แพทย์ มช. เผยสาเหตุที่คนลดน้ำหนัก ไม่ควรมองข้าม

ลดน้ำหนักเร็วเกินไป
⚠️เสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี
แพทย์ มช. เผยสาเหตุที่คนลดน้ำหนักไม่ควรมองข้าม

หลายคนมุ่งมั่นลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น แต่การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่หลายคนไม่คาดคิด โดยเฉพาะการเกิด “นิ่วในถุงน้ำดี” ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่อดอาหารอย่างหนัก รับประทานอาหารพลังงานต่ำมาก หรือมีการลดน้ำหนักมากกว่า 1.5–2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

รศ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) ได้จากหลายกลไก ประการแรก เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อยมาก โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ถุงน้ำดีจะไม่ได้รับการกระตุ้นให้บีบตัวตามปกติ ส่งผลให้น้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดีเป็นเวลานาน คอเลสเตอรอลในน้ำดีจึงตกผลึกได้ง่าย และก่อตัวเป็นนิ่วคอเลสเตอรอล เปรียบได้กับน้ำในบ่อที่นิ่งเป็นเวลานานจนเกิดตะกอนสะสม

นอกจากนี้ ในช่วงที่ร่างกายลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว จะมีการสลายไขมันสะสมจำนวนมากเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน ตับจึงขับคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกทางน้ำดี ส่งผลให้ความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น เมื่อมีปริมาณมากเกินไปก็จะเกิดการตกผลึกและพัฒนาเป็นนิ่วได้

อีกปัจจัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงของสมดุลสารในน้ำดี โดยปกติในน้ำดีจะมีเกลือน้ำดี (Bile Salts) และเลซิทิน (Lecithin) ช่วยละลายคอเลสเตอรอล แต่ในภาวะอดอาหารหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว สัดส่วนของสารเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คอเลสเตอรอลตกผลึกได้ง่ายขึ้น

จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักแบบรวดเร็วมีโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดีรายใหม่ได้ประมาณ 10–25 เปอร์เซ็นต์ และในผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) ความเสี่ยงอาจเพิ่มสูงถึง 30–40 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วง 6–18 เดือนแรกหลังการรักษา”

รศ.นพ.จักรกริช กล่าวว่า “แนวทางการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย ควรลดน้ำหนักในอัตราประมาณ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยควบคุมให้ร่างกายขาดพลังงานประมาณวันละ 500–750 กิโลแคลอรี และควรรับประทานไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ปลา ถั่ว อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก เพื่อช่วยกระตุ้นการบีบตัวของถุงน้ำดีให้เป็นไปตามปกติ

ทั้งนี้ ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วนเท่านั้น แต่ยังพบได้ในผู้ที่ลดน้ำหนักเร็วเกินไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 เช่น Semaglutide หรือ Tirzepatide ผู้ที่อดอาหารอย่างเข้มงวด ผู้ที่ทำ Intermittent Fasting (IF) ควบคู่กับการจำกัดพลังงานอย่างมาก รวมถึงผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลดน้ำหนัก

จึงควรสังเกตอาการเตือนของนิ่วในถุงน้ำดี เช่น ปวดบริเวณชายโครงขวา ปวดร้าวไปสะบักขวา คลื่นไส้หลังรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว ซึ่งพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด

สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักและมีอาการปวดชายโครงด้านขวาขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะหากมีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร อาการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม”

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/JreD3

#ลดน้ำหนัก#นิ่วในถุงน้ำดี #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น