ช่วงนี้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่ประสบเหตุน้ำท่วม ส่งผลให้ถนนบางสายมีน้ำท่วมขังสูงและน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งการขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม มีความเสี่ยงที่เครื่องยนต์จะดับกลางน้ำได้ เพื่อความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะข้อควรปฏิบัติกรณีรถดับขณะขับผ่านเส้นทางน้ำท่วม ดังนี้
การขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วมในระดับต่าง ๆ
- ระดับน้ำท่วมผิวถนน (< 20 ซม.) รถทั่วไปสามารถผ่านได้ โดยไม่ขับรถเร็ว ไม่เร่งเครื่องยนต์ และรักษาความเร็วรถอย่างสม่ำเสมอ
- ระดับน้ำท่วมท้องรถ (< 40 ซม.) รถทั่วไปยังสามารถผ่านได้ โดยขับรถให้ช้าที่สุดและขับรถไปตามแนวการขับรถของคันหน้า ให้อยู่บริเวณกึ่งกลางถนนหรือจุดที่ระดับน้ำต่ำที่สุด รวมถึงให้ระวังคลื่นน้ำจากรถคันที่สวนมา
- ระดับน้ำท่วมสูง (> 40 ซม.) ควรหยุดรถเพื่อประเมินสถานการณ์ เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น หากระดับน้ำลึกและไหลเชี่ยว ไม่ควรฝืนขับรถผ่านเส้นทางดังกล่าวโดยเด็ดขาด
วิธีปฏิบัติเมื่อรถดับกลางน้ำ - ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างเด็ดขาด ให้ใช้วิธีลาก จูง และรีบนำรถออกจากบริเวณน้ำท่วมโดยเร็วที่สุด
- เปิดฝากระโปรงรถและถอดขั้วแบตเตอรี่ออก เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้าช็อต ทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย
- กรณีไม่สามารถลากรถให้พ้นจากเส้นทางที่มีน้ำท่วมได้ ให้นำแม่แรงงัดรถให้สูงขึ้น หรือนำอุปกรณ์ไปหนุนหรือไปค้ำยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อ ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม
- ก่อนนำรถไปใช้งานควรเปลี่ยนถ่ายของเหลวและระบบกรองอากาศ เพื่อไม่ให้มีฝุ่นหรือดินโคลนตกค้างภายในเครื่องยนต์
- ระบายน้ำที่อาจตกค้างภายในอุปกรณ์รถหรือเครื่องยนต์ โดยจอดรถตากแดด เป่าด้วยลมร้อน หรือใช้สเปรย์ไล่ความชื้นจนชิ้นส่วนต่างๆ แห้งสนิท พร้อมสังเกตอาการของเครื่องยนต์เดินไม่สะดุดและใช้งานได้ตามปกติ
- ทดสอบส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ โดยการเข้าเกียร์ในทุกตำแหน่ง และระบบเบรกว่าใช้งานได้ดี รวมถึงระบบไฟส่องสว่างหากไม่สามารถใช้งานได้ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่
- กรณีรถมีอาการสะดุดเครื่องยนต์สั่นเดินไม่เรียบหรือเร่งเครื่องยนต์ไม่ขึ้น ให้นำรถเข้าไปให้ช่างดำเนินการตรวจสอบอีกครั้ง
ที่สำคัญ ผู้ขับขี่ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบระบบเครื่องยนต์โดยละเอียด และไม่ควรฝืนนำรถไปใช้งาน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้

ร่วมแสดงความคิดเห็น