พรบ.ชาติพันธุ์: ความก้าวหน้าทางสิทธิที่ยังต้องจับตามอง

จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นแหล่งรวบรวมความหลากหลายในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม วัฒนธรรม ประเพณี รวมไปถึงกลุ่มคนชาติพันธุ์ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่มีรากเหง้า วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ร่วมกัน ซึ่งอาจรวมถึงภาษา ความเชื่อ ประเพณี วิถีชีวิต บรรพบุรุษ หรือถิ่นกำเนิดเดียวกัน กลุ่มชาติพันธุ์ที่เด่นชัดในจังหวัดเชียงใหม่ คือ ปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง) ม้ง อาข่า และลีซอ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ากลุ่มคนชาติพันธุ์จะได้รับการดูแลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น การมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งการส่งเสริมแหล่งวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลุ่มคนหมู่นี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมแล้วจริง ๆ หรือยัง ? 

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาได้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งสาระสำคัญหลัก ๆ ของพรบ.ฉบับนี้คือ พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือการมีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และกฎหมายอุทยานป่าไม้ของหน่วยงานรัฐ และยังมีการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การรับรองตัวตน สิทธิ์ทางด้านการศึกษา สิทธิ์ทางด้านสาธารณสุข รวมไปถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีบางองค์กรที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมประชุมเรียนรู้กรอบการปฏิบัติงานและจัดทำแผนปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในเอเชีย” แต่ก็ได้มีกลุ่มนักการเมืองที่มองเห็นข้อบกพร่องของพรบ.ฉบับนี้ไว้หลากหลายประเด็น โดยเฉพาะมาตรา 27 ที่ว่าด้วยพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 

ก่อนการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.พรรคเพื่อไทยได้แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับการทำข้อตกลงระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจจะเอื้อให้เกิดการทุจริตได้ จึงเสนอในรัฐสภาว่า “…เราบอกว่าเจ้าหน้าที่ไปทำความตกลง แล้วถ้าจนท.รัฐเกิดไปตกลงให้ โดยทุจริต เป็นอันว่าอยากให้มีการแก้ไข โดยเอาคำว่า ไม่ให้มีการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้ โดยข้อตกลงของคนบางกลุ่ม…” ทางด้านอดิศร เพียงเกษ สส.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่ามาตรานี้ทำให้คนไม่เท่าเทียมกัน “…ไม่ต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้กับพื้นที่ดังกล่าว การตีความจะให้อำนาจคนไม่มีกลุ่มตกลงกัน น่าจะทบทวนใช้ข้อความอื่น เพราะเหมือนออกกฎหมายให้อภิสิทธิ์ชนปล้นทรัพยากรธรรมชาติ โดยเจตนา” นอกจากนั้นยังมีความเห็นทางการเมืองจากบางฝ่ายมองว่า พรบ.นี้อาจให้อภิสิทธิ์แก่กลุ่มชาติพันธุ์มากเกินไป หรืออาจจะกลายเป็นเขตปกครองตนเอง ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของบางฝ่ายต่อนโยบายของชาติพันธุ์ และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง 

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน พรบ.ฉบับนี้จะถูกบังคับใช้ไปแล้ว และยังไม่สามารถตอบได้ทันทีว่ากลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการช่วยเหลือแล้วหรือยัง แต่จากข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวไปในข้างต้นทั้งหมดก็แสดงให้เห็นว่า พรบ.ฉบับนี้ก็ยังคงมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและเท่าเทียมกันอย่างมากที่สุด 

รายการอ้างอิง :

ไทยโพสต์ , iLaw , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ร่วมแสดงความคิดเห็น