ก้าวสำคัญวงการสัตวแพทย์ไทย! มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดอาคารโรงพยาบาลช้าง อ.แม่แตง ยกระดับการรักษาช้างเลี้ยงและสัตว์ป่า หลังผลักดันโครงการยาวนานกว่า 20 ปี ได้ “กัญจนา ศิลปอาชา” สนับสนุนงบก่อสร้าง 49.25 ล้านบาท พร้อมเป็นศูนย์กลางการรักษา วิจัย และพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพช้างไทย
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2569 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีเปิด “อาคารโรงพยาบาลช้าง” ภายใต้ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพช้างในภาคเหนือ หลังใช้เวลาผลักดันโครงการมายาวนานกว่า 20 ปี เพื่อให้ช้างป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีมาตรฐาน โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี
สำหรับพิธีเปิดครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ผู้สนับสนุนหลักในการก่อสร้าง พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวฑฺฒโน หรือพระครูอ๊อด แห่งวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.น.สพ.กรกฎ งานวงศ์พาณิชย์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ และ รศ.ดร.น.สพ.ฉัตรโชติ ทิตาราม ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า ตลอดจนผู้สนับสนุนและเครือข่ายที่ร่วมผลักดันโครงการจนสำเร็จ
จุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลช้างแห่งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน จากความตั้งใจของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ต้องการยกระดับการดูแลรักษาช้างในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรช้างเลี้ยงจำนวนมาก โดยข้อมูลจากศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่าระบุว่า ภาคเหนือมีช้างเลี้ยงมากกว่าหนึ่งในสามของจำนวนช้างเลี้ยงทั่วประเทศ หรือมากกว่า 1,500 เชือก ขณะที่ จ.เชียงใหม่ มีช้างเลี้ยงมากที่สุดในประเทศประมาณ 900 เชือก
เส้นทางสู่การก่อสร้างเริ่มชัดเจนในปี 2547 เมื่อ ศ.คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย โรจนเสถียร อดีตคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มช. เล็งเห็นความจำเป็นในการจัดตั้งสถานพยาบาลสำหรับช้าง และเริ่มสำรวจพื้นที่บริเวณไร่แม่เหียะ แต่ยังไม่พบพื้นที่เหมาะสม ก่อนที่ในปี 2552 ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.น.สพ.เลิศรัก ศรีกิจการ อดีตคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จะร่วมกันผลักดันแนวคิดอีกครั้ง โดยพิจารณาพื้นที่ทั้งใน จ.ลำพูน และ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จนพบพื้นที่ที่มีศักยภาพ
ต่อมาในปี 2562 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้พื้นที่ 26 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา ใน อ.แม่แตง จัดตั้งศูนย์ศึกษาและวิจัยสุขภาพช้าง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า” เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเลี้ยงช้างขนาดใหญ่ มีช้างเลี้ยงมากกว่า 400 เชือก และมีปางช้างจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถเดินทางเข้าถึงได้สะดวก ช่วยให้ปางช้างในพื้นที่สามารถนำช้างป่วยเข้ารับการตรวจรักษาได้ภายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพื้นที่และความพร้อมด้านองค์ความรู้แล้ว แต่การจัดหางบประมาณก่อสร้างยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พยายามเสนอขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องนานประมาณ 4 ปี ก่อนที่โครงการจะได้รับแรงสนับสนุนครั้งสำคัญจาก น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ซึ่งสนับสนุนงบประมาณก่อสร้าง 49.25 ล้านบาท ทำให้โครงการที่รอคอยมานานสามารถเดินหน้าสู่การก่อสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณด้านการออกแบบจากมูลนิธิกองทุนรักษ์ช้าง โดย น.ส.พิไลพรรณ สมบัติศิริ รวมถึงทุนประเดิมก่อสร้างจากพระครูอ๊อด ตลอดจนความร่วมมือจากปางช้าง ชุมชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ
ก่อนหน้านี้ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มช. ให้บริการรักษาช้างผ่าน “คลินิกช้างเคลื่อนที่” โดยทีมสัตวแพทย์เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ในภาคเหนือ ซึ่งบางแห่งต้องใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ทำให้การรักษาช้างป่วยหนักที่ต้องทำหัตถการ เฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือรักษาต่อเนื่อง มีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา บุคลากร และเครื่องมือทางการแพทย์
การเปิดอาคารโรงพยาบาลช้างจึงเป็นการเพิ่มศักยภาพการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ จะสามารถรองรับช้างป่วยอาการวิกฤตได้อย่างน้อย 6 เชือกพร้อมกัน มีการจัดเตรียมเครื่องมือ เวชภัณฑ์ และระบบการดูแลรักษาเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของช้างในพื้นที่ภาคเหนือ
นอกจากการรักษาพยาบาลแล้ว โรงพยาบาลช้างแห่งนี้ยังถูกวางเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน การฝึกปฏิบัติ และการศึกษาวิจัยสำหรับนักศึกษาสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ โรค สวัสดิภาพ ระบบสืบพันธุ์ พฤติกรรม และการจัดการช้าง เพื่อพัฒนาบุคลากรและยกระดับมาตรฐานการดูแลช้างไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ การเปิดโรงพยาบาลช้างแห่งแรกของเชียงใหม่ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการให้บริการรักษาเชิงรุกผ่านคลินิกเคลื่อนที่ สู่การมีสถานพยาบาลเฉพาะทางที่สามารถรองรับการรักษาช้างป่วยได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้และฐานวิจัยด้านสุขภาพและสวัสดิภาพช้าง เพื่อรองรับความต้องการดูแลช้างในภาคเหนือและพัฒนาองค์ความรู้ด้านสัตวแพทย์ช้างของประเทศไทยต่อไป






ร่วมแสดงความคิดเห็น