วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ขบวน “ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ เพื่อปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน” เดินหน้าจัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยมีพระสงฆ์ สามเณร เครือข่ายภาคประชาชน และชาวบ้านในพื้นที่ร่วมเดินเท้ารณรงค์ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำกก เพื่อสร้างการรับรู้ถึงปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสายสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือและลุ่มน้ำชายแดน
ขบวนธรรมยาตราเริ่มออกเดินเท้าเมื่อเวลา 08.30 น. จากวัดใหม่หมอกจ๋าม ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่พื้นที่บ้านผาใต้ โดยผู้เข้าร่วมต่างถือป้ายข้อความรณรงค์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและการฟื้นฟูแม่น้ำกก พร้อมเดินผ่านชุมชนริมแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำในการเกษตร การประมง และการดำรงชีวิตประจำวัน
ตามกำหนดการในช่วงเช้า ขบวนธรรมยาตราเดินทางจากวัดใหม่หมอกจ๋ามไปยังโรงเรียนโชติคุณะเกษม เมืองงามใต้ ระยะทางประมาณ 7.1 กิโลเมตร เพื่อพักฉันเพลและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับชาวบ้านและผู้สนับสนุนกิจกรรม ท่ามกลางบรรยากาศของความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ที่ออกมาต้อนรับและให้กำลังใจผู้ร่วมเดินตลอดเส้นทาง
ต่อมาในช่วงบ่าย ได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านสะท้อนปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสารปนเปื้อน ผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชุมชน โดยหลายฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว ทั้งการผลักดันมาตรการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำและลำน้ำ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้านในการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
ทั้งนี้ กิจกรรม “ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ” ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ เพื่อผลักดันให้เกิดการตื่นตัวของสังคมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และร่วมกันปกป้องแม่น้ำสายสำคัญที่เป็นแหล่งชีวิตของประชาชนในภูมิภาค
ภายในเวทีรับฟังความคิดเห็น ตัวแทนพระสงฆ์และเครือข่ายประชาชนได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์แม่น้ำในพื้นที่ โดยพระสงฆ์ผู้ร่วมธรรมยาตราระบุว่า แม่น้ำถือเป็นสายเลือดสำคัญของชุมชน การปกป้องแม่น้ำจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการรักษาวิถีชีวิตและความมั่นคงของผู้คนในลุ่มน้ำทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันฟื้นฟูธรรมชาติอย่างจริงจัง
ด้านตัวแทนชาวบ้านริมแม่น้ำกกสะท้อนว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งสีของน้ำ ปริมาณตะกอน และความกังวลเรื่องสารปนเปื้อน ส่งผลต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และการจับปลา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน หลายครอบครัวเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัยของแหล่งน้ำที่เคยใช้มาอย่างยาวนาน
ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างจังหวัดในลุ่มน้ำ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายคนยังเห็นตรงกันว่า การจัดธรรมยาตราครั้งนี้ไม่เพียงเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้ร่วมส่งเสียงและผลักดันการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของชุมชนและระบบนิเวศในภาคเหนือ





ร่วมแสดงความคิดเห็น