สมัชชาสุขภาพเชียงรายเคาะ 6 มติ ดันวิกฤตสารโลหะหนัก “กก–สาย–รวก–โขง” เป็นวาระแห่งชาติ ชง ครม.เร่งแก้ปัญหาต้นน้ำข้ามพรมแดน
เชียงราย – เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่หอปรัชญารัชกาลที่ 9 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นำโดย นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น เรื่อง “การแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และเครือข่ายประชาชนจากพื้นที่ลุ่มน้ำทั้ง 4 สาย เข้าร่วมกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะเพื่อรับมือปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์รับรอง ร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ด้าน เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก่อนส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาผลักดันเป็นนโยบายระดับประเทศ โดยมีสาระสำคัญประกอบด้วย การประกาศให้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งน้ำข้ามพรมแดนเป็น วาระแห่งชาติ การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นกำเนิด การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพประชาชน การกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงจากการใช้น้ำและการบริโภค การจัดตั้งระบบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลพร้อมการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส
ระหว่างการประชุม ตัวแทนชุมชนจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย อาทิ อำเภอเมืองและอำเภอเชียงของ ได้สะท้อนผลกระทบจากปัญหาน้ำปนเปื้อนที่ยืดเยื้อ รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมและโคลนปนเปื้อนสารโลหะหนัก ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านคุณภาพชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสารโลหะหนัก โดยย้ำว่าการต้มน้ำให้เดือด ไม่สามารถกำจัดสารโลหะหนักได้ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง และสนับสนุนแนวคิด “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่ของตนเองได้
นอกจากนี้ ผู้แทนจากพื้นที่ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติงบประมาณสร้างแหล่งน้ำดิบสำหรับชุมชน 18 หมู่บ้านในพื้นที่ต้นน้ำ ปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายเพื่อให้สามารถพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่จำเป็น รวมถึงเร่งแก้ปัญหาการทำเหมืองและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบริเวณต้นน้ำ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการปนเปื้อน
อีกข้อเสนอที่ได้รับความสนใจ คือการส่งเสริมการปลูก ทานตะวัน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อน โดยใช้หลักการฟื้นฟูดินด้วยพืช (Phytoremediation) เพื่อช่วยดูดซับโลหะหนักในดิน พร้อมต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนในช่วงที่ยังไม่สามารถเพาะปลูกพืชอาหารได้ตามปกติ
ในประเด็นการแก้ไขปัญหาต้นเหตุ ที่ประชุมยังเสนอให้รัฐบาลไทยยกระดับ การทูตด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับบทบาทการส่งเสริมสันติภาพในประเทศเมียนมา โดยผลักดันให้ประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่การหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ และเวทีความร่วมมืออาเซียน เพื่อสร้างกลไกแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ด้านการสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว มีข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุเนื้อหาการจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อมในหลักสูตรท้องถิ่นและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อปลูกฝังความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ขณะที่ ดร.สืบสกุล กิตนุกรณ์ และคณะวิชาการ ได้ตอบรับข้อเสนอจากภาคประชาชน พร้อมปรับปรุงร่างมติ โดยเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน ระบบตรวจสอบย้อนกลับของแร่ และการทูตสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพิ่ม อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่นำร่องด้านการบริหารจัดการร่วมกับอำเภอแม่อายและลุ่มน้ำกกตอนกลาง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำโขงอย่างครบถ้วน
คณะดำเนินงานยืนยันว่า ข้อเสนอทั้งหมดจากภาคประชาชนจะถูกรวบรวมจัดทำเป็น แผนปฏิบัติการ (Roadmap) แยกจากร่างมติหลัก เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม เพื่อแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ให้เกิดผลในเชิงนโยบายและกฎหมายอย่างยั่งยืน
#ข่าวด่วนเชียงราย #Chiangraivoice #Chiangraivoicenews #เชียงรายวอยซ์นิวส์ #เชียงรายวอยซ์ #แม่น้ำกก #แม่น้ำสาย #แม่น้ำรวก #แม่น้ำโขง #สารโลหะหนัก #สมัชชาสุขภาพ #เชียงราย #สิ่งแวดล้อม #วาระแห่งชาติ




ร่วมแสดงความคิดเห็น