จากมีลูกเพจ Tawan Wannavijit โพสลงในกลุ่มลูกช้างมช. แล้วมีสมาชิกในกลุ่ม ฝากประชาสัมพันธ์ผ่านแอดมินเพจของเชียงใหม่นิวส์ข้อความดังนี้
มีใครยังจำเชฟโจได้ไหมครับ …เมื่อเวลาประมาณตี 1 ผมกับน้องอีกคนเดินไปหาอะไรกินแถวนั้น แล้วก็เจอร้านของคุณลุงยังเปิดอยู่ ซึ่งปกติถ้าจำไม่ผิดแกจะเปิดร้านไม่ถึง 4-5 ทุ่ม แต่นี่มันเวลาตี 1 กว่า ๆ แล้วแกยังไม่ปิด เพราะผมเคยทานร้านของแกครั้งล่าสุดก็น่าจะเกือบ 4 ปีก่อนแล้ว แต่ด้วยความหิวเลยไม่อยากถามอะไรแกมาก ผมจึงรีบเดินเข้าไปสั่งก๋วยเตี๋ยวทาน เมื่อเชฟโจทำอาหารเสร็จ พอทานไปได้สักพักผมจึงถามแกว่า “วันนี้ร้านปิดกี่โมงหรอครับ ปกติลุงไม่เคยเปิดดึกถึงขนาดนี้มาก่อน” ….ทันใดนั้นเขาก็ค่อย ๆ นั่งลงและก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อิดโรย…
เชฟโจเล่าว่า นับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาเป็นต้นมา รายได้ของแกก็เริ่มหดหายไปทีละนิด จนตอนนี้แกได้ใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดเพื่อพยุงร้านให้ไปต่อ แกค้างค่าเช่าที่มาแล้วเกือบ 2 เดือน ซึ่งก็โดนเจ้าของที่หักวันละ 20 บาท ไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ยอดรวมเกือบจะทะลุ 600 บาทแล้ว แกยังกล่าวอีกว่าด้วยสภาพการณ์ ณ ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่ที่เกิดการประกาศเคอร์ฟิวและล็อกดาวน์ ตอนช่วงต้นปีถึงกลางปี ทำให้แกไม่มีรายได้ แถมค่าเช่าก็โดนปรับขึ้นอีก ตอนนี้แกเหลือเงินทั้งสิ้นติดตัวอยู่แค่ 2,000 บาท …ทั้งนี้ลุงยังเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า เดือนหน้าอาจเป็นเดือนสุดท้ายที่แกจะได้อยู่ที่นี่
ผมฟังลุงเขาเล่า และระบายสิ่งต่าง ๆ ที่แกกำลังเผชิญอยู่นานเกือบชั่วโมง มีหลายเรื่องที่แกพูดเช่นเรื่องครอบครัว เรื่องอดีตที่แกเคยเป็นเชฟในต่างประเทศ ไปจนถึงเรื่องที่แกอยากจะจบชีวิตตนเอง พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ผมก็ช็อกมากที่เพิ่งรู้ข่าวว่าภรรยาของลุงเขาเสียชีวิตมาได้ 3 ปีกว่าแล้ว ซึ่ง 4 ปีก่อน ผมมาทานข้าวที่ร้านของแกบ่อยมากเพราะผมเคยอยู่ใกล้ ๆ กับร้านแก และค่อนข้างสนิทกับคุณป้ามาก เพราะลุงแกเป็นคนเข้มขรึม แต่ป้าแกเป็นคนช่างพูดช่างคุย เลยชอบคุยกับคุณป้าอีกคนมากกว่า แต่มาวันนี้มันเหมือนอะไร ๆ มันเปลี่ยนไปหมด เมื่อก่อนลุงดูเข้ม ๆ และไม่ค่อยพูดก็จริง แต่แกก็ดูมีชีวิตชีวามาก ผิดกับตอนนี้ลิบลับที่แกกลายเป็นคนอมทุกข์ไปแล้ว

