ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักก่อนว่า เทศกาลลอยกระทง เป็นประเพณีหนึ่งที่ได้ถูกจัดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือน12ของทุกปี เเต่ถ้าหากว่าลองย้อนกลับไปศึกษา สืบค้นเกี่ยวกับในศิลาจารึกและเอกสารโบราณ หลักฐานต่างๆ จะไม่พบว่ามีประเพณีลอยกระทงอยู่ จะมีแต่ประเพณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการลอยกระทงในปัจจุบัน ซึ่งปรากฏขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “ การเผาเทียน เล่นไฟ “ รวมไปถึงสมัยอยุธยา ที่เรียกว่า ” การชักโคม ลอยโคม “ ซึ่งคำว่า ลอยกระทง เริ่มปรากฏความชัดเจนขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 มีการฟื้นฟูประเพณีพิธีการสำคัญนี้ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักรและะเพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของพระเเม่คงคา
ชาวล้านนาจะเรียกการลอยกระทงว่าประเพณียี่เป็ง(เดือนยี่) ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่14 เป็นประเพณีในวันเพ็ญเดือนสิบสองของชาวล้านนา มีหลายตำนานได้กล่าวถึงประเพณีนี้ เช่น หนังสือตำนานโยนกเชียงเเสนที่ได้กล่าวถึงประเพณีนี้ว่ามีการสืบทอดกันมาอย่างช้านาน ในสมัยนั้นเรียกว่า การลอยโขมดหรือลอยไฟ ซึ่งเกิดขึ้น ณ อาณาจักรของชาวหริภุญชัย มีจุดประสงค์เพื่อระลึกถึงญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลกันในสมัยนั้น โดยมีการจัดดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะ พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ใส่ลงไปในสะเปา ที่มีลักษณะคล้ายเรือหรือใส่ในสะตวงลอยลงแม่น้ำปิงน้ำแม่กวง และแม่ทา
การลอยกระทงในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่ริเริ่มในการลอยเป็นคนแรกน่าจะเป็นพระราชชายาเจ้าดารารัศมี(ช่วง พ.ศ.2460-2470)ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสยาม มีการจุดเทียนบนกาบมะพร้าวที่ทำเป็นรูปเรือเล็ก หรือ รูปหงส์ แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักเพราะในสมัยนั้นผู้คนยังปฏิบัติตามประเพณีเดิมคือ การจุดผางประทีปและโคมไฟบริเวณบ้านเรือนอยู่และมีการตั้งธรรมหลวง ที่เป็นการเทศนาธรรมเรื่อง พระเวสสันดรชาดก เพื่อเป็นอานิสงส์ให้แก่ผู้ที่เข้าฟังเทศน์มีความเชื่อว่าหากผู้ใดฟังเทศน์ตั้งแต่ผูกเเรกจนผูกสุดท้ายจะได้รับอานิสงส์ผลบุญอย่างมากมายมหาศาล อีกท้้งยังมีการปล่อยว่าวรมควันในตอนเช้า ส่วนตอนกลางคืนเป็นการจุดผางประทีป โคมไฟ และว่าวไฟซึ่งได้ดำเนินจวบจนถึงทุกวันนี้
เทศการลอยกระทงของเชียงใหม่หรือประเพณียี่เป็ง เริ่มเมื่อครั้งที่ นาย ทิม โชตมา เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ.2490 ได้มีการส่งเสริมในการจัดกิจกรรมลอยกระทงให้มากขึ้น มีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนประตูแพ บริเวณหน้าพุทธสถาน โดยเริ่มมีความจริงจังมากขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.2512 มีการจัดให้ลอยกระทองสองวัน ในวันเพ็ญเดือนยี่เป็นการลอยกระทงเล็กทั่วไป เเละ วันเเรม 1 ค่ำ เป็นการลอยกระทงใหญ่ ประกวดกระทงใหญ่ โดยรูปแบบกระทงในช่วงแรกจัดทำกระทงหรือแพหยวกกล้วยลอยกันเป็นสายต่อกันไป เมื่อจุดธูปเทียนแล้วจึงปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ ซึ่งในปัจจุบันกระทงก็ทำด้วยวัสดุธรรมชาติ ต้นกล้วย ใบตอง ดอกไม้ต่างๆ ธูปเทียน รวมถึงการใส่เงินลงไป เพื่อความสวยงามและเป็นศิริมงคงส่วนกระทงขนาดใหญ่ซึ่งนิยมจัดเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ โดยเจตนาให้เป็นทานนั้นเรียกว่า สะเพา คือสำเภา และกระทงทำขึ้นเพื่อการประกวดนั้นมักตกแต่งเป็นรูปต่างๆ และมี “นางนพมาศ” เป็นจุดที่น่าสนใจประจำแต่ละกระทง ในปัจจุบันมีการประกวดขบวนกระทงใหญ่บริเวณเมืองเชียงใหม่
ภายหลังประเพณียี่เป็งถูกลดทอนความสำคัญลงตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ประเพณีดั้งเดิมก็เริ่มเลือนหาย จางหายไปตามกาลเวลา เทศกาลยี่เป็งก็เริ่มที่จะเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนาน ในการสังสรรค์ของผู้คน มีการร้องรำทำเพลงกัน ในส่วนของการลอยกระทงในสมัยนี้ผู้คนเริ่มที่จะตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายคนเลือกที่จะเข้าวัดทำบุญแทนเพื่อลดปริมาณขยะในแม่น้ำเพราะวัสดุในการทำกระคงถึงแม้ว่าจะเป็นมิตรกับธรรมชาติแต่ก็ส่งผล เสียต่อระบบนิเวศทางน้ำและเกิดมลพิษทางน้ำ ทำให้การลอยกระทงในสมัยนี้เริ่มเป็นที่ไม่นิยมมากนักแล้ว
ร่วมแสดงความคิดเห็น