ทำความรู้จักกับเอนโดไทน์คืออะไร? มีจุดเด่นอย่างไร?

เอนโดไทน์ (Endotine) หลายคนคงคุ้นกับชื่อนี้กันมาพอสมควร แต่ก็ยังมีหลายคนที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมผ่าตัดเอนโดไทน์ (Endotine)ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร สามารถทำในส่วนไหนได้บ้าง วันนี้เราจึงรวมรวมข้อมูลที่ควรรู้ที่ไม่ควรพลาด เกี่ยวกับการทำเอนโดไทน์มาแนะนำ 

Endotine คืออะไร

เอนโดไทน์ คือเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ในการดึงหน้า ยกกระชับหน้า ผ่าตัดโดยการส่องกล้องขนาดเล็ก

ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่จะทำให้แผลมีขนาดเล็กเพื่อแยกชั้นผิวออก และติดตั้งเอนโดไทน์จากนั้นจึงดึงเนื้อผิวส่วนที่มีปัญหาให้กลับมาตึง และดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง ซึ่งวัสดุเอนโดไทน์ที่ใช้จะมีขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร ไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม จึงทำให้แผลเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเดิมๆ และไม่ต้องพักฟื้นนาน 

สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เอนโดไทน์ (endotine) คืออะไร? ทำที่ไหนดี ราคาเท่าไหร่?

วัสดุเอนโดไทน์มีอันตรายไหม

เอนโดไทน์เป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับ US.FDA ว่าเป็นวัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถสลายได้เองตามกาลเวลา แตกต่างจากวัสดุอื่น โดยเอนโดไทน์จะช่วยดึงและยกกระชับผิวหนังด้วยแรงที่สม่ำเสมอ จึงสามารถป้องกันการเกิดผลข้างเคียง และรักษาริ้วรอยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

จุดเด่นการทำ Endotine 

การทำเอนโดไนท์ Endotine เป็นการผ่าตัด ศัลยกรรมศัลยกรรมดึงหน้าผาก ทำให้ผิวหน้าผากตึงกระชับคิ้วยกขึ้น และชั้นตาดูชัดเจนขึ้น ผ่านกล้องซึ่งมีความปลอดภัยสูง เป็นการผ่าตัดแบบเปิดแผลเล็ก ซึ่งรอยแผลจะถูกซ่อนไว้บริเวณไรผม จึงทำให้ไม่เห็นรอยแผลเป็น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหางตาตก ระยะคิ้วแคบหนังตาตก ชั้นตาหลบใน และผู้มีปัญหาริ้วรอยหน้าผาก

ขั้นตอนการทำเอนโดไทน์

– เริ่มจากการตรวจร่างกายของคนไข้มให้พร้อมสำหรับการผ่าตัด และทำการวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

– ศัลยแพทย์ทำการกรีดเปิดแผลเล็กๆบริเวณด้านในของไรผม ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ไม่เห็นรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัด

– แพทย์จะทำการตรวจสอบตำแหน่งของเส้นประสาทและหลอดเลือดผ่านการส่องกล้อง และทำการดึงหน้าผากขึ้น

– ตรวจสอบตำแหน่งที่จะฝังเอนโดไทน์บริเวณกะโหลกศีรษะ และตำแหน่งที่จะทำการยกกระชับ อาทิเช่นบริเวณหน้าผากและคิ้ว 

– จากนั้นแพทย์จะทำการฝังเอนโดไทน์ เพื่อยึดเอาไว้แล้วจึงเย็บปิดแผล

ข้อดีของการทำ เอนโดไทน์

– มีความปลอดภัยสูงมากกว่าการใช้วิธีผ่าตัดดึงหน้าแบบเก่า

– หลังการผ่าตัดมีผลข้างเคียงน้อย

– ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ หน้าผากดูยกระชับขึ้น ริ้วรอยดูลดลง

– เอ็นโดไทน์สามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติโดยไม่มีสารตกค้างภายในร่างกาย

– แผลเล็ก ให้ความรู้สึกเจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเดิม และไม่มีรอยแผลเป็น

– คนไข้มีอาการบวมช้ำหลังการผ่าตัดน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว 

– ผลลัพธ์ชัดเจน และสามารถอยู่ได้นาน 5-10 ปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

– งดการทานยาแอสไพริน และวิตามินอีก่อนการผ่าตัด 2 สัปดาห์

– งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนทำการผ่าตัด

– หากมีโรคประจำตัวหรือมาอาการแพ้ยาควรแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

– งดน้ำ และ อาหารอย่างน้อย 8 ชม. ก่อนการผ่าตัด

– หลีกเลี่ยงการผ่าตัดในช่วงมีประจำเดือน

การดูแลหลังการผ่าตัด

– นอนหนุนหมอนสูงในช่วงสัปดาห์แรกเพื่อช่วยลดอาการบวมช้ำ

– ทานยายาแก้ปวดตามแพทย์แนะนำและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

– ประคบเย็นในตำแหน่งที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อให้เลือดหยุดไหล และช่วยลดบวมที่เกินขึ้นในช่วงแรก

– งดการออกกำลังกายหนัก ๆ 3 เดือน

– ใบหน้าจะเริ่มเข้าที่หลังจากการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน

– หลังผ่าตัดเป็นเวลา 1-2 เดือนแรก ไม่ควรหวีผมหรือไดร์ผมอย่างรุนแรง

ข้อห้ามสำหรับการผ่าตัดเอนโดไทน์

การผ่าตัดทุกชนิดมักมีข้อจำกัดที่ใกบ้เคียงกัน ซึ่งข้อห้ามสำหรับการผ่าตัดเอนโดไทน์ทีดังนี้

– ห้ามสตรีมีครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตรเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากอาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ หรือบุตรได้

– ก่อนการผ่าตัดห้ามใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจทำให้มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดผิดปกติได้

– ไม่สามารถผ่าตัดได้ในคนไข้ที่มีประวัติเลือดหยุดยาก

– คนไข้ที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ มะเร็ง ควรปรึกษาศัลยแพทย์อย่างละเอียด เพราะอาจส่งผลต่อการผ่าตัดได้

– ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการผ่าตัดเอนโดไทน์

– หลังการผ่าตัดจะมีแผลขนาดเล็กมาก อยู่ชิดใบหู และ ไรผม ซึ่งสามารถจางหายไปได้เมื่อผ่านไป 3-6 เดือน

– ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยให้ผิวหน้าตึง ดูยกกระชับ อ่อนกว่าวัย อยู่ได้นาน 5-10 ปี 

– หน้าผากดูตึงขึ้น ชั้นตาดูยกขึ้น มีระยะห่างของคิวแล้ชั้นตาเพิ่มขึ้น

ผ่าตัดเอนโดไทน์อยู่ได้กี่ปี?

การทำเอนโดไทน์เป็นผ่าตัดศัลยกรรมที่ให้ผลลัพธ์แบบกึ่งถาวร ซึ่งหลังการทำจะคงอยู่ได้ประมาณ 5-10 ปี ทั้ง(ขึ้นอยู่กับระดับปัญหาผิวและการดูแลรักษา)

สรุป

การผ่าตัดทุกประเภทมีความเสี่ยง และไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ได้ 100% ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่างต่างที่อาจเกิดขึ้นได้ คนไข้ควรปรึกษาผู้ที่ มีความรู้ในด้านการทำศัลยกรรมเป็นอย่างดี 

ร่วมแสดงความคิดเห็น