“ครูกาหลง” บุกศาลากลางเชียงราย ทวงความยุติธรรมคดีทุจริตอาหารกลางวัน

“ครูกาหลง” บุกศาลากลางเชียงราย ทวงความยุติธรรมคดีทุจริตอาหารกลางวัน หลังสู้มา 8 ปี ศาลปกครองสั่งเปิดข้อมูลแต่ ป.ป.ช. ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ รับลูกสั่งเร่งติดตามผล

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 เม.ย. 69 ณ หอประชุมใหญ่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ก่อนเริ่มการประชุมคณะกรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ครั้งที่ 4/2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้รับหนังสือร้องทุกข์จาก นางกาหลง อายุ 51 ปี ข้าราชการครูชำนาญการพิเศษ เพื่อขอความเป็นธรรมและติดตามความคืบหน้ากรณีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันและงบประมาณโรงเรียน โดยมีนายลิขิต มีเสรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และนายนั้ง แสงเพชรไพบูลย์ ตัวแทนจาก ป.ป.ช. เชียงราย ร่วมรับฟัง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยก่อนเริ่มการประชุมประจำเดือนว่า ขอชื่นชมความกล้าหาญของครูกาหลงที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมาอย่างยาวนาน และได้มอบหมายให้ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ประสานงานร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ ป.ป.ช. เพื่อติดตามเรื่องนี้ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารและศาลปกครองโดยเร็วที่สุด

นางกาหลง เปิดเผยความอัดอั้นตันใจจากการต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 8 ปี (ตั้งแต่ปี 2561) กรณีร้องเรียนทุจริตในโรงเรียนพื้นที่ อ.เวียงแก่น โดยระบุพฤติการณ์ส่อทุจริตที่รุนแรง เช่น เมนูอาหารกลางวันเด็ก 300 คน แต่ใช้หมูเพียง 2 กิโลกรัม หรือการให้เด็กกินต้มมาม่าราดข้าว นอกจากนี้ยังมีประเด็นการนำงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียนอนุบาลไปใช้ซ่อมบ้านพักครูแทน และการนำงบอุดหนุนเด็กยากจนไปจัดซื้อชุดพละเพื่อมาขายต่อให้เด็กซ้ำอีกครั้ง

แม้ว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ศาลปกครองเชียงใหม่จะมีคำพิพากษาให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบ 3 รายการ ได้แก่ รายงานผลการตรวจสอบของเขตพื้นที่การศึกษา, มติที่ประชุมบอร์ด ป.ป.ช. ภาค 5 และรายละเอียดพยานหลักฐาน แต่นางกาหลงระบุว่า จนถึงปัจจุบัน ป.ป.ช. เชียงรายยังคงไม่เปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งศาล โดยอ้างว่าต้องรออนุมัติจากบอร์ดส่วนกลาง

ในการร้องเรียนครั้งนี้ นางกาหลงระบุว่าที่ผ่านมาตนเองถูกกดดันอย่างหนัก ทั้งถูกตั้งกรรมการสอบสวน ถูกตัดเงินเดือนถึง 3 ครั้ง และถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดพะเยา เคยทำเรื่องขอย้ายกลับมาอยู่โรงเรียนใกล้บ้าน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง รวมถึงมีการใช้อำนาจคุกคามเด็กนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อให้ถอนเรื่องร้องเรียน

อย่างไรก็ตาม ในคำสั่งศาลปกครองที่ให้ สนง.ปปช.เชียงราย เปิดเผยข้อมูลการสอบสวนให้กับผู้ร้องรับทราบ ทาง ปปช.เชียงราย ยังจะเดินหน้าอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดตามขั้นตอนของกฏหมาย หากศาลสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองก็จะเปิดเผยข้อมูลตามขั้นตอนต่อไป

คดีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างของการตรวจสอบทุจริตในวงการการศึกษาไทยที่ภาคประชาชนและข้าราชการตัวเล็กๆ ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง

ร่วมแสดงความคิดเห็น