แพทย์ มช.ไขข้อสงสัย “กลิ่นแก่” พร้อมแนะวิธีบอกพ่อแม่อย่างไม่ทำร้ายความรู้สึก

“กลิ่นแก่” มีจริงไหม?

แพทย์ มช. ไขข้อสงสัย พร้อมแนะวิธีบอกพ่อแม่อย่างไม่ทำร้ายความรู้สึก

หลายคนอาจเคยได้กลิ่นเฉพาะตัวของผู้สูงอายุ จนเกิดคำเรียกติดปากว่า “กลิ่นแก่” บางคนเข้าใจว่าเกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด ขณะที่บางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แล้วความจริงเป็นอย่างไร?
รศ.นพ.พีระศักดิ์ เลิศตระการนนท์หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มช.อธิบายว่า “กลิ่นแก่” มีพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องมีกลิ่นลักษณะนี้ และไม่ได้เกิดจากการละเลยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว

❓”กลิ่นแก่” เกิดจากอะไร?

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการทำงานของผิวหนัง ฮอร์โมน การผลัดเซลล์ผิว และองค์ประกอบของไขมันบนผิวหนัง
งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะเริ่มมีการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อ 2-Nonenal (ทู-โนนีนาล) (เอกสารอ้างอิงสาร 2-nonenal ตั้งแต่ปี 2001 ) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของกรดไขมันบนผิวหนังจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน สารนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวที่มักถูกอธิบายว่าเป็นกลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง กระดาษเก่า หรือกลิ่นอับอ่อน ๆ และเป็นที่มาของคำว่า “กลิ่นแก่”

โดยทั่วไปพบได้ตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และอาจชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

❓ผู้สูงอายุทุกคนจะมีกลิ่นแก่หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่

แม้อายุจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความรุนแรงของกลิ่นแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • พันธุกรรม
  • สุขภาพโดยรวม
  • การดูแลสุขอนามัย
  • การดื่มน้ำ
  • การรับประทานอาหาร
  • การออกกำลังกาย
  • การใช้ยาบางชนิด
  • โรคประจำตัว
    ดังนั้น ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยก็ไม่มีกลิ่นตัวที่ผิดปกติ

ไม่ใช่อายุอย่างเดียว…โรคบางชนิดก็ทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนได้

หากกลิ่นตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ควรได้รับการตรวจรักษา เช่น

  • โรคเบาหวาน
  • โรคไตเรื้อรัง
  • โรคตับ
  • การติดเชื้อ
  • แผลเรื้อรัง
  • ปัญหาสุขภาพช่องปาก

หากสงสัยว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไปผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

อาบน้ำอย่างเดียวอาจไม่พอ การลดกลิ่นตัวในผู้สูงอายุควรดูแลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่

  • อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายทุกวัน
  • เช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ
  • เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นประจำ
  • ซักผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม และปลอกหมอนสม่ำเสมอ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
  • ควบคุมโรคประจำตัว
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ลูกหลานควรช่วยดูแลเรื่องการอาบน้ำ การเปลี่ยนเสื้อผ้า และการทำความสะอาดเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ

❌อย่าพูดว่า “ตัวเหม็น”
ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจไม่รับรู้ว่ากลิ่นตัวของตนเองเปลี่ยนไป เนื่องจากประสาทรับกลิ่นเสื่อมลงตามวัย
หากลูกหลานพูดตรง ๆ ว่า
“ตัวเหม็น”
หรือ
“ทำไมไม่อาบน้ำ”

อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจ และรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของครอบครัว

แล้วควรพูดอย่างไร?
รศ.นพ.พีระศักดิ์ แนะนำว่า ควรใช้ความห่วงใยเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสาร เช่น
“ช่วงนี้อากาศร้อน เดี๋ยวหนูช่วยเตรียมน้ำให้อาบนะ”
“เดี๋ยวเราเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จะได้สบายตัวขึ้น”
“หนูซักผ้าห่มกับปลอกหมอนให้แล้ว คืนนี้จะได้นอนสบาย”

หากสงสัยว่ากลิ่นตัวอาจเกิดจากโรค ควรชวนไปพบแพทย์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ มากกว่าพูดถึงเรื่องกลิ่นโดยตรง “กลิ่นแก่” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่สิ่งที่ผู้สูงอายุเลือกให้เกิดขึ้น

บางครั้งสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการมากที่สุด ไม่ใช่น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น แต่คือความเข้าใจ ความใส่ใจ และการดูแลจากลูกหลานด้วยความอ่อนโยน เพราะเมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้มีเพียงสุขภาพกาย แต่ยังรวมถึงการได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและความรู้สึกของท่านด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :รศ.นพ.พีระศักดิ์ เลิศตระการนนท์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/DfgUj

#กลิ่นแก่ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่#แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU

ร่วมแสดงความคิดเห็น