เครดิตบูโร เตือน ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ วันนี้แตะระดับ 91% เป็นจุดอันตราย

การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยตลอดทั้งปี 2566 เติบโตไม่ถึง 2% แต่ว่าหนี้ครัวเรือนไทยคาดว่าจะเพิ่ม 3.7% พูดง่ายๆ ก็คือโตเยอะกว่าการขยายตัวในระดับตรงนี้ก็มีความหมายว่ามันขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยทั้งหมดดังนั้นประเทศไทยก็เป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างไปทางต่ำที่มีปัญหาหนี้ค่อนข้างเยอะ

ตัวหนี้เสียของสินเชื่อรถยนต์โตขึ้นมาถึง 28% ด้วยกันซึ่งตรงนี้มีนัยยะก็คือคนที่กำลังผ่อนรถอยู่ผ่อนไม่ไหวแต่ว่าหนี้ที่กำลังจะน่าเป็นห่วงก็คือ หนี้บ้าน คำถามคือภาพใหญ่หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่แล้วเป็นประเด็นหลักที่เป็นวาระแห่งชาติ  

หนี้เน่าในบ้านเรานั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง เพราะว่าที่ผ่านมาหนี้เน่าถือได้ว่าเป็นครึ่งหลังของเศรษฐกิจไทย เพราะหนี้ครัวเรือนบ้านเราหนี้ท่วมเกินกว่า 90% ของจีดีพีเป็นที่เรียบร้อยแล้วจริงๆแล้วถามว่าเท่าไหร่ถึงจะค่อนข้างปลอดภัย จริงๆแล้วไม่ควรจะเกิน 80% แต่พอมันเกิดปัญหาหรือโควิดมาแล้วยังไม่ สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ก็เลยกลายเป็นว่าหนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นกลายเป็น 90%

ทีนี้ความน่ากลัวก็คือต่างคนต่างมีความวิตกกังวลในประเด็นนี้แต่ถ้ามองดูจะพบว่าอัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนไทยถ้าเทียบกับการเติบโตของขนาดเศรษฐกิจหรือจีดีพี พบว่าสัดส่วนการเติบโตหนี้ครัวเรือนเยอะกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม

เศรษฐกิจโดยรวมของปี 66 ที่ผ่านมาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% โดยรวมตอนนี้ รอไตรมาสที่ 4 ว่าจะต่ำกว่า 1.8% อย่างที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)บอกมาหรือไม่ แต่ว่าหนี้คือการเติบโตที่เชื่อว่าทั้งปีที่แล้วไม่ถึง 2% แต่ว่าหนี้ครัวเรือนไทยคาดว่าจะเพิ่ม 3.7% คือพูดง่ายๆ คือโตเยอะกว่า

ยอดสินเชื่อครัวเรือนคงค้างทั้งหมดเลย คือ โลเอาสแตนดิ้ง

คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ บอกว่ายอดสินเชื่อครัวเรือนคงค้างทั้งหมดเลย คือ โลเอาสแตนดิ้ง จากฐานข้อมูลของเครดิตบูโรที่มีอยู่ในไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 13.68 ล้านล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.7%  การขยายตัวในระดับตรงนี้คือ 3.7% ก็มีความหมายว่ามันขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยทั้งหมด

ทีนี้เศรษฐกิจไทย จีดีพีที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้มีเอกสารลับแล้วจากนั้นก็บอกว่าไม่ลับของ สศค. บอกว่าเศรษฐกิจไทยปีที่ผ่านมาโตแค่ 1.8% เท่านั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราคงไม่ถึง 3.7

ทีนี้สำหรับหนี้เสีย ก็คือหนี้ครัวเรือนที่ไม่มีการชำระมาเป็นเวลา 3 เดือน ข้อมูลจากฐานข้อมูลเคดิตบูโร เดือนธันวาคม ของปี 66 อยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเยอะมากถึง 6.6%  ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อการบริโภค คิดเป็นเงิน 260,000 ล้านบาท รองลงมา คือสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ 230,000 ล้านบาท

อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนตอนนี้พุ่งเกิน 90% ไปแล้ว จริงๆ มันเกินไปค่อนข้างเยอะทั้งที่ความจริงแล้วไม่ควรที่จะเกิน 80% และบางประเทศที่เยอะกว่าเราลองไปดูในไส้ของหนี้จะพบว่าหนี้ของประเทศที่เขาอาจมีสถานการณ์ดีกว่าถึงแม้สัดส่วนจะเยอะกว่าเรา เพราะว่าหนี้ครัวเรือนที่เขามีคือใช้จ่ายภายในบ้าน แต่ของบ้านเราไปอยู่ที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคและรถยนต์

ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างไปทางต่ำและมีปัญหานี้ค่อนข้างเยอะซึ่งสิ่งเหล่านี้เองถือว่าเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

