อนอีกคนหรือไม่
นายสุรัฐพง เจ้าของร้าน บอกอีกว่า แม้ว่าสินค้าที่ชาวต่างชาติจะก่อเหตุขโมยไป จะมีมูลค่าไม่มาก แต่ก็ไม่ควรทำพฤติกรรมในลักษณะเช่นนี้ เพราะถือเป็นการลักทรัพย์ อีกทั้งตนก็ไม่คิดว่านักท่องเที่ยวที่เป็นต่างชาติจะมาทำแบบนี้ โดยที่ผ่านมาตนเห็นข่าวปรากฏในโลกโซเชียลแต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับร้านของตัวเอง และแม้ว่าที่ผ่านมาตนคิดว่าก็น่าจะมีคนก่อเหตุในลักษณะนี้อยู่บ้างในร้าน แต่เคสนี้เป็นเคสที่มีหลักฐานที่ชัดเจน จึงไม่อยากปล่อยให้มันผ่านไป เพราะเกรงว่าชาวต่างชาติในคลิปอาจจะไปตระเวนก่อเหตุกับร้านค้าอื่นๆ ได้ เพราะความคึกคะนอง หรือย่ามใจ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้รวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการลงบันทึกประจำวันไว้ และหากพบเห็นนักท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าว หรือมีเบาะแสไปก่อเหตุที่อื่น ก็จะมีการดำเนินการติดตามจับกุมตัวต่อไป โดยตนอยากฝากเตือนภัยกับร้านค้าหรือร้านสะดวกซื้อที่ขายของหรือให้บริการในลักษณะเดียวกันนี้ ได้ระมัดระวังพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในร้าน บางคนอาจจะมองว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ อาจจะคิดไม่ถึงว่าจะมาก่อเหตุได้ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ไม่อยากให้ไปทำในลักษณะนี้เพราะมันเป็นการสร้างความเดือดร้อน และภาพลักษณ์ด้านลบกับทางนักท่องเที่ยวได้





ร่วมแสดงความคิดเห็น