หนึ่งในนั้นคือ การจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ ด้วยการ “ลดจำนวนร้านขายบุหรี่”
ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านค้าปลีกยาสูบจำนวนกว่า 480,000 ร้านค้า (เฉพาะที่มีใบอนุญาตขายปลีกของกรมสรรพสามิต) – เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศที่อัตราการสูบบุหรี่ในเยาวชนต่ำกว่าเรา เช่น สิงคโปร์ (4,500 ร้าน) ออสเตรเลีย (40,000 ร้าน) นิวซีแลนด์ (6,000 ร้าน) อังกฤษ (50,000 ร้าน) สหรัฐอเมริกา (380,000 ร้าน: พื้นที่สหรัฐใหญ่กว่าไทยเกือบ 20 เท่า)
จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) พบว่า
เยาวชนที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านค้าหรือแผงขายบุหรี่ ในระยะเดินถึง มีแนวโน้มสูบบุหรี่สูงกว่าเยาวชนที่ไม่มีร้านค้าบุหรี่ใกล้บ้าน โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 15-19 ปีที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่างกันถึง 1.7 เท่า
รัฐบาลเก็บค่าใบอนุญาตขายปลีกยาสูบใบละ 100 บาทต่อปี (กรณีจดภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บ 500 บาทต่อปี) รายได้จากค่าใบอนุญาตน่าจะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ทำให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ง่ายขึ้น
(สิงคโปร์เก็บปีละ ~8,000 บาท ราคาบุหรี่สิงคโปร์ซองละ ~400 บาท หรือค่าใบอนุญาตแพงกว่าราคาบุหรี่ซอง ~20 เท่า ในขณะที่ไทยราคาใบอนุญาตแพงกว่าราคาบุหรี่ซองเพียง ~ 1.5 เท่า)
รศ.พญ เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 23 พฤษภาคม 2569
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://thai-nhes.com/

ร่วมแสดงความคิดเห็น