ก่อนออกจากร้านไปผมจึงยื่นแบงค์ 100 ให้ลุง แต่แกก็รีบปฏิเสธพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรน้องเก็บเอาไว้เถอะ แกรีบเปิดกระป๋องที่เก็บเงินของแกออกมาเพื่อทอนเงินค่าอาหาร แต่ทว่าในกระป๋องเงินจากการกวาดสายตาของผม ผมตกใจมากที่เงินข้างในนั้นมีไม่ถึง 300 บาทเลยด้วยซ้ำ ถ้านับเศษเหรียญด้วยก็อาจไม่ถึงสี่ร้อยเลยด้วยซ้ำ ผมตกใจมาก แค่ลองคำนวนค่าต้นทุนต่อวันนี่ก็น่าจะหลายร้อยแล้ว แต่เหมือนวันนี้มันแย่มากเลยไม่ค่อยมีรายได้ หรืออะไรยังไงผมก็ไม่ทราบ ผมจึงรีบบอกลุงต่อว่า “โอเค การที่ผมจะให้เงิน 100 บาทนี่ผมไม่ได้รู้สึกสงสาร หรือดูแคลนลุงแต่อย่างใด แต่ผมถือว่านี่เป็นเงินบริจาคช่วยลุงนะครับ” แกก็ปฏิเสธเหมือนเดิม ผมจึงย่ำอีกว่า “ลุงไม่ต้องกังวลเพราะผมก็มีงานทำมีรายได้แล้ว เงินแค่นี้ผมหาใหม่ได้อยู่แล้ว (แต่ความจริงตอนนี้ตกงาน…)” สุดท้ายแกก็เลยยอมผม และกล่าวขอบคุณผมอยู่หลายครั้ง ผมก็บอกไม่เป็นไร แล้วก็ถามแกอีกว่ามีอะไรที่พอช่วยได้อีก แกจึงหยิบกระดาษสลิปมา ผลิกด้านหลังแล้วเขียนเลขบัญชีของแก แล้วยื่นให้ผม แกส่งท้ายว่าอยากให้ผมช่วยเล่าเรื่องของแก และช่วยประชาสัมพันธ์ร้านของแกด้วยว่า ตอนนี้ลุงไม่ไหวแล้วจริง ๆ ช่วยบริจาคกันสัก 10-20-30 บาทได้ก็ยังดี ผมจึงรับปากและก็ขอตัวกลับ…
สุดท้าย ถ้าใครยังสงสัยว่าเรื่องที่ผมเล่ามันเป็นจริงรึป่าว ก็สามารถไปถามลุงแกโดยตรงได้เลยครับ ร้านของลุงอยู่ในซอยวัดอุโมงค์ ชื่อร้านว่า “ครัวเชฟโจ” ที่ผมมาโพสต์วันนี้ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้ ผมแค่รู้สึกผูกผันกับร้านของลุงมาก ๆ และอยากให้แกได้อยู่ต่อ ได้ทำร้านของแกต่อ เพราะลุงได้บอกว่า เขารักการทำอาหารเป็นอย่างมาก และจะทำอาชีพนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

นอกจากนี้แอดมินเพจเชียงใหม่นิวส์ยังฝากมาอีกด้วยว่า คุณลุงน่าสงสารมากค่ะ อยากให้พี่ๆ น้องๆ เชียงใหม่ไปอุดหนุนคุณลุงกันค่ะ หรือโอนเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้ลุงไว้ก็ได้ค่ะ
คุณลุงอยู่คนเดียวมาหลายปีแล้วค่ะหลังจากคุณป้าเสียด้วยโรคมะเร็งค่ะ บางครั้งก็ไม่มีใครมาอุดหนุนลุงเลยค่ะ

ปล.เลขบัญชีของลุงจากแผ่นสลิป คือ 020188823197 ธนาคารออมสิน นาย ชิวนพ สุวรรณวัฒน์
ขอบคุณข้อมูลจาก : Nam Ktr
ขอบคุณภาพจาก : วงใน
ร่วมแสดงความคิดเห็น