ปัญหาการกลั่นแกล้ง และความรุนแรงในโรงเรียนยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะสถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก แต่กลับกลายเป็นสถานที่ที่นักเรียนบางคน ต้องเผชิญการรังแกทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม
.
วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวเชียงใหม่นิวส์ได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ประธานกรรมการมูลนิธิศานติวัฒนธรรม ถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยมูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีภารกิจส่งเสริมสันติภาพและป้องกันความรุนแรง ผ่านงานวิจัย การอบรม และการทำงานร่วมกับเด็ก เยาวชน ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
.
บูลลี่ ไม่ใช่แค่การล้อเล่น แต่หมายถึงพฤติกรรมที่มุ่งทำร้ายผู้อื่น โดยมักเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่เท่าเทียมด้านอำนาจ ผู้กระทำอาจไม่ได้แข็งแรงกว่าทางร่างกาย แต่มีบุคลิกก้าวร้าว มีอิทธิพล หรือมีคนคอยสนับสนุน
.
รูปแบบที่พบได้บ่อย ได้แก่ การล้อเลียน ดูถูก เหยียดหยาม ประจาน ทำร้ายร่างกาย รีดไถเงิน และกีดกันออกจากกลุ่ม โดยเฉพาะการถูกโดดเดี่ยวทางสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจของวัยรุ่นอย่างมาก ขณะเดียวกันยังมี Cyberbullying หรือการกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์ ทั้งการปล่อยข่าวลือ การทำให้อับอาย และการล่วงละเมิดผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งแม้ไม่ต้องสัมผัสร่างกาย แต่สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำได้ และอาจทำให้ผู้ถูกกระทำหันมาใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับ
.
จากการสำรวจการรังแกกันในโรงเรียนทั่วประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 พบว่าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2549 โดยนักเรียน ป.5 ถูกกลั่นแกล้งมากที่สุด และภาคเหนือมีสัดส่วนสูงถึง 45% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว ส่วนระดับ ม.2 มีแนวโน้มลดลง โดยภาคตะวันออกมีสัดส่วนสูงสุดที่ 33.7%
.
เด็กผู้ชายมีอัตราถูกกลั่นแกล้งสูงกว่าเด็กผู้หญิง โดยการล้อเลียนและดูถูกเชื้อชาติเป็นรูปแบบที่พบมาก สถานที่เกิดเหตุบ่อยที่สุด ได้แก่ ห้องเรียนช่วงครูไม่อยู่ สนามโรงเรียน ห้องเรียนช่วงครูอยู่ และทางเดินหรือบันได ตามลำดับ
.
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ ครูและผู้ปกครองยังมีบทบาทในการแก้ปัญหาไม่มากพอ และบางครั้งกลับมีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ เช่น การล้อเลียนที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ รวมถึงการเลี้ยงดูที่ขาดความอบอุ่น นอกจากนี้ การใช้ความรุนแรงในการอบรมเด็กยังเป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าการใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอกว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และอาจนำพฤติกรรมดังกล่าวไปใช้กับผู้อื่น
.
โดยการแก้ปัญหาควรดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่าน ทฤษฎีการป้องกัน 3 ระดับ
.
ระดับที่ 1 การป้องกันทั่วไป ให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนเกี่ยวกับผลกระทบของความรุนแรง กำหนดกฎและนโยบายโรงเรียนที่ชัดเจน ไม่ยอมรับการรังแก และสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ
.
ระดับที่ 2 ดูแลกลุ่มเสี่ยง ให้ความสำคัญกับเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ได้ยาก หรือมีปัญหาด้านการเข้าสังคม โดยจัดมาตรการดูแลและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
.
ระดับที่ 3 จัดการเป็นรายกรณี ทั้งผู้ถูกกระทำและผู้ก่อเหตุต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อผลจากการกระทำ ไม่ปล่อยให้ปัญหาผ่านไปโดยไม่มีการแก้ไข เช่นการชดใช้เงินที่รีดไถจากเหยื่อ หรือการซื้อของคืนเหยื่อที่ถูกรังแก เป็นต้น
.
อีกแนวทางสำคัญคือการนำหลัก Social and Emotional Learning (SEL) มาใช้ในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมการเคารพ ให้เกียรติ เมตตา และเข้าใจผู้อื่น ลดการแข่งขันที่ทำให้เด็กบางคนรู้สึกด้อยค่า พร้อมพัฒนาทักษะด้านอารมณ์หรือ EQ ให้เด็กเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะความรู้สึกของผู้ถูกกลั่นแกล้ง
.
ท้ายที่สุด การลดปัญหาบูลลี่ไม่สามารถฝากไว้กับเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง บุคลากรด้านการศึกษาและสุขภาพจิต พร้อมผลักดันให้การป้องกันความรุนแรงเป็นนโยบายที่ชัดเจน หากทุกคนร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการรังแกและเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน โรงเรียนก็จะกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กทุกคนควรได้รับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น