กลองหลวง หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “กลองห้ามมาร” ถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวล้านนา โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ กลองชนิดนี้มีขนาดใหญ่และยาวมากจนกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในกลองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ต้นกำเนิดและความสำคัญทางวัฒนธรรม
กลองหลวงเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มชาว “ไทยอง” ที่อาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำปิงในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ โดยเฉพาะในอำเภอป่าซาง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมทีถูกใช้ในงานบุญสำคัญ เช่น งานสมโภชพระธาตุ งานปอยหลวง หรือการแห่ครัวทาน กลองหลวงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี หากยังเปรียบเสมือนตัวแทนของความศรัทธาและพลังชุมชน
หนึ่งในความเชื่อเกี่ยวกับกลองหลวงคือเสียงของมันสามารถขับไล่มารและป้องกันความวุ่นวายในงานบุญ นอกจากนี้ ยังมีประเพณีนิมนต์พระอุปคุต ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระเถระผู้มีฤทธิ์ในการปราบมารมาเข้าร่วมในงานพิธี พร้อมทั้งมีการตั้งหออุปคุตเพื่อปกปักรักษาความสงบของงาน
พัฒนาการของกลองหลวง
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ กลองหลวงปรากฏครั้งแรกเมื่อประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา โดยช่างชาวบ้านชื่อหนานหลวง จากตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เขาได้สร้างกลองหน้ากว้าง 20 นิ้ว และยาว 140 นิ้ว (7 ศอก) เพื่อถวายวัดฉางข้าวน้อยเหนือในอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
ในเวลาต่อมา ชาวบ้านได้พัฒนากลองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเพิ่มหน้ากลองเป็น 22 นิ้ว 24 นิ้ว และใหญ่ที่สุดถึง 28 นิ้ว ยาว 130 นิ้ว กลองเหล่านี้ได้รับความนิยมในการแข่งขันประชันเสียงที่จัดขึ้นในงานบุญสำคัญต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงพลังและความสามัคคีของแต่ละชุมชน
การแข่งขันกลองหลวง เสียงแห่งศักดิ์ศรี
การแข่งขันตีกลองหลวงเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นในงานบุญ โดยเริ่มต้นจากการลากกลองด้วยเกวียนไปยังสถานที่แข่งขัน และใช้เสียงกลองเป็นเครื่องมือแสดงพลังศรัทธาและความสามารถของชาวบ้าน ในอดีต การแข่งขันไม่ได้มีกติกาที่ซับซ้อน เพียงแค่ตีกลองให้เสียงดังที่สุดเพื่อกลบเสียงของคู่แข่ง
หนึ่งในเวทีสำคัญของการแข่งขันคือ งานสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ที่ซึ่งกลองหลวงจากทั่วสารทิศจะถูกนำมาประชันกัน กลายเป็นมหกรรมที่สร้างความคึกคักและสนุกสนานให้กับชาวบ้าน
ความเปลี่ยนแปลงและความยั่งยืน
แม้ว่าการแข่งขันกลองหลวงจะเคยหยุดชะงักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งโดยพระครูเวฬุวันพิทักษ์ แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ในปี พ.ศ. 2495 ท่านได้ชักชวนวัดต่าง ๆ ให้นำกลองหลวงมาประชันกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
กลองหลวงยังได้รับการพัฒนาในด้านรูปแบบ เช่น การปรับหน้ากลองให้กว้างขึ้น แต่ลดความยาวลงเพื่อเพิ่มความดังก้อง และมีการปรับแต่งรูกลองที่เสียงจะลอดผ่านให้มีขนาดเล็กลง ปัจจุบันกลองหลวงได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือ เช่น แพร่ น่าน เชียงราย และเชียงใหม่
กลองหลวงไม่เพียงเป็นเครื่องดนตรีประจำท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรม ศรัทธา และความภาคภูมิใจของชาวล้านนาอย่างลึกซึ้ง ทุกครั้งที่เสียงกลองดังก้องขึ้น มันไม่เพียงประกาศถึงพลังของชุมชน แต่ยังเป็นเสียงสะท้อนแห่งประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
ปัจจุบันการแข่งขันกลองหลวงยังคงเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น หากคุณมีโอกาส ควรแวะชมและร่วมสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเองในงานบุญของภาคเหนือ
ที่มา : http://www.m-culture.in.th/album/121033 , https://library.payap.ac.th/webin/NTIC/musician/bg3/abundant/abundant/k_laung.pdf
รูปภาพจาก : https://accl.cmu.ac.th/Museum/contentdetail/1930
ร่วมแสดงความคิดเห็น