นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า รายได้สุทธิที่รัฐบาลจัดเก็บได้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ อยู่ที่ 1,386,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณประมาณ 39,100 ล้านบาท หรือเกือบ 40,000 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการประมาณ 2.7%
สาเหตุหลักมาจากกรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากมีมาตรการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน นอกจากนี้ยังมีการจัดเก็บภาษีรถยนต์ต่ำกว่าประมาณการเป็นสำคัญ โดยข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระหว่างเดือนตุลาคมปีที่แล้วจนถึงเดือนมีนาคมปีนี้ พบว่าการจัดเก็บภาษีรถยนต์ได้ 40,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนถึง 13,600 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงของภาษีรถยนต์ถึง 25.47%
สาเหตุที่จัดเก็บภาษีรถยนต์ได้ต่ำกว่าประมาณการมาจากยอดขายรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถาบันการเงินคุมเข้มในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์มากขึ้น อีกทั้งยังมีมาตรการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) อีกด้วย
ข้อมูลการจัดเก็บภาษีรถยนต์ย้อนหลัง
การจัดเก็บภาษีรถยนต์ของกรมสรรพสามิตในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วถึง 46% เดือนมีนาคมลดลง 31% เดือนกุมภาพันธ์ลดลง 38% เดือนมกราคมลดลง 35% และธันวาคมปีที่แล้วลดลงเกือบ 25%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยอดการขายรถยนต์ไทยในเดือนเมษายนอยู่ที่ 46,700 คัน ลดลงประมาณ 21% และเป็นการลดลงของยอดขายในประเทศต่อเนื่อง 11 เดือนแล้ว
ฐานการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสุทธิในช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้พิเศษรวม 53,130 ล้านบาท หากไม่รวมรายได้พิเศษนี้ รายได้ของรัฐบาลสุทธิน่าจะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 4.5%
รายได้พิเศษที่ว่ามาจากส่วนราชการอื่นที่มีรายได้พิเศษจากการนำส่งเงินทุนหรือผลกำไรส่วนเกินของทุนหมุนเวียน รวมถึงรายได้จากสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่และการประมูลใบอนุญาตคลื่นวิทยุ
ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์
นายสุรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลเคยมีมาตรการกระตุ้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ และอยากให้รัฐบาลช่วยกระตุ้นการซื้อรถยนต์ด้วย เนื่องจากรถยนต์สันดาปภายในและรถกระบะที่ใช้ชิ้นส่วนการผลิตในประเทศกว่า 90% ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก หากรัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมยานยนต์ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป
อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยมีการผลิตรถยนต์และรถกระบะในประเทศอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้การผลิตรถยนต์ในประเทศนั้นมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมยาง และอุตสาหกรรมไฟฟ้า ซึ่งทุกอุตสาหกรรมเหล่านี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ การที่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนและกระตุ้นการซื้อรถยนต์จะช่วยให้การผลิตและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้น
ในระยะยาว การกระตุ้นการซื้อรถยนต์ยังสามารถส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เนื่องจากการขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจะนำมาซึ่งการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น ทั้งนี้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการผลิตหรือการนำเข้ารถยนต์ และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้าและบริการภายในประเทศ การจัดเก็บภาษีเหล่านี้เป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ภายในประเทศ
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ยังมีส่วนในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก การที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์สินเชื่อรถยนต์
นายบุญหนา จงถิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า สาเหตุหลักที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก ส่งผลให้การขอสินเชื่อยากขึ้น สถาบันการเงินต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ
หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นในปัจจุบันมีผลกระทบต่อการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างมาก เนื่องจากครัวเรือนหลายครัวเรือนมีภาระหนี้สินที่สูงอยู่แล้ว สถาบันการเงินจึงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่ออย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ซึ่งหนี้ครัวเรือนสูงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการขอสินเชื่อในประเภทอื่น ๆ ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการคืนรถจบหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาซึ่งทำให้สถาบันการเงินขาดทุน เนื่องจากการที่ผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถผ่อนชำระได้และต้องคืนรถให้กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงต้องขายรถยนต์ที่ได้รับคืนมาซึ่งมักจะขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าหนี้ที่ยังคงค้างอยู่ ส่งผลให้สถาบันการเงินต้องรับภาระขาดทุน ในสถานการณ์ที่การคืนรถจบหนี้เกิดขึ้นมากขึ้น ทำให้สถาบันการเงินต้องระมัดระวังมากขึ้นในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนเพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้ การขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในปัจจุบันจึงมีความยากลำบากมากขึ้น สถาบันการเงินต้องตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่ออย่างละเอียดมากขึ้น และใช้เกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ในตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
การคาดการณ์ในอนาคต
คาดว่าในปีหน้า ยอดขายรถยนต์จะกลับมาฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจรถยนต์น้ำมันยังคงอยู่กับเราอีกนาน ประมาณ 20-25 ปีข้างหน้า การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต
รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะการวิ่งที่ยาวนานขึ้นและราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง แต่ในขณะเดียวกัน รถยนต์ที่ใช้น้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ในตลาดต่อไป
ในอนาคตอันใกล้ การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก การที่ผู้ผลิตรถยนต์มีความสามารถในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูงและราคาไม่แพงจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าก็เป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
ในระยะยาว แม้ว่ารถยนต์น้ำมันจะยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ แต่แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และอาจจะเป็นส่วนแบ่งตลาดที่สำคัญในอนาคต ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องเตรียมตัวและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียบเรียงโดย : บ่าวหัวเสือ
ร่วมแสดงความคิดเห็น