คุณสุรพล โอภาสเสถียร ซีอีโอของเครดิตบูโร กล่าวว่า ความน่ากลัวของเรื่องนี้มันอยู่ที่รถยนต์เพราะว่าหนี้เสียของรถยนต์เมื่อปีที่แล้วผ่านมา 1 ปีที่เรียกว่า เยียส์ออนเยียส์ (Years on Years) โตขึ้น 28% เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ก็คือสินเชื่อรถยนต์มีหนี้เสียโตเร็วมาก ใน 1 ปีที่ผ่านมา สภาพที่เห็นได้ชัดก็คือ สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้สินเชื่อรถยนต์ต่างพากันสำรองหรือรับรู้ความเสียหายตรงนี้อย่างรุนแรง เราเรียกอาการแบบนี้ว่าสินเชื่อรถยนต์ฝีมันแตกมันต้องการเยียวยา

ตัวหนี้เสียของสินเชื่อรถยนต์โตขึ้นมาถึง 28% ซึ่งตรงนี้มีนัยยะก็คือคนที่กำลังผ่อนรถอยู่ผ่อนไม่ไหวหลังจากนั้นกลายเป็นหนี้เสียขยับพุ่งขึ้น แต่ว่าถ้ารวมกับตัวเครดิตการ์ดด้วยแล้วก็ต้องยอมรับว่าตัวการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของคนไทยยังน่าเป็นห่วงเพราะว่ามีหนี้เสียเพิ่มขึ้นถึงประมาณกว่า  24% ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่เราต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ทีนี้ถ้ามาดูภาพใหญ่ เอ็นพีแอลทั้งหมดเป็นอย่างไร 6% คือ การเติบโตของหนี้เสีย ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญทีเดียวแต่ว่าถ้าไปดูปี 2022 เทียบ 2023 จะเห็นเลยว่าโตขึ้นมาตามลำดับคือในปี 2022 เดือนธันวาคม สัดส่วนอยู่ที่การเติบโต 7.4% เอ็นพีแอล แต่ว่าพอมาปี 2003 เดือนธันวาคม โตขึ้นมาเป็น 7.7% แปลว่าตอนนี้คนไทยมีสัดส่วนการเติบโตของหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นหรือพูดง่ายๆ ก็คือ จ่ายไม่ไหวมากขึ้น

ส่วนสินเชื่อรถยนต์ที่บอกว่าน่ากังวลที่สุดมูลหนี้สูงถึง 230,000 ล้านบาท สัดส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 23% ของเอ็นพีแอลทั้งหมด แล้วก็พบว่าความน่ากังวลมาจากการเร่งตัวขึ้นของการไม่สามารถชำระคืนหนี้สินเชื่อรถยนต์ได้หรือที่เราเรียกว่า “ผ่อนรถไม่ไหว” ซึ่งการเร่งตัวขึ้นแบบนี้ถามว่าจะเกิดอะไรตามมา สิ่งที่ตามมา คือ คนก็จะถูกยึดรถ ยึดรถแล้วจะถูกนำรถไปคืน และนำเข้าลานประมูลเพิ่มขึ้นถ้าเป็นแบบนั้นก็จะเห็นราคารถมือสองตกลง ซึ่งบรรดาสถาบันการเงินหรือว่าธนาคารพาณิชย์ก็ได้รับผลกระทบ

เพราะว่าแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์ที่ไม่สามารถที่จะจ่ายไหวหรือว่าขาดทุนไป เมื่อนำไปขายหรือว่าล๊อตออนเซน ก็จะทำให้ได้รับผลกระทบทำให้ต้องตั้งสำรองเพิ่มสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาหนี้ที่ผ่อนไม่ไหว แต่ว่ามันมีเรื่องของดิสรัปชั่นของรถไฟฟ้า รถอีวีที่เข้ามาทำให้ความต้องการรถใช้น้ำมันลดลงไปด้วยก็เลยยิ่งร่วงเข้าไปใหญ่ ก็เลยกลายเป็นเจอ 2 ปัจจัยที่เข้ากระทบกับสถานการณ์รถยนต์ทันที

ดังนั้นบรรดาสถาบันการเงินอาจจะต้องตั้งสำรองไว้เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะใครที่มีสัดส่วนของตัวปล่อยสินเชื่อรถยนต์ค่อนข้างสูง

