Digital Nomad คือใคร ? ทำไมถึงสำคัญ กับจังหวัดเชียงใหม่

Digital Nomad (ดิจิทัล นอแมด) หรือ ‘ฟรีแลนซ์’ คือ “คนที่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก และสามารถทำงานและใช้ชีวิตที่ไหนก็ได้” เช่น โปรแกรมเมอร์, นักเขียน, นักตัดต่อภาพหรือวีดีโอ, YouTuber เป็นต้น หรืออาชีพที่สามารถทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ ทำงานได้ทั้งที่ ร้านกาแฟ, ห้างสรรพสินค้า, ต่างจังหวัด หรือ ต่างประเทศ เพียงแค่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

จากผลสำรวจจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่ามีคนทำงานถึง 62% ยินดีที่จะทำงานไปด้วยในระหว่างเดินทางต่างประเทศ หากบริษัทสนับสนุน คนกลุ่มนี้อยู่ในวัย 30 ปี เป็นคนที่ลาออกจากงานประจำ และมีความต้องการใกล้ชิดชุมชน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน สิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเป็นอย่างมาก คือ “ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด”

โดย Digital Nomad (ดิจิทัล นอแมด) เลือก “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายยอดนิยมโดยมี กรุงเทพฯ, เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ คือ ที่พักคุณภาพในราคาประหยัด คุ้มค่า และ อัตราค่าครองชีพที่ต่ำกว่า โซนยุโรป มี“อินเทอร์เน็ต” ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อช่วยผ่อนคลาย และ ปลอดภัย

สอดคล้องกับข้อมูลการวิจัยของ ลิลลี่ บรันส์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้ประกอบการเชียงใหม่ (Chiang Mai Entrepreneurship Association : CMEA) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านไมซ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการสำรวจ เรื่อง “ผลทางเศรษฐกิจจาก Digital Nomad ในจังหวัดเชียงใหม่” พบว่า  ในช่วงระยะ 6 ปี ประชากร “ดิจิทัล นอแมด” เดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่เชียงใหม่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ถึง 3 หมื่นคน นิยมเดินทางเข้ามาในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือน ตุลาคม-มกราคม และน้อยลงในช่วงที่มีหมอกควัน โดยมีสถานที่ทำงานที่นิยม คือ co – working space โดยเฉพาะ CAMP ที่ ห้างเมญ่า และ Pun Space  

ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา รองลงมา คือ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 30-44 ปี ทำงานด้านซอฟต์แวร์ การตลาด – โฆษณา การเงิน กฎหมาย และทำธุรกิจ มีรายได้หรือเงินเฉลี่ย 50,000 – 500,000 บาท 

มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อเดือน ด้านที่พัก 14,976 บาท ค่าอาหาร 5,000-10,000 บาท ใช้จ่ายประจำวัน 35,000 บาท และ ท่องเที่ยว เฉลี่ยปีละ 200,000 บาท ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของ เชียงใหม่ อย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการต่อวีซ่าผ่านนายหน้ากว่า 6 หมื่นบาท ต่อราย และ มีค่าใช้จ่ายในการออกนอกประเทศอีกกว่า 3 แสนบาท เนื่องจากระบบวีซ่าของไทยในปัจจุบันไม่เอื้อต่อคนทำงานกลุ่มนี้ เมื่อครบกำหนดระยะวีซ่า คนกลุ่มนี้ต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อต่อวีซ่า ซึ่งหากรัฐบาลปรับนโยบายให้ สามารถทำวีซ่าในไทยได้สะดวกขึ้นและมีระยะเวลาการพำนักยาวนานขึ้น ก็จะลดภาระค่าใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้อย่างมาก และนั้นอาจทำให้ ประเทศไทย ได้เปรียบ คู่แข่ง อย่าง อินโดนิเซีย และเวียดนาม อย่างมาก

อีกหนึ่งเหตุผลที่ ดิจิทัล นอแมด เลือก “เชียงใหม่” เป็นออฟฟิศชั่วคราว คือ ค่าครองชีพที่ถูกมากๆ เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ โดยกลุ่ม Nomad list เคยมีการคำนวณค่าครองชีพในเชียงใหม่คร่าว ๆ ต่อคนไว้ราว ๆ  913 ดอลลาร์/เดือน ถูกกว่าเมืองอันดับ 1 อย่างเมืองคังกู บาลี อินโดนีเซีย ที่มีค่าครองชีพ 1080 ดอลลาร์/เดือน และถูกกว่ากรุงเทพฯ ที่สูงถึง 1,236 ดอลลาร์/เดือน

สอดคล้องกับ แคทลีน เพดดิกอร์ด ผู้ก่อตั้ง Live and Invest Overseas บริษัทให้คำปรึกษาสำหรับการย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตในต่างแดน ที่จัดอันดับ “เชียงใหม่” เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 5 ด้วยเหตุผลว่า  “มีค่าครองชีพต่ำ อากาศดี ประวัติศาสตร์เจ๋ง และ วัฒนธรรมโดดเด่น”

ลิลลี่ บรันส์ จาก CMEA และ ชฎาธช จันทนพันธ์ หัวหน้างานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคเหนือตอนบน (depa) ได้แสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า “รัฐบาลควรให้ความสำคัญและหาแนวทางพัฒนาในประเด็นปัญหาวีซ่า โดยการ ขยายระยะเวลาการพำนักอาศัยให้นานขึ้น เพื่อเอื้อประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้คนทำงานกลุ่มนี้” 

ซึ่งภาครัฐ หรือ ภาคเอกชนสามารถเชื่อมโยง ดิจิทัล นอแมด เข้ากับชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น เช่น การเป็นที่ปรึกษาธุรกิจท้องถิ่นด้านดิจิทัล อาทิ การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ธุรกิจท้องถิ่น หรือเยาวชน นอกจากจะได้ผลประโยชน์เชิงบวกด้านเศรษฐกิจแล้ว การเชื่อมต่อธุรกิจยังสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป

ณ ปัจจุบัน โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีความได้เปรียบในเรื่องวีซ่า ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของ เชียงใหม่ วีซ่า จึงเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ และ องค์กรปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ จะต้องมีการพลักดันแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

เรียบเรียงโดย : อ้ายเจ

ร่วมแสดงความคิดเห็น