วันที่ 3 เมษายน สภาลมหายใจร่วมกับศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดเวทีเสวนา “ยุติธรรมหรือไม่? กฎหมายจับคนเผาปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี” ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่สนทนา สร้างข้อถกเถียง และวิพากษ์ถึงความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งดำเนินคดีกับประชาชนรายย่อย ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณานั้น ยึดหลักการเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อันเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากต้นทางอย่างแท้จริง
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ประกาศมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและกำหนดเขตควบคุมการเผาในระดับจังหวัด พร้อมสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่โล่ง มีโทษทั้งปรับและจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุก 20 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีผู้ถูกจับกุมและเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์แล้วหลายราย นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินตรวจสอบจุดความร้อนควบคู่กับการติดตามผู้ก่อไฟ โดยผู้ที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งบางกรณีอาจมีเหตุผลในการใช้ไฟเพียงเพื่อการเผาขยะ
ปัญหามลพิษทางอากาศของเชียงใหม่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมยาวนานกว่า 20 ปี และไม่ได้มีสาเหตุจากการเผาในพื้นที่โล่งอย่างป่าและเกษตรกรรมเท่านั้น ขณะที่ผู้ก่อมลพิษระดับอุตสาหกรรมนั้นยังไม่มีการรับโทษในระดับเดียวกัน หรือยังมีข้อกฎหมายที่เอื้อให้มีการแจ้งเตือนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือผ่อนผันปรับปรุงได้ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มาตรการทางกฎหมายชุดใหม่นี้และการบังคับใช้อย่างเข้มงวดเป็นธรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพียงใด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นตอได้จริงหรือไม่
เวทีเสวนาข้อกฎหมายและการดำเนินคดีกับชาวบ้าน แลกเปลี่ยนมุมมองกฎหมายจากชุมชน พรรคการเมือง และภาคประชาสังคมในเวทีมีการพูดคุยในหลากหลายประเด็นทั้งความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นทางด้านกฎหมายที่ส่งผลกระทบ เสียงสะท้อนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ในการใช้ไฟในวิถีชีวิต กระทบต่อการทำงานตามแผนของชุมชนในด้านการดูแล ป้องกันไฟป่า รวมไปถึงเกิดความวิตกกังวลว่าจะโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้เผาป่าอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ข้อเสนอในด้านนโยบาย การกระจายงบประมาณสู่ชุมชน และท้องถิ่น และการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่สภาให้ได้ภายใน 13 พฤษภาคม โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (RCSD) รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน เจ้าหน้าที่นักกฎหมายคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.จังหวัดเชียงใหม่ และกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด พฤ โอโดเชา และตัวแทนชุมชนจากหลากหลายอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ และชัชวาลย์ ทองดีเลิศ จากสภาลมหายใจเชียงใหม่
ทั้งนี้เวทีมีข้อเสนอในเวทีต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ดังนี้
1. รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ยกเลิกมาตรการห้ามเผาเด็ดขาด หันมาเร่งพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อภายใน 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อยึดหลักการอากาศสะอาดคือสิทธิของประชาชน และการกระจายอำนาจให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นกำหนดทิศทางมลพิษทางอากาศในจังหวัด
2. ด้านความยุติธรรม: เปลี่ยนมุมมอง “จำเลยสังคม” ทั้งทางกฎหมายและสังคมที่นำมาสู่การตีตราชุมชนท้องถิ่น ไปสู่การออกแบบการจัดการไฟร่วมกันโดยอาศัยความรู้วนศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของผู้ที่อยู่กับป่ามายาวนาน
3. ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี: ลดอคติผ่านการใช้สื่อและเครื่องมือติดตามไฟ เช่น จุดความร้อน และโดรน โดยต้องเปลี่ยนเป็นการฟังเสียงและร่วมมือกับชุมชน เลิกใช้จุดความร้อนเป็นตัวชี้วัดเดียว ตัวชี้วัดมลพิษทางอากาศต้องครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งหมดไม่ใช่แค่ไฟป่า รวมถึงกิจกรรมในเขตเมือง เช่น ภาคคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตรเชิงเดี่ยว รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน
4. ด้านแผนการจัดการและงบประมาณ:
4.1 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการจัดทำแผนจัดการไฟเชิงพื้นที่ ระดับหมู่บ้านและตำบลร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหน่วยงานป่าไม้และฝ่ายปกครอง
4.2 ให้กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงบประมาณ อุดหนุนงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกรอบภารกิจการถ่ายโอนที่ได้กำหนดเอาไว้แล้วอย่างชัดเจน และให้รัฐบาลจัดระบบงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและไฟป่าฝุ่นควันใหม่ โดยเน้นงบฯให้ลงไปถึงชุดอาสาสมัครระดับหมู่บ้าน
5. ด้านสุขภาพ:
5.1 กระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องกลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับการลดแหล่งกำเนิด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
5.2 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มสิทธิการคัดกรองมะเร็งปอดด้วยวิธี CT scan แบบโลว์โดส (Low dose CT scan) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาทรักษาทุกที่ ทั้งนี้มีผลการศึกษาวิจัยการคัดกรองด้วยวิธีดังกล่าวแล้ว




ร่วมแสดงความคิดเห็น