แบงก์ชาติจับมือธนาคารโลก มช. เสวนาเรื่องเศรษฐกิจไทยและภาคเหนือ

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ณ ห้องประชุมการเรียนรู้ตชอดชีวิตอย่างผาสุก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับธนาคารโลก และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้ร่วมกันจัดการสัมมนาทางวิชาการประจำปี ครั้งที่ 11 ในหัวข้อ “ประเทศไทยขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยความเข้มแข็งของคนและเศรษฐกิจภูมิภาค” โดยมีประชาชน นักศึกษา สื่อมวลชนเข้าร่วมจำนวนมาก 

.

โดยภายในงานนี้ ผู้ร่วมงานจะได้รับฟังการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและนานาชาติ จาก ธนาคารโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทยและภาคเหนือ , Green Manufacturing เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน , โอกาสใหม่ของการท่องเที่ยวภาคเหนือสู่ Wellness & Creative Tourism

.

โดยช่วงแรก ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยดร.เกียรติพงศ์กล่าวว่า

.

เศรษฐกิจโลกยังโตใกล้เคียงเดิม แม้ปีที่แล้วจะเผชิญนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นกว่าที่คาด แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายใหม่หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯวินิจฉัยว่านโยบายเดิมผิดกฎหมาย ยังต้องติดตามต่อเนื่อง

.

หลังโควิด การฟื้นตัวของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน กลุ่มรายได้สูงโตดีจากเทคโนโลยีและมาตรการรัฐ ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำยังตามไม่ทัน การค้าโลกเริ่มเห็นผลกระทบจากภาษีใหม่ โดยประเทศที่โดนอัตราภาษีสูงส่งออกลดลง ส่วนไทยได้เปรียบเพราะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพียง 15% ต่ำกว่าหลายประเทศ

.

เทคโนโลยีอย่าง AI กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรป อาเซียนโตเฉลี่ยราว 4% แต่ไทยโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน การลงทุนในภูมิภาคยังขับเคลื่อนโดยจีน ขณะที่เงินลงทุนจากสหรัฐฯเข้าไทยยังน้อย แม้แนวโน้มเพิ่มขึ้น

.

หลายประเทศมีหนี้สาธารณะสูงจากการใช้นโยบายการคลังฟื้นเศรษฐกิจ ไทยก็เช่นกัน ทำให้โจทย์ใหญ่คือการแก้หนี้ ปฏิรูปการศึกษา เพิ่มการลงทุน และยกระดับรายได้ประชาชน

.

ธนาคารโลก คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 1.6% และ 2.2% ในปีหน้า ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ไทยยังอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่โตช้ากว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เสี่ยงถูกแซงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น พึ่งพาท่องเที่ยวและบริการสูง , ภาคอุตสาหกรรมสัดส่วนต่ำ , โครงสร้างพื้นฐานใหม่ยังลงทุนไม่มาก

.

ตลาดแรงงานมีแรงงานจำนวนหนึ่งเคยทำงานเมืองใหญ่ก่อนย้ายกลับภูมิลำเนา ขณะที่งานดิจิทัลขาดคน รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 30,000 บาท แต่รายจ่ายจำเป็นสูงจนหลายบ้านเงินไม่พอใช้

.

ภาคท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความปลอดภัย ค่าเงิน และคมนาคม แม้การลงทุนรวมยังต่ำแต่เริ่มขยายตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล

.

สรุปโจทย์ใหญ่ของไทยตอนนี้คือ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พัฒนาทักษะแรงงาน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และบริหารหนี้สาธารณะให้สมดุล เพื่อเร่งสปีดการเติบโตระยะยาว

.

ภาพใหญ่เหมือนระบบที่ “ยังเดินได้ แต่เครื่องไม่แรง” ถ้าอัปเกรดโครงสร้างทัน เกมยังพลิกได้ในรอบถัดไปของเศรษฐกิจโลก

.

ตามมาด้วยการบรรยายในหัวข้อเรื่อง เศรษฐกิจเหนือกับความท้าทาย โดย คุณณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

.

