สว.ชี้แม่น้ำโขงปนเปื้อนโลหะหนักขั้นวิกฤต จ่อชงนโยบายภายใน 2 เดือน – เตือนเลี่ยงกินเครื่องในปลา
วันที่ 18 เม.ย. 69 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานและข้อเสนอเชิงนโยบาย คาดใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน พร้อมเตรียมจัดเวทีวิชาการวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ พบค่าปนเปื้อนโลหะหนักสูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า ถือเป็นระดับที่น่ากังวลและเข้าข่ายของเสียอันตราย โดยสถานการณ์สอดคล้องกับการขยายตัวของเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับภาวะภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำน้อย ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารพิษเพิ่มสูงขึ้น
นายนรเศรษฐ์ระบุว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และหลีกเลี่ยงการทำให้เป็นประเด็นใหญ่ ทั้งที่ประชาชนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการบริโภคน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร พร้อมเสนอให้ไทยใช้การทูตเชิงรุก ยกระดับปัญหาสู่เวทีอาเซียนและสหประชาชาติ โดยอาศัยหลัก “ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายข้ามพรมแดน” (No Harm) รวมถึงใช้กลไกเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกดดันผู้ประกอบการเหมืองแร่ให้รับผิดชอบตามมาตรฐานสากล
ด้านการแก้ไขปัญหาในประเทศ กมธ.เตรียมใช้กลไกวุฒิสภาตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานประชุมหารือร่วมกับหน่วยงาน นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยผลวิเคราะห์พบว่า สารปนเปื้อนในตะกอนดินมีความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะหอย ขณะที่กุ้งได้รับผลกระทบน้อยกว่า

สำหรับปลา พบความเสี่ยงการตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่มีผลกระทบต่อการสืบพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยลูกปลามีโอกาสรอดลดลงถึงร้อยละ 65 ซึ่งอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตร้อยละ 50
ที่ประชุมมีมติให้ประชาสัมพันธ์เตือนประชาชน “หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา” เนื่องจากเป็นส่วนที่สะสมโลหะหนักสูงที่สุด แม้ยังไม่จำเป็นต้องประกาศปิดพื้นที่หรือห้ามบริโภคปลาโดยสิ้นเชิง โดยให้รอผลตรวจซ้ำเพื่อความชัดเจน
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้เร่งเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง ทั้งการสำรวจสัตว์น้ำ แมลงน้ำ ปริมาณปลาในช่วง 5-10 ปี และตรวจค่าทางวิชาการสำคัญ เช่น AVS และ Organic Carbon เพื่อประเมินการสะสมและการเคลื่อนตัวของสารหนูในระบบนิเวศ รวมถึงติดตามการปนเปื้อนในเนื้อปลาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาที่ดินรายงานพบพื้นที่เสี่ยงดินปนเปื้อนสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย โดยอยู่ใน 3 ตำบลหลัก ได้แก่ ต.ห้วยชมพู ต.ดอยฮาง และ ต.แม่ยาว ซึ่งเตรียมวางแนวทางจัดการดินและส่งเสริมการปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องงบประมาณตรวจวิเคราะห์ที่อาจล่าช้า ขณะที่การใช้เทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชัน “พืชกินได้” และ “ปลากินได้” จะเข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่ต่อไป.

ร่วมแสดงความคิดเห็น