
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน เดินทางเข้าสู่วันที่ 4 ของกิจกรรม โดยมีคณะพระสงฆ์ นักกิจกรรม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำ ยังคงเดินหน้ารณรงค์สร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ ก่อนเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อภาครัฐ
ตลอดทั้งวัน คณะธรรมยาตราเดินจากโรงเรียนผาขวาง มายังบ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย พร้อมจัดเวทีรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในลุ่มน้ำกก
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า การกลับมาจัดธรรมยาตราในปีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากกว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่เริ่มออกเดินจากสะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา มีทั้งพระสงฆ์และประชาชนร่วมเดินเป็นจำนวนมาก
“ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมา เราเห็นว่าประชาชนมีความตื่นตัวและรับรู้เรื่องปัญหาสารพิษในแม่น้ำมากขึ้น ทั้งจากการเข้าร่วมกิจกรรม การสนับสนุนคณะธรรมยาตรา และการเผยแพร่ข่าวสารสู่สังคม ทำให้ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายนิวัฒน์กล่าว
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า วันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งคณะธรรมยาตราจะเดินทางถึงศาลากลางจังหวัดเชียงราย ถือเป็นวันสำคัญ เพราะจะมีการนำข้อเสนอและข้อเรียกร้องที่รวบรวมจากชุมชนตลอดเส้นทางมานำเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การทวงถามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) และแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดน การกำหนดนโยบายด้านห่วงโซ่อุปทานของแร่ การควบคุมการนำเข้าและการตรวจสอบที่มาของแร่ ตลอดจนมาตรการเยียวยา ฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพผลักดันความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการแก้ปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง
“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าแร่หายากมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ประเทศผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้” นายนิวัฒน์กล่าว
สำหรับประเด็นการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง นายนิวัฒน์ระบุว่า การถกเถียงเรื่องค่าปนเปื้อนสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป เพราะข้อเท็จจริงคือมีการตรวจพบสารปนเปื้อนโลหะหนักในลำน้ำแล้ว
“สิ่งที่ต้องยอมรับร่วมกันคือมีสารพิษอยู่ในแม่น้ำของเรา และปัญหาสำคัญคือการสะสมของสารพิษเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ในน้ำ แต่สะสมอยู่ในตะกอนดิน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมหลัก ก่อนจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์”
เขากล่าวว่า สัตว์น้ำหลายชนิด โดยเฉพาะปลาที่อาศัยและหากินบริเวณพื้นท้องน้ำ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากตะกอนที่ปนเปื้อนโลหะหนัก จึงสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตัวเลขผลตรวจคุณภาพน้ำในแต่ละช่วงเวลา แต่เป็นปัญหาสะสมระยะยาวที่อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
“สารพิษไม่ได้ลดลง แต่สะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่กิจกรรมเหมืองยังดำเนินต่อไป ดังนั้นทุกฝ่ายต้องยอมรับข้อเท็จจริงและร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง” นายนิวัฒน์กล่าว
ขณะที่ นายหล้า พุ่มไพรระไหวชื่น อายุ 45 ปี ชาวบ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ กล่าวว่า ตนเองเคยมีบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำกก แต่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 จนต้องย้ายที่อยู่อาศัยเข้ามาสร้างบ้านใหม่ในสวน ห่างจากแม่น้ำประมาณ 1 กิโลเมตร
“ทุกครั้งที่ฝนตกก็ยังรู้สึกหวาดผวา กลัวจะเกิดเหตุซ้ำอีก เพราะพื้นที่เดิมกลายเป็นแอ่งน้ำและเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมซ้ำ แถมหลังเหตุน้ำท่วมใหญ่ชาวบ้านต้องมาเจอปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดนจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้านซ้ำเติมอีก จนเกิดผลกระทบต่อคนในพื้นที่เป็นวงกว้าง” นายหล้ากล่าว
เขาระบุว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะที่อยู่อาศัย แต่ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมท่องเที่ยวล่องแพในแม่น้ำกกที่เคยสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมากจากความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ
“เมื่อก่อนมีรายได้จากการล่องแพ แต่ตอนนี้นักท่องเที่ยวไม่มา ชาวบ้านก็ไม่กล้าลงน้ำ วิถีชีวิตเปลี่ยนไป ต้องหันกลับมาทำเกษตร เลี้ยงสัตว์ และใช้น้ำจากลำห้วยบนภูเขาแทน”
นายหล้ากล่าวว่า ชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการจัดการปลายน้ำ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ
“คนที่ได้รับผลกระทบจริงคือชาวบ้านปลายน้ำอย่างพวกเรา อยากให้แก้ที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านต้องแบกรับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว”
พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนการจัดกิจกรรมธรรมยาตรา เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสะท้อนปัญหาให้สังคมและผู้มีอำนาจรับรู้ และอยากให้มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ขบวนธรรมยาตราจะเดินทางต่อเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายในวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อร่วมกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลกและยื่นข้อเสนอจากเครือข่ายประชาชนต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวินอย่างยั่งยืนต่อไป.




ร่วมแสดงความคิดเห็น