เผย เชียงใหม่มีอัตราป่วยไข้หวัดใหญ่สูง 300 รายต่อแสนประชากร ช่วงนี้มีแนวโน้มลดลง ชี้พีคอีกครั้งช่วงปลายฝนต้นหนาย แนะช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน ให้ฉีดวัคซีน เป็นวัคซีนรุ่นใหม่อัพเดทแล้ว ย้ำกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกับโควิคต้องฉีด เพื่อป้องกันเชื้อลงปอดรุนแรงสูงขึ้น
นพ.กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ว่า โดยสถานการณ์ภาพรวมของระดับประเทศ อัตราป่วยของไข้หวัดใหญ่ขณะนี้โดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 200 รายต่อแสนประชากร สำหรับจังหวัดเชียงใหม่อาจจะสูงเล็กน้อย ประมาณ 300 กว่ารายต่อแสนประชากร ส่วนหนึ่งก็เป็นจากพื้นที่ที่อาจจะมีการระบาดซึ่งอาจจะอยู่กันหนาแน่น แต่ว่าในภาพรวมหรือว่าแนวโน้มของสถานการณ์เชียงใหม่ก็สอดคล้องกับระดับประเทศ ก็คือว่า แนวโน้มเริ่มลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยปกติแล้วช่วงพีค หรือช่วง Hight Season ไข้หวัดใหญ่จะมีการระบาดในช่วงหน้าหนาว จะอยู่ประมาณสักเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ผู้ป่วยก็จะสูง
“ข้อมูลจากปีที่แล้ว ข้อมูลจากค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง พีคจะอยู่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม สำหรับปีนี้สถานการณดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มในปีที่ผ่านมา เพราะว่าหลังจากเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เปิดเรียนเปิดทำงาน พบจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้น แต่ว่าไม่ได้ไต่ระดับสูงขึ้นไปจนถึงระดับเมื่อปีก่อนหน้านั้น ระดับก็จะเริ่มลดลง และแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์แล้วก็เข้ามีนาคม เพราะฉะนั้นจำนวนผู้ป่วยหรือว่าเมื่อเปรียบเทียบอัตราป่วยของจังหวัดเชียงใหม่ก็อาจจะอยู่ในอันดับที่สูงกว่า แต่ว่าถ้าดูแนวโน้มจริงๆ แล้ว สถานการณ์นี้ดีกว่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา” นพ.กิตติพันธุ์ฯ กล่าว
ผช.สสจ.เชียงใหม่ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์ได้ผ่านช่วงพีคมาแล้ว แนวโน้มสถานการณ์น่าจะดีขึ้น หากแต่เวลาการติดตามเรื่องสถานการณ์ของการป่วยก็จะดูเรื่องความรุนแรงไปด้วย ประเทศไทยที่มีรายงาน พบมีเสียชีวิต 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้มีในจังหวัดเชียงใหม่แม้แต่รายเดียว เชียงใหม่ป่วย 6,000 กว่าราย อัตราป่วย 300 กว่ารายต่อแสนประชากร ไม่ได้มีผู้เสียชีวิต ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็อาจจะเป็นเรื่องของวัคซีน ซึ่งยังเป็นเรื่องที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ได้มีการขอวัคซีนโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงไปยังกรม ประมาณ 200,000 โดสเป็นเบื้องต้น ช่วงนี้กำลังผลิตวัคซีนสายพันธุ์ที่จะออกมาฉีดซึ่งโรงพยาบาลจะได้รับและเริ่มดำเนินการฉีดช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม มิถุนายน จะเป็นการป้องกันช่วงพีครอบหนึ่งซึ่งสูงกว่าช่วงหน้าหนาว คือช่วงปลายฝนต้นหนาว ปกติประมาณเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นช่วงพีคสูงมาก หวังว่าตัววัคซีนล็อตใหม่ที่จะมาฉีดกระตุ้นประจำปี ที่เป็นการปรับปรุงสายพันธุ์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกจะได้มา ที่คาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาการระบาดรวมถึงความรุนแรง และที่สำคัญประโยชน์ของวัคซีนก็คือ ลดความรุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงไม่ให้ลงปอด ไม่ให้ป่วยรุนแรง ไม่ให้เสียชีวิต
“วัคซีนจะแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ คือ ฝั่งขั้วโลกเหนือ และฝั่งขั้วโลกใต้ ของไทยถ้าดูจังหวะที่เหมาะสม เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการป้องกันการระบาด กระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้ฉีดช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เพื่อป้องกันอีกพีคที่ใหญ่กว่า ปกติฉีดในแต่ละครั้งภูมิจะอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ซึ่งจะครบรอบการอัพเดต ก็จะครอบคลุมในช่วงฤดูหนาวของปีหน้าด้วย สำหรับกลุ่ม
ที่ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ถ้าทุกคนคุ้นเคยกับโควิดที่ผ่านมาก็จะเป็นกลุ่มคล้ายๆ กันเลย คือ จะเป็นกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ กลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคปอด และเป็นเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือว่ากลุ่มที่มีภาวะอ้วน ที่ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI เกิน 30 กลุ่มเหล่านี้จะมีความเสี่ยงสูงที่เวลาเขาติดเชื้อแล้วมีโอกาสที่เชื้อจะลงปอดแล้วก็มีความรุนแรงสูงขึ้น กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มหลักที่กระทรวงสาธารณสุขต้องการที่จะให้เข้ารับการฉีดวัคซีนประจำทุกปี” นพ.กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

runfunc: 0; algolist: 0;
multi-frame: 1;
brp_mask:8;
brp_del_th:0.0000,0.0000;
brp_del_sen:0.0000,0.0000;
motionR: 0;
delta:1;
bokeh:1;
module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 4194304;cct_value: 0;AI_Scene: (0, 0);aec_lux: 220.26776;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: -1;weatherinfo: weather??????????????????????????, icon:0, weatherInfo:100;temperature: 31;zeissColor: bright;



ร่วมแสดงความคิดเห็น