รู้หลักการใช้งาน เกียร์ธรรมดา-เกียร์อัตโนมัติถูกวิธี

ปภ.แนะรู้หลักการใช้งาน เกียร์ธรรมดา-เกียร์อัตโนมัติถูกวิธี…ลดเสี่ยงอุบัติเหตุ

หลายครั้งมักจะเกิดอุบัติเหตุจากการใช้งานเกียร์ โดยขาดความระมัดระวัง หรือไม่เข้าใจระบบการทำงานของเกียร์ เพื่อความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอแนะผู้ขับขี่เรียนรู้หลักใช้งาน

เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติอย่างถูกวิธี ดังนี้

เกียร์ธรรมดา เกียร์ 1 เป็นเกียร์ที่ใช้ความเร็วต่ำสุดใช้ในการออกรถ เกียร์ 2 ใช้ในกรณีรถไม่ได้จอดสนิท เกียร์ 3 ใช้เมื่อรถขึ้นเนินหรือเส้นทางเสี่ยงอันตราย เกียร์ 4 หรือ เกียร์ 5 ใช้เมื่อขับรถด้วยความเร็วบนเส้นทางปกติ เกียร์ N ใช้หยุดรถและดับเครื่องยนต์โดยดึงเบรกมือจอดทุกครั้งที่จอดรถ เกียร์ R ใช้สำหรับถอยหลัง

การสตาร์ทรถ

  • ตรวจสอบเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่างก่อนสตาร์ทรถ เพราะหากจะอยู่ในตำแหน่งอื่น จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • เหยียบคลัตช์ค้างไว้ทุกครั้งที่สตาร์ทรถ จะช่วยป้องกันรถพุ่งไปข้างหน้ากรณีไม่ได้เข้าเกียร์ว่าง
    การเลือกใช้เกียร์
  • ใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วและสภาพเส้นทาง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับรถ
  • เปลี่ยนเกียร์เมื่อเร่งหรือลดความเร็ว โดยรอบจะต้องไม่ต่ำหรือสูงเกินไป (2000 ถึง 3000 รอบต่อนาที)
  • ใช้เกียร์ 1 หรือ 2 เมื่อขับรถผ่านเส้นทางที่ลาดชันมาก จะช่วยฉุดกำลังรถ ทำให้หยุดรถหรือเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย
  • ใช้เกียร์ต่ำเมื่อขับรถลงเขาหรือทางลาดชัน เพื่อประคองความเร็วให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • ใช้เกียร์ต่ำเมื่อต้องการแซงรถ เพื่อให้รถมีกำลังในการเร่งความเร็วรถ จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการแซงไม่พ้น
  • ใช้เกียร์ว่างและเบรกมือทุกครั้งที่จอดรถ เพื่อป้องกันรถเคลื่อนตัว ทำให้เกิดเหตุได้

ข้อควรระวังในการขับรถเกียร์ธรรมดา

  • ไม่จับเกียร์ตลอดเวลาที่ขับรถ เนื่องจากทำให้เหลือมือบังคับพวงมาลัยเพียงข้างเดียว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
  • ไม่วางเท้าไว้ที่แป้นคลัตช์ตลอดเวลา เพราะทำให้คลัตช์สึกหรอหรือไหม้ได้ ทุกครั้งที่เปลี่ยนเกียร์ให้ยกเท้าออกจากแป้นคลัตช์
  • ไม่เร่งเครื่องขณะใช้เกียร์สูงเมื่อรอบเครื่องต่ำ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก และชุดเกียร์สะสมความร้อน ส่งผลให้เครื่องยนต์ร้อนจัด ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันรถไหลขณะขึ้นสะพาน

  • ให้ปลดเกียร์ว่างพร้อมดึงเบรกมือ เหยียบคลัตช์และเข้าเกียร์ 1 และ เหยียบคันเร่งช้าๆ พร้อมปลดเบรกมือ
  • เกียร์อัตโนมัติ เกียร์ P ใช้สำหรับจอดรถในตำแหน่งที่ไม่กีดขวางรถคันอื่นหรือจอดบริเวณลานจอด เกียร์ R
  • ใช้สำหรับถอยหลัง ซึ่งผู้ขับขี่ควรเหยียบเบรกทุกครั้งที่เข้าเกียร์ถอยหลัง เกียร์ N เป็นตำแหน่งเกียร์ว่าง ใช้กรณีหยุดรถชั่วคราวบนทางราบ หรือจอดกีดขวางเส้นทาง
  • เกียร์ D ใช้สำหรับขับในเส้นทางปกติ เกียร์ S L หรือ D3 ใช้เมื่อขับผ่านเส้นทางลาดชัน หรือต้องใช้ความเร็วต่ำ

การใช้งานเกียร์อัตโนมัติ

  • สตาร์ทเครื่องยนต์ขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P และเหยียบเบรกค้างไว้ เพราะหากคันเกียร์อยู่ระหว่าง P-R แรงสั่นสะเทือนอาจจะทำให้เกียร์เลื่อนไปตำแหน่งเกียร์ R ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • เปลี่ยนเกียร์เมื่อจอดสนิท จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุ และยืดอายุการใช้งานของระบบเกียร์
  • เหยียบเบรกเมื่อเปลี่ยนเกียร์ เพื่อป้องกันรถเดินหน้า หรือถอยหลังอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • การจอดรถเกียร์อัตโนมัติ
  • กรณีจอดบริเวณที่ลาดชัน เลื่อนเกียร์ไปตำแหน่ง P พร้อมดึงเบรกมือ เพื่อป้องกันรถเคลื่อนตัว ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • ห้ามเลื่อนเกียร์ไปตำแหน่ง D แล้วดึงเบรกมือ เพราะรถจะเคลื่อนตัว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • กรณีรถติดระยะสั้นๆ ใช้เกียร์ D เหยียบเบรกค้างไว้ ห้ามยกเท้าออกจากแป้นเบรก เพราะจะเกิดอุบัติเหตุได้
  • กรณีหยุดรถเวลานาน เลื่อนเกียร์ไปตำแหน่ง N และดึงเบรกมือ เพื่อป้องกันรถเคลื่อนตัว
  • ข้อควรระวังในการใช้งานเกียร์อัตโนมัติ
  • ไม่เปลี่ยนเกียร์ขณะขับรถด้วยความเร็วสูง เพราะอาจทำให้รถเสียการทรงตัว ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรเปลี่ยนเกียร์ขณะรถจอด
  • ไม่ใช้เกียร์ 2 เมื่อขับรถด้วยความเร็วสูง เพื่อรอบเครื่องยนต์สูงจนรถลื่นไถลหรือเสียการทรงตัวออกนอกเส้นทาง

ทั้งนี้ การเรียนรู้ระบบการทำงานของเกียร์ พร้อมหมั่นฝึกฝนในการเปลี่ยนเกียร์ให้ชำนาญ และจดจำตำแหน่งเกียร์อย่างแม่นยำ โดยใช้ประสาทสัมผัสแทนการเหลือบมองแป้นเกียร์ จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้

ร่วมแสดงความคิดเห็น