“ผอ.ชลประทานเชียงใหม่” แจง ต้นฤดูฝนน้อยกว่าเกณฑ์ “เอลนีโญ” ทำฝนน้อย อาจถึงฝนทิ้งช่วง เร่งกักน้ำให้ได้มากที่สุด บริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ AI รับมือทั้งภัยแล้ง-น้ำท่วม อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม ประตูระบายน้ำในลำน้ำปิงทุกตัวเก็บกักน้ำไว้ด้านหน้าเต็มความจุทุกแห่ง ชี้ผลจากการขุดลอกแม่น้ำปิง ปรับปรุงท้องน้ำ ลำน้ำปิงรับปริมาณน้ำได้เพิ่มกว่า 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลต่อระดับการแจ้งเตือนน้ำล้นตลิ่งที่จุดวัด P.1 เปลี่ยนแปลง เดิมระดับ 3.70 เมตร เปลี่ยนเป็นเตือนที่ 4.20 เมตร คาดระยะเวลาน้ำหลากเข้าเมืองจาก P.67 เปลี่ยนแปลงด้วย จาก 6-7 ชั่วโมง อาจเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง
วันที่ 19 พ.ค. 2569 นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ แถลงข่าวประเด็นแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ว่า แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังน่าเป็นห่วง ปริมาณฝนสะสมช่วงเดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 78.80 มม. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 189.80 มม. คิดเป็นร้อยละ 70 ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสาขาหลายแห่ง มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
โดยแม่น้ำปิงต้นน้ำ ที่จุดวัดระดับน้ำ P.20 อ.เชียงดาว มีอัตราการไหลของมวลน้ำเพียง 10.20 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่บริเวณกลางน้ำและปลายน้ำ ที่จุดวัด P.73A อ.จอมทอง มีอัตราการไหล 67.50 ลบ.ม.ต่อวินาที และสถานีวัด P.1 สะพานนวรัฐ มีอัตราการไหล 48.00 ลบ.ม.ต่อวินาที เทียบกับปี 2568 ซึ่งมีอัตราการไหลสูงถึง 86.40 ลบ.ม.ต่อวินาที สะท้อนสถานการณ์น้ำต้นทุนที่ลดลงอย่างชัดเจน
ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ พบว่า เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 164.944 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62.24% มีน้ำไหลเข้าเขื่อน 1.180 ล้าน ลบ.ม. น้ำระบายออก 0.279 ล้าน ลบ.ม. โดยปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมเพื่อการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเกษตร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 69 – 12 พ.ค. 69 มีผลการส่งน้ำสะสม 131 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าแผน 12.7% สามารถประหยัดน้ำได้ 19 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 162.829 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.91% มีน้ำเข้า 0.197 ล้าน ลบ.ม. น้ำออก 0.075 ล้าน ลบ.ม. โดยปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมเช่นกัน และตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 68 – 12 พ.ค. 69 มีการส่งน้ำสะสม 115.712 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าแผน 1.76%
ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 13 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 65.93 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 64% โดยมีอ่างที่มีน้ำอยู่ระหว่าง 50 – 80% จำนวน 10 แห่ง และอ่างที่มีน้ำอยู่ระหว่าง 30 – 50% จำนวน 3 แห่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 116 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 42.36 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62% รวมถึงโครงการแก้มลิงในเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 7 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ 2,745,000 ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ที่สำคัญประตูระบายน้ำในลำน้ำปิงขณะนี้ได้มีการกักเก็บน้ำไว้บริเวณด้านเหนือเต็มความจุดทุกแห่ง ตั้งแต่ประตูระบายน้ำท่าวังตาลไปจนถึงประตูระบายน้ำตัวสุดท้ายคือ ประตูระบายน้ำแม่สอย
