ว้อชด็อกรุดช่วยเหลือ “เจ้าดู๋” สุนัขเชียงใหม่หลังถูกขโมย เจ้าของสู้คดีกว่า 9 เดือน

ว้อชด็อกรุดช่วยเหลือ “เจ้าดู๋” สุนัขที่เชียงใหม่ หลังถูกขโมย เจ้าของสู้คดีกว่า 9 เดือน ศาลสั่งคืนของกลางแต่ยังเกิดปัญหา ต้องวิ่งตามหาความยุติธรรมกว่าจะได้ตัวสุนัขคืน

เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร มูลนิธิว้อชด็อกไทยแลนด์ พร้อม นายกุลธวัช เผ่าสุวรรณ และภรรยา ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เดินทางไปยัง สภ.หางดง เชียงใหม่ เข้าพบ พ.ต.ท.วิเชียร ชัยชมพู รอง ผกก.สอบสวน สภ.หางดง เชียงใหม่ เพื่อติดต่อขอรับของกลางเป็นสุนัขพันธุ์พื้นเมือง เพศผู้ ชื่อ “เจ้าดู๋” อายุ 3 ปี หลังคดีลักทรัพย์สุนัขไปแล้ว สิ้นสุด โดยศาลสั่งให้คืนของกลางคือสุนัขตัวนี้ หรือคืนเงินแทนเป็นมูลค่า 2 แสนบาท ในกรณีที่สุนัขทุพพลภาพหรือเสียชีวิต

ซึ่งหลังจากเข้าพบตำรวจแล้ว ทั้งหมดได้เดินทางไปยังมูลนิธิสันติสุขเพื่อสุนัขและแมวจรจัด ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เพื่อรับตัว “เจ้าดู๋” โดยภายในมูลนิธิฯแห่งนี้มีสุนัขจรจัดกว่า 300 ตัว ที่ต้องเลี้ยงดู ส่งเสียงเห่าระงม ทันทีที่นายกุลธวัช เดินเข้าไปภายในกรง เจ้าดู๋ กระโจนใส่ด้วยความดีใจ ก่อนที่จะกอดด้วยความคิดถึง และนำตัวใส่กรงเพื่อรับตัวสุนัขกลับบ้าน หลังจากเป็นคดีความ จนต้องอยู่ห่างไกลกันนานกว่า 9 เดือน

คดีนี้เริ่มจากสุนัขจรตัวหนึ่ง ที่นายกุลธวัชรับมาเลี้ยงดูแลให้อาหาร พาไปรักษา ฉีดวัคซีน และอยู่ด้วยกันเหมือนสมาชิกในครอบครัว กระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม 2568 สุนัขถูกนำออกไปจากหมู่บ้าน และวันที่ 20 สิงหาคม 2568 คุณกุลธวัชเข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันที่ สภ.หางดง หลังได้รับข้อมูลว่ามีบุคคลนำกรงสัตว์เข้ามาในหมู่บ้านและนำสุนัขออกไป

หลังจากนั้น นายกุลธวัชพยายามเจรจาขอสุนัขคืน แต่ไม่สำเร็จ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ให้ดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ พร้อมนำหลักฐานการดูแลสุนัข ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ ประวัติการรักษา ประวัติการฉีดวัคซีน และเอกสารต่าง ๆ มามอบให้พนักงานสอบสวนจาก “หมาหาย” จึงกลายเป็นคดีลักทรัพย์สุนัข และสุนัขตัวนี้กลายเป็น “ของกลางที่มีชีวิต” ความยากของคดีนี้คือ ของกลางไม่ใช่สิ่งของทั่วไป ไม่ใช่รถ ไม่ใช่โทรศัพท์ ไม่ใช่ของใช้ แต่เป็นสุนัขที่ยังมีชีวิต มีความรู้สึก และต้องได้รับการดูแลทุกวัน

ตลอดคดีที่ผ่านมา ผู้เสียหายต้องเดินตามขั้นตอนกฎหมายทุกทาง ต้องแจ้งความ ต้องยื่นหนังสือ ต้องติดตามตำรวจต้องติดตามอัยการ ต้องติดตามเรื่องการอายัดของกลาง และต้องขอให้ของกลางกลับมาอยู่ในการดูแลของหน่วยงานที่เป็นกลางแต่ข้อกังวลสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ในบางช่วง สุนัขซึ่งเป็นของกลางไม่ได้กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานกลางอย่างแท้จริง แต่ไปอยู่ในการดูแลของบุคคลภายนอก ที่มีการอ้างสิทธิในสุนัขตัวเดียวกัน เรื่องนี้ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ ไม่สามารถตรวจสอบสวัสดิภาพ และไม่สามารถดูแลสุนัขที่ตนเองเลี้ยงมาได้อย่างแท้จริง

ต่อมา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษา โดยมีคำสั่งเกี่ยวกับการคืนสุนัข หรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย แต่หลังคำพิพากษา ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับสุนัขคืน และยังไม่สามารถตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ ไม่สามารถดูแลรักษา และไม่สามารถพาสุนัขกลับบ้านได้

จนเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว แต่หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ยังต้องติดตามต่อ จนวันที่ 23 เมษายน 2569 ผู้เสียหายและมูลนิธิฯ ต้องยื่นหนังสือต่อหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ สภ.หางดง และอัยการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้สั่งการ กำกับ และเร่งรัดให้มีการเรียกคืนและส่งมอบสุนัขคืนตามคำพิพากษาคำถามที่สังคมควรช่วยกันถามอย่างสุภาพคือเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ทำไมผู้เสียหายยังต้องวิ่งตามของกลางที่เป็นชีวิตต่อไปอีก

ล่าสุด วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 มีการนำสุนัขจากผู้รับฝากของกลางมาไว้ที่มูลนิธิสันติสุขเพื่อสุนัขและแมวจรจัด ซึ่งเป็นสถานที่กลาง เพื่อเตรียมส่งมอบในวันนี้ คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่าสัตว์ที่ถูกละทิ้ง แล้วมีคนมาดูแลต่อ สังคมต้องคุ้มครองคนที่รับผิดชอบจริงไม่ควรสร้างบรรทัดฐานให้คนที่ละทิ้ง หรือไม่ได้ดูแลจริง สามารถกลับมาอ้างสิทธิได้ง่าย ๆ ขณะที่คนที่ดูแลจริง ให้อาหารจริง พาไปรักษาจริง และรับผิดชอบจริง ต้องกลายเป็นฝ่ายวิ่งตามความยุติธรรมอย่างยากลำบาก

ร่วมแสดงความคิดเห็น