วงการบันเทิงญี่ปุ่นร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ อาคิฮิโระ มิวะ (Akihiro Miwa) นักร้อง นักแสดง และนักพากย์ระดับตำนาน ผู้เป็นที่รู้จักจากบทเพลง ‘Yoitomake no Uta’ และบทบาทเสียงพากย์ตัวละครสำคัญจากผลงานของ Studio Ghibli เธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2026 ด้วยวัย 91 ปี
.
ต้นสังกัดเปิดเผยว่า มิวะเสียชีวิตอย่างสงบจากสาเหตุตามวัย หลังใช้เวลาหลายเดือนสุดท้ายพักฟื้นร่างกายอยู่ที่บ้าน พิธีไว้อาลัยและงานศพจัดขึ้นเป็นการส่วนตัวตามความประสงค์ของเธอ โดยมีเพียงสมาชิกครอบครัวใกล้ชิดเข้าร่วม และไม่มีแผนจัดพิธีรำลึกต่อสาธารณะ
.
มิวะเกิดในชื่อ อาคิฮิโระ มารุยามะ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 1935 ที่เมืองนางาซากิ ก่อนย้ายมายังกรุงโตเกียวและเริ่มต้นเส้นทางศิลปินตั้งแต่อายุ 16 ปี ที่ Ginpari คาเฟ่ดนตรีฝรั่งเศสชื่อดังในย่านกินซ่า เธอเริ่มเป็นที่จับตามองในปี 1957 จากการแปลและขับร้องเพลงฝรั่งเศส ‘Me Que Me Que’ เป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมสไตล์การแสดงอันโดดเด่นที่ผสมผสานความงดงามแบบตะวันตกเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัว
.
ผลงานที่สร้างชื่อให้มิวะไปทั่วญี่ปุ่นคือ ‘Yoitomake no Uta’ (‘บทเพลงแห่งโยอิโตะมาเกะ’) ที่เผยแพร่ในปี 1965 เธอเป็นผู้แต่งทั้งเนื้อร้องและทำนอง โดยเพลงความยาวเกือบ 6 นาทีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของพ่อแม่และลูก ถ่ายทอดความเคารพต่อแรงงาน ความเสียสละของผู้เป็นแม่ และความอบอุ่นของสายสัมพันธ์ในครอบครัว เพลงดังกล่าวกลายเป็นผลงานอมตะ และถูกนำไปร้องในรายการ Kohaku Uta Gassen หลายครั้ง
.
นอกเหนือจากความสำเร็จในฐานะนักร้อง มิวะยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวัฒนธรรมเควียร์ญี่ปุ่นยุคบุกเบิก เธอเป็นที่รู้จักจากการแสดงในฐานะ drag queen และศิลปินผู้มีภาพลักษณ์แบบแอนโดรจีนี (androgyny) ซึ่งท้าทายกรอบความคิดเรื่องเพศและความงามในสังคมญี่ปุ่นช่วงหลังสงคราม
.
ในยุคทศวรรษ 1950–1960 ที่การแสดงออกของ LGBTQ+ ยังถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ มิวะเลือกใช้เวทีการแสดงเป็นพื้นที่แห่งการทดลองตัวตน ผ่านเครื่องแต่งกายหรูหรา การแต่งหน้า ผมสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ และการแสดงที่ผสมผสานความเป็นชายและหญิงเข้าด้วยกัน เธอไม่ได้เพียงสร้างภาพลักษณ์บนเวที แต่ยังทำให้ผู้คนที่อยู่นอกกรอบเพศสภาพสามารถมองเห็นตัวเองในพื้นที่สาธารณะได้มากขึ้น
.
ด้วยเหตุนี้ มิวะจึงได้รับการยกย่องจากคนรุ่นหลังในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ช่วยขยายพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางเพศในญี่ปุ่น เธอใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อบทบาททางเพศ ความงาม และเสรีภาพในการเป็นตัวเอง ก่อนที่ประเด็น LGBTQ+ จะได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมญี่ปุ่น
.
