เปลี่ยนค่านิยมการสูบบุหรี่ของคนไทย เราเริ่มอย่างไร

ขอต่อเรื่องการลดคนสูบบุหรี่ในประเทศจีน มีภาคีส่งไลน์มาว่า “ผมเพิ่งกลับจากเซี่ยงไฮ้ …โรงแรมที่ผมพักอยู่ แม้จะมีป้ายห้ามสูบบุหรี่ แต่กลิ่นบุหรี่กลับคลุ้งในห้องนอนบางคืน จนหายใจลำบาก
ตามห้องน้ำในห้างสรรพสินค้า และวัดมีป้ายห้ามสูบบุหรี่และโทษปรับ แต่คนก็ยังสูบบุหรี่อยู่ …………•

อ่านแล้วช่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่เห็นในประเทศไทยเมื่อ 40 ปีก่อน เมื่อพ.ศ.2529 ที่เราเริ่มทำโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ศ.นพ ประเวศ วะสี พูดว่า ”คนไทยสูบบุหรี่กันมาก เราต้องเริ่มรณรงค์ให้คนไม่สูบบุหรี่อย่างจริงจัง“
แม้ว่าปีพ.ศ.2519 กทม.จะออกเทศบัญญัติ ห้ามสูบบุหรี่ในโรงภาพยนต์ และรถเมล์ประจำทาง เพราะทำให้มีกลิ่นเหม็น
สิ่งแรกที่เราทำคือ ผลิตสื่อให้ความรู้พิษภัยของการสูบบุหรี่ สติ๊กเกอร์แบบแรกคือ “เขตปลอดบุหรี่”
เราตั้งเป้าหมายที่จะเชิญชวนผู้นำทางความคิด 3 กลุ่ม คือ พระสงฆ์ ครู และแพทย์ เป็นแบบอย่างที่ไม่สูบบุหรี่ และถ่ายทอดอันตรายของการสูบุหรี่ในภาระกิจประจำของท่าน ที่มีโอกาสพบผู้คนจำนวนมาก หลังจากผลการสำรวจพบว่า พระสูบบุหรี่ 54.5% ครูชาย 40% และแพทย์ชาย 23.3%(2530)
โปสเตอร์แผ่นแรกที่เราทำคือ ”การถวายบุหรี่แด่พระภิกษุสงฆ์เป็นบาป“
เราขอประทานพระโอวาทเรื่องการอดบุหรี่ จาก สมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่แก่คนทั่วไป(2530)
โรงพยาบาลรามาธิบดี ประกาศให้เป็น “ โรงพยาบาลปลอดบุหรี่(2530 )
ชมรมแพทย์ชนบท จัดวิ่งจาก 4 ภาคเข้ากรุงเทพฯ พร้อมล่ารายชื่อประชาชนสนับสนุนการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ได้ 6 ล้านชื่อ และมอบรายชื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ออกกฏหมายควบคุมยาสูบ(2530)
คำเตือนซองบุหรี่ถูกเปลี่ยนจาก 1 เป็น 7 และแบบหนึ่งคือ ” โปรดเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น โดยงดสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ“เพื่อให้รับกับ สติ๊กเกอร์ ” เขตปลอดบุหรี่“ ที่เราขอบริจากเงินจากหน่วยงานต่างๆมาพิมพ์แจก และเราจัดสัมนา ” สิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่“
เราจัดสัมนา “ครูคือผู้สร้างสรรค์โรงเรียนปลอดบุหรี่” (2533)
เราโชคดีที่สื่อมวลชนจากหลากหลายสำนักเข้าร่วมสนับสนุนการรณรงค์ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการ(2529) และป๋าส.อาสนจินดา นำศิลปินดาราร่วมสนับสนุนการรณรงค์(2531)
เรายังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนที่มีจิตสาธารณะในการผลิตสปอร์ตรณรงค์ ให้ใช้สถานที่ในการจัดกิจกรรมฯลฯ
ที่เล่ามาเพื่อให้เห็นว่า การรณรงค์ให้ความรู้พิษภัยของการสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่มือสอง ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายในสังคมที่หลากหลาย เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ทีไม่สูบบุหรี่
และเราโชคดี ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวว่า “เราไม่ควรหาเงินจากการทำให้สุขภาพของคนไทยเสีย” และคุณชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร/รัฐมนตรีสาธารณะสุข ตอบรับสนับสนุนนโยบายควบคุมยาสูบ
และที่เป็นแรงบันดาลใจสูงสุดแก่ทุกฝ่ายคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้รับสั่งกับศ.นพ อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เมื่อพ.ศ.2531 ว่า
“เรื่องการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่นี่ ฉันเห็นด้วย”

จากคำบอกเล่าของภาคีที่เพิ่งกลับมาจากไปเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนมีงานที่ต้องทำอีกมาก ในการสร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่ให้เกิดขึ้นในสังคมจีน เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมาก
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าที่จีนจะทำได้ เพราะพัฒนาการด้านอื่นๆ จีนก็เป็นผู้นำโลกในหลายๆด้านแล้ว

ศ.ประกิต วาทีสาธกกิจ 5 พฤษภาคม 2569
อ้างอิง หนังสือ 2 ทศวรรษการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2551

ร่วมแสดงความคิดเห็น