โดยคุณณัฏฐ์ บรรยายว่า เศรษฐกิจไทยยังพึ่ง “ส่งออก + ท่องเที่ยว” สูง ปีที่แล้วส่งออกโต 12.3% จากอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ไทยยังไม่ใช่ตัวท็อป ขณะที่ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็ม สภาพัฒน์ชี้ GDP โต 2.4% และปีนี้คาดเหลือ 1.6% เสี่ยงโตต่ำกว่าศักยภาพถ้าไม่เร่งแก้โครงสร้าง

.

ภาคเหนือเศรษฐกิจกระจุกที่เชียงใหม่ จังหวัดอื่นตามห่าง เกษตรมีสัดส่วนมากแต่รายได้ต่ำ ส่วนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงมีน้อย ทำให้โตช้ากว่าค่าเฉลี่ยประเทศ และอ่อนไหวต่อภัยแล้ง/ราคาพืชผล ช่วงที่ผ่านมาโตได้จากท่องเที่ยว + มาตรการรัฐ แต่รายได้เกษตรกรและการลงทุนเอกชนลดลง แนวโน้มต้นปีชะลอ

.

ปัญหาโครงสร้างหลัก ได้แก่แรงงานสูงวัย ธุรกิจขนาดเล็ก , อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มต่ำ ,สมองไหล ทักษะการเงินต่ำ โดยจุดแข็งที่ภาคเหนือมี อาทิ เมืองน่าอยู่ ค่าครองชีพไม่สูง เป็นฮับ Digital Nomad อันดับ 5 ของโลก เกษตรสำคัญ และการค้าชายแดนเชื่อมเมียนมา–ลาว–จีน

.

โดยทางรอด คือรัฐ–เอกชนต้องทำงานแบบมี KPI โปร่งใส และต่อยอดจุดแข็ง เช่น Wellness & Creative Tourism (นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงกว่า 38%) , อาหารอนาคต / Organic / Functional Food โตต่อเนื่อง และเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO

.

ลำดับถัดมา รศ.ดร.รสลิน โอสถานันต์กุล คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บรรยายในหัวข้อ บทบาทใหม่ของสถาบันการศึกษาในการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลง

.

ซึ่ง รศ.ดร.รสลิน กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิกฤตที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

.

โดยเฉพาะภาคการผลิตที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ทำให้ผู้ประกอบการและแรงงานต้องเร่งปรับตัว ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนจากการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและคุณภาพ เน้นความยั่งยืนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากขึ้น ส่วนภาคการเงินและบริการมีแนวโน้มใช้ระบบดิจิทัลแทนแรงงานมนุษย์ ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรด้าน Data Science และทักษะดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น และกลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบการศึกษาไทย

.

สำหรับภาคเหนือ เศรษฐกิจยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหามลพิษทางอากาศที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี รายได้จากภาคเกษตรที่ลดลง และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ทำให้การเติบโตเปราะบางมากขึ้น โมเดลการท่องเที่ยวจึงต้องปรับใหม่จากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้

.

ท่ามกลางความท้าทายนี้ สถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล การต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้งานจริงในชุมชน และการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ตัวอย่างของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ผลักดันระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงผู้สูงวัย และนำองค์ความรู้ไปสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

.

ทิศทางเศรษฐกิจจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการฟื้นตัว แต่คือการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ การเพิ่มมูลค่า การสร้างทักษะแห่งอนาคต และการเชื่อมองค์ความรู้กับพื้นที่จริง จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยและภาคเหนือสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน.

.

จากนั้นคุณวรันธร ภู่ทอง นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย จะบรรยายช่วงสุดท้ายในช่วงเช้า ด้วยหัวข้อ Building Thailand’s Future Today : โอกาสอุตสาหกรรมไทยในการผบิตสินค้าเทคโนโลยีสีเขียว Advancing Green Manufacturing 

.

