แพทย์ มช.เตือน กินหวานทุกวัน “เลือดอาจกลายเป็นไขมัน” ไตรกลีเซอไรด์สูง เสี่ยงตับอ่อนอักเสบถึงชีวิต

จริงไหม? กินหวานทุกวัน “เลือดอาจกลายเป็นไขมัน” แพทย์ มช. เตือน ไตรกลีเซอไรด์สูง เสี่ยงตับอ่อนอักเสบถึงชีวิต‼️

“เลือดสีขาวเหมือนไขมันหมู” หลายคนอาจเคยเห็นภาพนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย และสงสัยว่าเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่❓

คำตอบคือ เกิดขึ้นได้จริง และไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภาวะนี้อาจเกิดจาก ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูงมากผิดปกติ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และในรายที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

❓เลือดกลายเป็นสีขาว เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อเจาะเลือดตรวจสุขภาพ บางรายอาจพบว่าเลือดหรือพลาสมามีลักษณะ ขาวขุ่นคล้ายไขมัน ซึ่งเกิดจากการมี ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยมักพบเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

โดยทั่วไป ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่เหมาะสมควร ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
200–499 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่ามีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง
ตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก

หากสูงเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เลือดอาจมีลักษณะขาวขุ่นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะไขมันในเลือดสูงระดับรุนแรง

⚠️อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงตับอ่อนอักเสบและเสียชีวิตได้

ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมาก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในผลตรวจเลือด แต่สามารถกระตุ้นให้เกิด ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

▪️อาการของภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงซ้าย ปวดร้าวไปด้านหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้
  • ท้องอืด
  • ถ่ายเหลว
    หากมีภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันแบบรุนแรง อาจทำให้อวัยวะสำคัญทำงานล้มเหลว เช่น ไตวาย การหายใจล้มเหลว หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเรื้อรัง ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

⚠️บางคนไม่มีอาการ แต่ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก อาจพบ ตุ่มไขมันสะสมใต้ผิวหนัง ตุ่มเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม พบได้บริเวณก้น สะโพก ข้อศอก หัวเข่า ต้นขา ไหล่ และหลังส่วนบน บางรายอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย ผื่นนูนนี้สามารถยุบลงได้เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง

❓กินหวาน ทำไมถึงกลายเป็นไขมันในเลือด?

หลายคนเข้าใจว่า “ไขมันในเลือดสูง” เกิดจากการกินของมันเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว การรับประทานน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็น ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งสะสมไว้ในตับ และปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น

อาหารที่ควรระวัง ได้แก่

  • ข้าวขาว
  • ขนมปังขาว
  • ขนมเบเกอรี่ต่าง ๆ เช่น เค้ก คุกกี้ โดนัท
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • เส้นพาสต้าทั่วไป
  • น้ำผลไม้
  • เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

ไม่ใช่แค่ของหวาน…ของมันก็เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ได้

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์ สามารถกระตุ้นให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เช่น

  • เนื้อสัตว์ติดมัน
  • หมูสามชั้น
  • หนังหมู หนังไก่ หนังเป็ด
  • ไส้กรอกและเนื้อสัตว์แปรรูปต่าง ๆ
  • กะทิ
  • น้ำมันปาล์ม
  • น้ำมันมะพร้าว
  • เนยเทียม
  • ครีมเทียม
  • เบเกอรี่บางชนิด
  • อาหารทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ๆ
  • อาหารฟาสต์ฟู้ด

นอกจากนี้ ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงยังอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคไตวาย ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ รวมถึงยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเพศ สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยากดภูมิคุ้มกัน และยารักษาสิวบางชนิด

❓ใครบ้างที่ควรตรวจไขมันในเลือด?

เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทยจึงแนะนำให้ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจคัดกรองภาวะไขมันผิดปกติในเลือด แม้จะไม่มีอาการก็ตาม

การตรวจครั้งแรกมักประกอบด้วย

  • ระดับไตรกลีเซอไรด์
  • โคเลสเตอรอลรวม
  • โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
    ซึ่งสามารถนำไปคำนวณหาระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้
    ลดไตรกลีเซอไรด์ เริ่มได้จากการปรับพฤติกรรม

การดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยควร

  • ลดอาหารหวานและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เลือกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต ถั่ว และพืชหัว
  • ลดน้ำตาลให้ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน
  • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์

เพิ่มการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาอินทรี และปลาช่อน

หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หากมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของน้ำหนักตัว
ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

แม้ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยให้ระดับไขมันสูงมาก อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก จะช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.พญ. เมตตาภรณ์ พรพัฒน์กุล ประธานทีมนำทางคลินิก (clinical lead team) ในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ อาจารย์หน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/93DzD

#เลือดอาจกลายเป็นไขมัน #ไตรกลีเซอไรด์สูง #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช. #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmuในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedcmu

ร่วมแสดงความคิดเห็น