ทีมผู้วิจัย จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เผยแพร่งานวิจัย ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานวิจัย 57 ชิ้น ( Meta-Analysis) จากทั่วโลก ถึงอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง พบว่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
ความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย เพิ่มขึ้น 1.50 เท่า โรคหัวใจ 1.39 เท่า โรคเส้นเลือดสมอง(สโตร๊ก) 1.36 เท่า ความดันสูง 1.28 เท่า และโรคหัวใจ/หลอดเลือดที่ไม่ระบุชนิด 1.50 เท่า
พบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง ในยุโรปสูงกว่าในสหรัฐอเมริกา
และคนที่ได้รับควันมือสองในบ้าน มีความเสี่ยงสูงกว่าคนที่ไม่ได้รับควันในบ้าน
ทีมผู้วิจัยเสนอ ให้มีการรณรงค์ให้ความรู้อันตรายของควันบุหรี่มือสองในระดับประชากร เพิ่มพื้นที่ปลอดบุหรี่ในกฏหมายระดับประเทศ และพยายามรณรงค์“บ้านปลอดบุหรี่”ในระดับครัวเรือน
หมายเหตุ รายงานนี้เป็นรายงานแรก ที่เจาะจงวิเคราะห์เฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือดจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง
เป็นเวลา 40 ปีที่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า การได้รับควันบุหรี่มือสอง เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด โรคทางเดินหายใจในเด็ก และโรคหัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ
แต่ประชากรที่ไม่สูบบุหรี่ ยังคงได้รับควันบุหรี่มือสองในสัดส่วนที่สูง
การสำรวจระดับประเทศของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปีพ.ศ. 2564 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่
พบว่า 23.7 % หรือ 1 ใน 4 มีการสูบในบ้าน ในสถานที่ราชการ 6.3% โรงเรียน 1.9% ศาสนสถาน 12.9% ภัตลาคารหรือสถานที่ขายอาหาร 22.7% ตลาดหรือตลาดนัด 41.1% ฯลฯ
ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันคุ้มครองสิทธิของคนที่ไม่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะในที่ที่กฏหมายห้ามสูบ และสร้างค่านิยม “คนไทยไม่สูบบุหรี่ในบ้าน”
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 17 เมษายน 2569
อ้างอิง
https://academic.oup.com/ntr/article-abstract/28/3/318/8149153


ร่วมแสดงความคิดเห็น