โดยคุณวรันธรกล่าวว่า ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2037 แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจปัจจุบันเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ยังห่างจากระดับ 5% ที่จำเป็น อีกทั้งยังขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างจากการเป็นผู้ผลิตปลายน้ำ รับเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างชาติแต่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย การจ้างงานลดลง และทักษะแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจใหม่

.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้ง AI พลังงานใหม่ มาตรการสิ่งแวดล้อมของการค้าโลก และนโยบายภาษีของประเทศมหาอำนาจ ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยอุตสาหกรรมอนาคตที่เป็นโอกาสสำคัญ ได้แก่ บริการดิจิทัล การผลิตขั้นสูง เกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวยั่งยืน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

.

หนึ่งในเครื่องยนต์หลักคือ “อุตสาหกรรมสีเขียวมูลค่าสูง” ซึ่งไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน แผงโซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า โดยสินค้าสีเขียวคิดเป็นราว 10% ของการส่งออก และยังต่อยอดได้อีกมาก การสนับสนุนการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าและการจ้างงานใหม่กว่า 200,000 ตำแหน่ง

.

อย่างไรก็ตาม ไทยต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ยกระดับทักษะแรงงาน และออกนโยบายลดคาร์บอนอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตปลายน้ำ ดังนั้น หากไทยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและเทคโนโลยีขั้นสูง เพิ่มมูลค่าการผลิต และพัฒนาคนให้ทันเศรษฐกิจใหม่ เป้าหมายประเทศรายได้สูงในปี ค.ศ. 2037 ยังมีโอกาสไปถึงได้

.

ในช่วงบ่าย เป็นการบรรยายเรื่องการพลิกโฉมการท่องเที่ยวเหนือ รับเทรนด์ Wellness & Creative Tourism โดย ดร.ธนพร ตั้งตระกูล แชะคุณพิมพ์ชนก แย้มสงค์ ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

.

ปัจจุบัน จากความเปลี่ยนแปลงทางการท่องเที่ยวในภาคเหนือ ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเหนือเริ่มปรับตัวเบื้องต้นแล้ว ทั้งการขยายฐานลูกค้านอกเหนือจากชาวจีน มีการเพิ่มสินค้าและบริการใหม่ให้ตรงใจลูกค้า การสร้างกระแสออนไลน์เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ และการปาับรูปแบบการบริหารใหม่ ขณะที่การปร้บตัวในระยะยาว โดยยกตัวอย่าง 2 รูปแบบคือ Wellness Tourism และ Creative Tourism 

.

สำหรับ Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยมีปัจจัยการสนับสนุนจากกระแสใส่ใจสุขภาพ สังคมผู้สูงอายุ และเทรนด์การทำงานแบบ Work from anywhere โดยคาดการณ์ว่าปี พ.ศ. 2567 – 2573 Wellness Tourism จะขยายตัวปีละ 7.3% ประเทศไทยติดอันดับ 15 ของโลก และอันดับ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีรายได้ 1.2 ล้านบาทหากรายได้ส่วนนี้เข้าสู่ภาคเหนือ 8% จะทำให้รายได้การท่องเที่ยวในภูมิภาคเพิ่มขึ้น และกระจายไปยังท้องถิ่นผ่านเศรษฐกิจด้านต่างๆ นอกเหนือจากการท่องเที่ยว

.

ภารเหนือมีจุดเด่นด้วยสภาพสิ่งแวดล้อม การแพทย์แผนไทย เกษตรเชิงสุขภาพ ความพร้อมทางการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปัจจุบันภาคเหนือ มีธุรกิจ Wellness ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งสปาโคลน แม่ฮ่องสอน และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยครบวงจร หากผลักดันสำเร็จ จะกลายเป็นโอกาสใหม่ที่สำคัญทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

.