ทีนี้จบเเค่รถยนต์หรือเปล่า คุณสุรพล บอกว่ารถยนต์ฝีแตกใช่ว่าจะวางใจได้เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังลุกลามไปกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือว่าบ้าน โดยตอนนี้ถ้าไปดูตัวสเปเชียลเมนชั่นหรือว่า หนี้รอเน่า(SM) หมายถึง หนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสียแต่มีค้างชำระเกิน 30 วันแต่ยังไม่ถึง 90 วัน จะพบว่ามีสัดส่วนของเอสเอ็มหรือว่าหนี้รอเน่า 610,000 ล้านบาท ณ เดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ซึ่งส่วนนี้เป็นสินเชื่อบ้านประมาณ 180,000 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือคนที่จ่ายหนี้บ้านไม่ไหวแต่ว่ายังไม่เป็นหนี้เสียแต่ว่าจ่ายไม่ได้แล้วแต่ยังไม่ถึง 90 วัน แต่จ่ายไม่ได้เกิน 30 วัน คิดเป็นสัดส่วน 31% ทีเดียวที่เพิ่มขึ้นมา แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นสัญญาณของตัวบ้านมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาทซึ่งถือว่ามีสัดส่วนประมาณการที่ 120,000 ล้านบาท จาก 180,000 ล้านบาท ที่เป็นบ้านมูลค่าต่ำกว่า 3 ล้านบาท

ตรงนี้หมายถึงอะไร เครดิตบูโรอธิบายแบบนี้บอกว่า หมายถึง คนเริ่มผ่อนบ้านไม่ค่อยไหว ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กู้บ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งถามว่าคนกลุ่มนี้คือใคร ก็คือกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางค่อนต่ำ แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ของธนาคารรัฐ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าตอนนี้สินเชื่อบ้านเริ่มมีอาการน่าเป็นห่วงคล้ายๆ กับสินเชื่อรถยนต์ที่มีการเติบโตของตัวเอสเอ็มหรือว่าหนี้รอเน่าในช่วงหลายปีก่อนแล้วกลายมาเป็นหนี้เน่าหรือว่าเอ็นพีแอลในช่วงปีที่ผ่านมาให้เราได้เห็นนั่นเอง

ทีนี้คำถามคือตรงนี้ที่เราเห็นภาพชัดในรายละเอียดแล้วว่าตอนนี้รถยนต์น่าเป็นห่วง แต่ว่าหนี้ที่กำลังจะน่าเป็นห่วงตามมาก็คือหนี้บ้าน

คำถามคือภาพใหญ่ครัวเรือนต่อจีดีพีเป็นอย่างไร

เราทราบกันว่าส่วนเดด ทูจีดีพีบ้านเราตอนนี้กว่า 90% คือ ถ้าเศรษฐกิจโตขึ้นไปได้สัมพันธ์กับหนี้ที่เพิ่มขึ้นหรือว่ามากกว่าก็จะทำให้ตัวเด็ด ทูจีดีพีหรือว่าหนี้ต่อจีดีพีมีโอกาสที่จะลดลงตาม 90% ได้

แต่คำถาม คือ เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในอนาคตที่ 80% จะทำได้มากน้อยแค่ไหน

คำตอบคือต้องดูนะว่าจีดีพีจะโตได้หรือไม่อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า จีดีพีเราอาจจะโตได้ไม่ถึง 2% ซึ่งเดี๋ยวต้องรอทางสภาพัฒน์แถลงว่าตัวเลขจริงๆแล้วเป็นอย่างไร แต่คลังเองก็คาดกันว่ามากน่าจะแค่ 1.8% แล้ว ถ้าเศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 2% แต่หนี้ไปโต 3.7% แบบนี้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะเป็นยังไง ก็เพิ่มสูงขึ้นแน่นอน

เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่แล้วก็เป็นประเด็นหลักที่เป็นวาระแห่งชาติแล้วก็ว่าได้ เพราะว่าถ้าเราติดบ่วงหนี้ รับรองว่าในเรื่องของการบริโภคก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ทั้งที่เคยสำคัญเป็นพระเอกในช่วงที่ผ่านมาหรือแม้แต่ในเรื่องของความเครียดของผู้คน หรือว่าภาวะของการบริหารจัดการชีวิตก็อาจจะยากลำบากตามไปด้วยท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลที่ได้มาจากเครดิตบูโรก็จะเห็นชัดเจนว่าเอาไปใช้อะไร

ด้านหนึ่งเป็นเรื่องของเศรษฐกิจไม่ดี อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ได้มาจากเครดิตบูโรก็จะเห็นชัดเจนว่าเอาไปใช้อะไร โทรศัพท์มือถือใหม่ ไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะฉะนั้นมีความหมายว่าส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของพฤติกรรมในการใช้จ่าย

เครดิตบูโรแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเอาเงินจากอนาคตมาใช้ก็เลยเห็นเรื่องของพฤติกรรมการใช้จ่ายสำคัญ เช่นเดียวกันหลายคนมองเห็นประเด็นเศรษฐกิจไม่ดีด้านหนึ่ง แต่ว่าการบริโภคเยอะก็อีกด้านนึง เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกมองอย่างมหภาคและจุลภาคด้วย เพราะเรื่องนี้มันอยู่ที่ตัวบุคคลที่ชอบใช้จ่ายเกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ ก็ว่าได้

เรียบเรียงโดย : บ่าวหัวเสือ

ร่วมแสดงความคิดเห็น