รัฐสภาที่เพิ่งเปิดการประชุมมาหมาดๆ ถ้าจะมีการตั้งกรรมาธิการเกี่ยวกับยาสูบ หวังว่าจะไม่มีความผิดพลาดเหมือนที่ผ่านมาแล้ว
ในสมัยประชุมของสภาฯชุดปี 2562 กรรมาธิการสาธารณสุขมีการตั้งอนุกรรมาธิการศึกษากฏหมายบุหรี่ไฟฟ้า ได้มีการตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เป็นที่ปรึกษา
และสภาชุดปี 2566 มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฏหมายบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ
ซึ่งทั้งสองกรณี เป็นการกระทำที่ขัดต่อพันธกรณีที่ประเทศไทยมี ภายใต้อนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก มาตรา 5.3 ว่าด้วย“การป้องกันนโยบายควบคุมยาสูบ จากการแทรกแซงของเครือข่ายบริษัทบุหรี่”
ด้วยการห้ามตั้งคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เป็นที่ปรึกษาหรือเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการที่พิจารณานโยบายควบคุมยาสูบ
รายงานของอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการวิสามัญที่กล่าวแล้ว จึงขาดความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้ดัชนีการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศไทยปีที่แล้วมีลำดับที่แย่ลง
เกิดคำถามจากแวดวงสุขภาพโลกว่า ”เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย“
เครือข่ายสุขภาพหลายๆองค์กร ได้ท้วงติงไปยังประธานสภาฯอย่างเป็นทางการ แต่สส.ที่มีส่วนร่วมในการตั้งกรรมาธิการทั้ง 2 กรณี อ้างว่า รัฐสภายังไม่ได้ออกกฏระเบียบตามที่อนุสัญญาฯกำหนด พวกเขาจึงทำได้ โดยไม่สนใจว่า
การที่อนุสัญญาฯห้ามตั้งคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ ร่วมเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นกรรมาธิการ ก็เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายของบริษัทบุหรี่
ซึ่งจะทำให้รายงาน/ข้อเสนอแนะที่ตามมา เอื้อประโยชน์ต่อธุระกิจยาสูบ และส่งผลเสียต่อการควบคุมยาสูบของประเทศ
จึงหวังว่า รัฐสภานี้ จะไม่มีการดำเนินการ ที่ขัดกับข้อกำหนดของมาตรา 5.3 อนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ อีก
พรุ่งนี้จะเขียนถึงการป้องกันการแทรกแซงนโยบายของเครือข่ายบริษัทบุหรี่ ผ่านรัฐบาล กระทรวงต่างๆ
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 10 เมษายน 2569
อ้างอิง
https://www.dailynews.co.th/news/451133/

ร่วมแสดงความคิดเห็น