สำหรับ Creative Tourism ซึ่งหยิบยกเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาออกแบบทางการท่องเที่ยว เนื่องจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการออกแบบ ปัจจุบันสร้างรายได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสูง โดยองค์การยูเนสโก้ให้ความสำคัญผ่านเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ โดยไทยได้รับคัดเลือก 9 จังหวัด ในภาคเหนือ 4 จังหวัดรวมทั้งเชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพ โดยเชียงใหม่มีกุญแจความสำเร็จจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว ศักยภาพของชุมชนและรูปแบบเมือง ความพร้อมของแรงงานและบุคลากร และการพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ผ่านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ โดยมีตัวอย่างความสำเร็จเช่น ย่านช้างม่อยของเมืองเชียงใหม่ ที่มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนในธุรกิจสร้างสรรค์มากขึ้น

.

และจากการพูดคุยกับทุกภาคส่วน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยนำเสนอ 3 เรื่องสำคัญในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ทั้งการยกระดับความปลอดภัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชนเพื่อกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง และเพิ่มการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น การพัฒนาทักษะบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการส่งเสริมธุรกิจสร้างสรรค์มากขึ้น เป็นต้น

.

สุดท้าย เป็นการบรรยายเรื่องการพัฒนานวัตกรรมการลริหารจัดการชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยกระบวนการเทคโนโลยีแบบเปิดเพื่แการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดย รศ.ดร.ภารวี มณีจักร รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศเศรษฐมิติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยอาจารย์กล่าวว่า ปัญหา PM 2.5 ในภารเหนือสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สาธารณสุขในทุกปี โดยสาเหตุหลักมาจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากการเก็บข้อมูลของทีมวิจัยพบว่าเกษตรกรภาคเหนือมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมในการแก้ไขวัสดุเหลือจากการเกษตร ส่งผลให้การเผาวัสดุจนกลายเป็นต้นตอปัญหามลพิษทางอากาศ ดังนั้นเราควรออกแบบตลาดและแรงจูงใจใหม่ยังไงให้เกษตรกรจัดการวัสดุเหลือจากการทำการเกษตร โดยไม่ใช้การเผา 

.

โดย โมเดลแรกของทีมวิจัยในการยกระดับตลาดวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร คือ การนำไปใช้ทำพลังงานชีวมวล โดยชีวมวลที่รวบรวมผ่านการรับซื้อไปแปรรูปส่งไปยังโรงไฟฟ้าชีวมวล ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สร้างราคารับซื้อนำร่อง 500 บาท / ตัน แต่มีข้อจำกัดเรื่องตลาดพลังงาน เนื่องจากเพดานราคาอิงโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้า โดยราคานำร่องอาจไม่ยั่งยืนและไม่จูงใจเกษตรกร

.

ทำให้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ทีมวิจัยศึกษาและพัฒนาในเวลาต่อมา เพื่อแก้ปัญหาคือการแปรรูปชีวมวล และวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เป็นเยื่อและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะมีราคารับซื้อสูงถึง 1,000 – 2,000 บาทต่อตัน สามารถสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรซึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ นอกจากนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แปรรูปชีวมวล มีการเติบโตสูงและน่าสนใจมาก การทำให้การแก้ไขปัญหาผ่านโมเดลเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน คือปลายทางมีกำไร และผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน

.

จากโมเดลเศรษฐกิจดังกล่าว จะนำไปสู่การส้รางแพลทฟอร์มอุตสาหกรรมชีวมวลระดับพื้นที่ โดยเกษตรกรจะนำวัสดุเหลือใช้ขายไปยังศูนย์รวบรวมก่อนขายให้โรงงานนำไปแปรรูปและขายให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้แพลทฟอร์มดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือทางตลาดในฐานะผู้ซื้อหลัก ลดความเสี่ยงช่วงเบื้องต้นได้ รวมทั้งการวางแผนระยะยาว ทั้งมาตรฐานสินค้า กลไกราคา เป็นต้น

.

หากสามารถผลักดันแพลทฟอร์มอุตสาหกรรมดังกล่าว จะช่วยแก้ไขปัญหามากขึ้น และลดงบประมาณการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ดังนั้นการห้ามเผาไม่ใช่การแก้ไขปัญหายั่งยืน แต่เป็นการออกแบบตลาดใหม่ด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ร่วมแสดงความคิดเห็น