นายไพศาล สุขเจริญ รักษาการณ์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การเกิดสงครามตะวันออกกลาง เห็นได้ชัดว่าส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดไฮเอ็นที่จะเดินทางท่องเที่ยวช่วงกรีนซีซั่น โดยเฉพาะอิสราเอลที่ชื่นชอบท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนของไทย หายไปกว่า 80% จากที่สอบถามพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักที่โรงแรมให้เหตุผลว่านักท่องเที่ยวชาติชาวอิสราเอลมีความรักชาติสูงมาก จากที่เตรียแผนการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยไว้ แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้นเสียก่อน ทำให้ต้องระดมเงินบริจาคช่วยเหลือประเทศชาติในการต่อสู้ แต่บางส่วนที่ได้จ่ายเงินล่วงหน้าก็เดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนตามการวางแผนที่จ่ายเงินไปแล้วนั้นเอง
“ในขณะนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้กลับมาเที่ยวเชียงใหม่อีกครั้งและถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าชาติอื่นๆ เพียงแต่กลุ่มช่วงอายุและพฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเชียงใหม่เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 35-40% และช่วงอายุระหว่าง 25-39 ปี มีทั้งเรียนจบและทำงานใหม่ หรือครอบครัววัยรุ่น กลุ่มนี้จะพักโรงแรมระดับราคา 3,000-5,000 บาท อย่างสมายล้านนาจะมีอัตราเข้าพักไม่เคยต่ำกว่า 70% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ชอบพักแถวนิมมานเหมินทร์และในเขตเมืองเก่าราคาไม่เกิน 3 พันบาท และจะมีอีกกลุ่มที่พักระดับ 5-6 ดาว ส่วนโรงแรม 3-4 ดาวอัตราเข้าพักหายไปมากบางโรงแรมแทบไม่ได้เปิดไฟเลย” นายไพศาล กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องการให้ภาครัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ตั้งแต่มีข่าวจับจีนเทาและพัวพันกับการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ และข่าวจีนเทาในพื้นที่ล้วนส่งผลกระทบทั้งนั้น การที่รัฐบาลยกเลิกวีซ่า 90 วันให้เหลือ 30 วัน ควรมีมาตรการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะบางกลุ่ม เช่นที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนอยู่โรงเรียนนานาขาติ ก็จะกระทบต่อวีซ่าบ่อยขึ้นและมีข้อจำกัดบางอย่าง ภาครัฐมีนโยบายและวางกรอบ มาตรการที่ชัดเจนมีการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมมั่น จะทำให้ลดปัญหา และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้มาก
อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงใหม่และรัฐบาลต้องวางแผนในระยะยาว โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ๆ เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวแถบเอเชีย ไม่เช่นนั้นภาคการท่องเที่ยวจะเชียงใหม่อาจจะเกิดการชะลอตัว ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเชียงใหม่ยังพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

ร่วมแสดงความคิดเห็น