นายเกื้อกูล กล่าวว่า จากสภาวะการณ์เอลนีโญที่คาดว่า จะส่งผลให้ฤดูฝนปี 2569 มีฝนตกน้อยลง เกิดฝนทิ้งช่วง โครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้เร่งเก็บกักน้ำต้นทุนทุกพื้นที่ ทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง แหล่งน้ำชุมชน และระบบกระจายน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงและฤดูแล้ง พร้อมบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการตามข้อมูลเชิงพื้นที่ จัดลำดับความสำคัญในการจ่ายน้ำภาคเกษตร ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี Climata – Smart Agriculture (CSA) มาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ดิน การวางแผนเพาะปลูก ระบบ IoT ภาพถ่ายดาวเทียม และ AI เพื่อวิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์น้ำ น้ำไหลหลาก และภัยแล้งแบบเชิงลึก เพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำและสร้างความมั่นคงด้านการเกษตร พร้อมกันนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่าน SMS / LINE และรถกระจายเสียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปวางแผนเพาะปลูก ลดความเสียหาย เพิ่มผลผลิต และสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผลักดันการเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ (Water Productivity) เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า และต่อยอดสู่การบริหารจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนปี 2569 จังหวัดเชียงใหม่ ได้เตรียมมาตรการรองรับครบทุกด้าน ทั้งการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง จัดทำแผนที่ทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวาง ตรวจสอบระบบแจ้งเตือนน้ำฝน น้ำท่า และดินโคลนถล่ม ตลอดจนบริหารจัดการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม วิเคราะห์การหน่วงน้ำ จัดจราจรน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง และเร่งระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังพล เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากเกิดสถานการณ์อุทกภัย พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นเอกภาพ ลดความสับสนและความตื่นตระหนกของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบางและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
“สำหรับปัจจัยสำคัญของแม่น้ำปิง ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการขุดลอกและปรับปรุงท้องน้ำบริเวณฝายโบราณทั้ง 3 ฝายในลำน้ำปิง ซึ่งจะส่งผลให้พฤติกรรมการไหลของน้ำในแม่น้ำปิงเปลี่ยนจากเดิม ที่จุดตรวจวัด P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อำเภอเมืองเชียงใหม่ สามารถรับปริมาณน้ำได้อยู่ราว 450 ลบ.ม.ต่อวินาที หลังจากการขุดลอกแล้ว รับปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 600 ลบ.ม.ต่อวินาที น้ำแม่น้ำปิงยังอยู่ในลำน้ำ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่จะมีการปรับข้อมูลในการแจ้งเตือนประชาชน จากเดิมจะแจ้งเตือนระดับน้ำที่จุดวัด P.1 เมื่อระดับสูงถึง 3.70 เมตร โดยจะปรับไปแจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำสูงถึง 4.20 เมตร แทน และในอนาคต หากมีการขุดขยายแม่น้ำปิงบริเวณตำรวจภูธรภาค 5 ซึ่งแม่น้ำปิงจะมีความกว้างราว 90 เมตร จะทำให้ลำน้ำปิงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ราว 650 – 700 ลบ.ม.ต่อวินาที” นายเกื้อกูลฯ กล่าว
ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวอีกว่า ในส่วนการแจ้งเตือน เนื่องจากทางต้นน้ำตั้งแต่ อ.เชียงดาว ถึง อ.สันทราย แม่น้ำปิงยังไม่ได้มีการขุดลอก อัตราการไหลของน้ำจะยังเท่าเดิม หากแต่การขุดลอกและการปรับปรุงท้องน้ำ จะส่งผลในแม่น้ำปิงเหนือเขตเมืองขึ้นไป 20 กิโลเมตร และด้านท้ายเมืองเชียงใหม่ลงไปอีกราว 20 กิโลเมตร ข้อมูลทั้งปริมาณน้ำและระดับน้ำล้นตลิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงน้ำในลำน้ำปิงจะมีการเปลี่ยนแปลงไหลเร็วขึ้น ดังนั้นจากจุดวัด P.67 บ้านแม่แต ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จนถึงจุดตรวจวัด P.1 สะพานนวรัฐ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อาจต้องมีการปรับปรุงข้อมูลระยะเวลาที่ปริมาณน้ำจะไหลถึงตัวเมืองเชียงใหม่ จากเดิมใช้เวลาประมาณ 6 – 7 ชั่วโมง อาจจะลดลงได้ราว 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนจากสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝนนี้




ร่วมแสดงความคิดเห็น