นอกจากบทบาทในวงการเพลง มิวะยังเป็นนักแสดงละครเวทีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง เธอปรากฏตัวในผลงานสำคัญ เช่น ‘La Marie-Vison’ ของ เทราอิยามะ ชูจิ และ ‘Black Lizard’ ซึ่งดัดแปลงจากงานของ เอโดงาวะ รัมโป โดย มิชิมะ ยูกิโอะ การแสดงเหล่านี้ทำให้เธอได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และได้รับการยอมรับจาก Yomiuri Theater Awards
.
เรื่องราวของมิวะยังเชื่อมโยงกับ มิชิมะ ยูกิโอะ หนึ่งในนักเขียนชื่อดังที่สุดของญี่ปุ่น ทั้งสองพบกันในพื้นที่สังคมเควียร์ของโตเกียวช่วงทศวรรษ 1960 และมีความสัมพันธ์ที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน แม้ทั้งคู่จะมีมุมมองทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมาก โดยมิวะซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ ยืนหยัดต่อต้านสงครามและสนับสนุนสันติภาพ ขณะที่มิชิมะมีแนวคิดชาตินิยมและหลงใหลภาพลักษณ์ของความเป็นชายแบบทหาร
.
สำหรับแฟนแอนิเมชันทั่วโลก มิวะเป็นที่รู้จักจากการให้เสียงของ ‘โมโระ’ (Moro) เทพหมาป่าในภาพยนตร์ ‘เจ้าหญิงโมโนโนเกะ’ (Princess Mononoke) ผลงานกำกับของ มิยาซากิ ฮายาโอะ ตัวละครโมโระไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ แต่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ ปัญญา และการต่อต้านการทำลายล้างจากมนุษย์
.
น้ำเสียงทุ้มลึกและทรงพลังของมิวะทำให้โมโระกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำที่สุดของสตูดิโอจิบลิ บทสนทนาระหว่างโมโระกับอาชิตากะเต็มไปด้วยความหนักแน่นและความรู้สึกถึงบาดแผลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของภาพยนตร์
.
นอกจากโมโระแล้ว มิวะยังให้เสียง Witch of the Waste ใน ‘Howl’s Moving Castle’ และ Arceus ใน ‘Pokémon: Arceus and the Jewel of Life’ ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชมรุ่นใหม่ทั่วโลก แม้บทบาทด้านแอนิเมชันจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางศิลปินที่ยาวนานกว่า 70 ปี
.
ในช่วงปี 2005–2009 มิวะกลายเป็นบุคคลคุ้นตาของผู้ชมโทรทัศน์จากรายการ ‘Aura no Izumi’ ของ TV Asahi ด้วยภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งผมสีเหลือง เสื้อผ้าหรูหรา และบุคลิกอ่อนโยน นอกจากนี้เธอยังทำงานด้านการเขียนและแสดงความคิดเห็นทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง
.
ตลอดชีวิต มิวะได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิในปี 1945 ซึ่งเธอรอดชีวิตมาได้เมื่ออายุ 10 ปี ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่องสันติภาพ เธอออกมาเรียกร้องให้สังคมขจัดการเลือกปฏิบัติและอคติ เพื่อให้ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก
.
ในข้อความที่เผยแพร่หลังการเสียชีวิต มิวะกล่าวถึงโลกที่ยังเต็มไปด้วยสงคราม ภัยพิบัติ และความรุนแรง พร้อมย้ำถึงความปรารถนาที่จะเห็นสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ด้วยความสงบ ความเมตตา และศักดิ์ศรี
.
ก่อนจากไป มิวะกล่าวคำสุดท้ายกับสมาชิกครอบครัวเพียงว่า ‘ขอบคุณ’ ในพิธีศพที่กรุงโตเกียว แท่นบูชาถูกประดับด้วยดอกกุหลาบสีเหลือง ซึ่งเป็นดอกไม้โปรดของเธอ ขณะที่จดหมายจากแฟน ๆ ถูกวางไว้ในโลงศพ เพื่ออำลาศิลปินผู้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ไว้ให้กับคนหลายรุ่น
.
จากนักร้องเจ้าของ ‘Yoitomake no Uta’ สู่เสียงของโมโระ และศิลปิน drag queen ผู้กล้าท้าทายกรอบเพศในสังคมญี่ปุ่น อาคิฮิโระ มิวะ จะยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ผู้คนทั่วโลกจดจำต่อไป
.
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1DbhQU9m6H/?mibextid=wwXIfr

ร่วมแสดงความคิดเห็น