คณะเภสัชฯ ม.อ. เปิดประชุมวิชาการนานาชาติ CDD 2026

จาก Lab สู่เวทีโลก ณ ภูเก็ต คณะเภสัชฯ ม.อ. เปิดประชุมวิชาการนานาชาติ CDD 2026 รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนายาและนวัตกรรมสุขภาพจากไทยและต่างประเทศ

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมด้วยเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ “การพัฒนายาในปัจจุบัน ครั้งที่ 8” หรือ The 8thCurrent Drug Development International Conference 2026: CDD2026 ภายใต้แนวคิด “Future Medicine and HealthCare” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 พฤษภาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าทางวิชาการ และงานวิจัยด้านการพัฒนายา เภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง และเทคโนโลยีสุขภาพ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ บัณฑิตศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์ดร.ภก.ธีระพล ศรีชนะ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยความเป็นเลิศระบบนำส่งยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานการจัดงาน พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภก. ฉัตรชัย วัฒนาภิรมย์ภิรมย์สกุล คณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ณ ห้องดวงชนกคอนแวนชั่นฮอล โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดภูเก็ต

ศาสตราจารย์ ดร. ภก. ธีระพล ศรีชนะ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านยาและวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การต่อยอดนวัตกรรม ไปจนถึง การกำหนดแนวทางที่สอดรับกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันงานวิจัยคุณภาพสูงให้สามารถนำไปสู่การประยุกต์ใช้จริง เกิดประโยชน์ต่อระบบสุขภาพ สังคม และการพัฒนาในเชิงพาณิชย์

พร้อมกันนี้ การประชุมยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงนักวิทยาศาสตร์ คณาจารย์ และนักวิจัยจากหลากหลายสาขา ให้ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และแนวคิดใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือข้ามศาสตร์ เพื่อร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต

การประชุมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 200 คน พร้อมทั้งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยยอดผู้สมัครเข้าร่วมงานจากต่างประเทศที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ มีผลงานนำเสนอทั้งในรูปแบบปากเปล่าและโปสเตอร์จำนวนมากกว่าการประชุมครั้งที่ผ่านมาในปี 2566 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐาน คุณภาพ และการยอมรับที่เพิ่มขึ้นของเวทีวิชาการแห่งนี้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังมีโอกาสต่อยอดผลงานวิจัยสู่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล Scopus ตลอดจนผู้เข้าร่วมที่เป็นเภสัชกรยังได้รับคะแนนการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์จำนวน 7.5 คะแนน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งประโยชน์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในวิชาชีพ

“ความสำเร็จของการจัดงานเกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของเครือข่ายคณะเภสัชศาสตร์จาก 7 มหาวิทยาลัย ชั้นนำของประเทศไทยและ1 มหาวิทยาลัยจากประเทศมาเลเซีย ซึ่ง เป็นพลังสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านสุขภาพให้ก้าวสู่ระดับสากล” ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธีระพล กล่าวCDD 2026 ครอบคลุม 4 กลุ่มสาขาสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและการแพทย์แผนดั้งเดิม, เทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรมและเคมีทางเภสัชกรรม, เทคโนโลยีเภสัชกรรมและระบบนำส่งยา และเวชสำอางและโภชนเภสัชภัณฑ์

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย Keynote Speakers 4 ท่าน และ Invited Speakers 8 ท่าน ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในประเด็นร่วมสมัย อาทิ ไมโครนีดเดิลเพื่อการนำส่งยา การออกแบบวัคซีนแห่งอนาคต ยาและสารออกฤทธิ์จากทรัพยากรธรรมชาติ การประยุกต์ใช้ชีวสารสนเทศในการพัฒนายา ระบบนำส่งยาผ่านผิวหนัง เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติทางเภสัชกรรม ตลอดจนประเด็นด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสุขภาพ

สำหรับวันแรกของการประชุม มีการบรรยายพิเศษจากวิทยากรหลัก ได้แก่ Assoc. Prof. Dr. Goh Choon Fu ในหัวข้อ Less Pain, More Gain: Microneedles Changing the Game และ Dr. Anan Jongkaewwattana ในหัวข้อ Re-imagining Vaccine Design: How a Veterinary Challenge is Driving Innovations in Healthcare

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายรับเชิญ การนำเสนอผลงานวิจัยแบบปากเปล่า และการนำเสนอผลงานโปสเตอร์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยรุ่นใหม่และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในสาขาอย่างใกล้ชิด

การประชุม CDD เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2553 โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเวทีวิชาการสำคัญด้านการพัฒนายาในระดับนานาชาติ การจัดงานครั้งที่ 8 นี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้านยาและสุขภาพอย่างยั่งยืน

ร่วมแสดงความคิดเห็น