หาดเชียงราย 50 ปี ส่อเค้าปิดฉาก! อบต.รอบเวียง แจ้งคืนพื้นที่ ผู้ประกอบการโอดกระทบอาชีพ-ที่อยู่อาศัย

หาดเชียงราย 50 ปี ส่อเค้าปิดฉาก! อบต.รอบเวียง แจ้งคืนพื้นที่ ผู้ประกอบการโอดกระทบอาชีพ-ที่อยู่อาศัย วอนยืดเวลารื้อถอน ด้านนายก อบต.ยันเดินหน้าโครงการพัฒนาเมือง 187 ล้าน

วันที่ 23 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หาดเชียงราย หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ “พัทยาน้อย” ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย แหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกที่อยู่คู่จังหวัดเชียงรายมานานกว่า 50 ปี กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รอบเวียง มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ให้เตรียมขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบพื้นที่เช่าคืนภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อเตรียมดำเนินโครงการพัฒนาตามแผนผังเมืองรวมเมืองเชียงราย ขณะที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบและวิตกกังวลต่ออนาคตการประกอบอาชีพและที่อยู่อาศัย วอนภาครัฐขยายเวลาและจัดหาพื้นที่ค้าขายรองรับ

อบต.รอบเวียง ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลพื้นที่หาดเชียงราย ได้ส่งหนังสือถึงผู้ประกอบการร้านค้า ระบุว่า อบต.รอบเวียงได้รับแจ้งจากกรมโยธาธิการและผังเมืองว่า จะดำเนินโครงการพัฒนาตามแผนผังเมืองรวมเมืองเชียงราย บริเวณหมู่ 2 ชุมชนฮ่องลี่ หมู่ 7 ชุมชนป่างิ้ว หมู่ 4 บ้านป่างิ้ว และพื้นที่ต่อเนื่องใน ต.รอบเวียง ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่เร่งด่วน โดยมีพื้นที่หาดเชียงรายอยู่ในโครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ อบต.รอบเวียง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า อบต.รอบเวียงจะไม่มีการต่อสัญญาเช่าอาคารร้านค้าในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเตรียมส่งมอบพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการ จึงขอให้ผู้เช่าปฏิบัติตามสัญญาเช่า ขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร พร้อมส่งมอบสถานที่เช่าคืนในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 หากพ้นกำหนด อบต.จะดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินแทน โดยคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากผู้เช่า หรือหักจากหลักประกันสัญญา หากไม่เพียงพอจะเรียกเก็บส่วนที่เหลือ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กรณีดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนและวิตกกังวลให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้า โดยเฉพาะเรื่องอนาคตการประกอบอาชีพและที่อยู่อาศัย เนื่องจากหลายครอบครัวประกอบอาชีพและพักอาศัยอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานานหลายสิบปี

น.ส.ฉวีวรรณ ศรีโชติ อายุ 55 ปี ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านค้าหาดเชียงราย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากประกอบอาชีพอยู่ที่หาดเชียงรายต่อเนื่องกันมาหลายรุ่น โดยตนเองเริ่มค้าขายตั้งแต่อายุ 12 ปี จนปัจจุบันอายุ 55 ปี จึงรู้สึกตกใจและปรับตัวไม่ทันกับการแจ้งให้คืนพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อเหลือเวลาเพียงประมาณ 2 เดือนในการขนย้ายทรัพย์สินออกทั้งหมด

น.ส.ฉวีวรรณ กล่าวว่า แม้ทาง อบต.เคยแจ้งเรื่องการสิ้นสุดสัญญาเช่าให้ทราบมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะมีการคืนพื้นที่ในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ เพราะร้านค้าหลายแห่งมีอุปกรณ์และทรัพย์สินจำนวนมาก ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายมีบ้านพักอยู่ห่างไกล และบางรายไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เนื่องจากเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่มานานหลายสิบปี ลูกหลานก็เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนใกล้หาดเชียงรายหรือในเขตตัวเมือง การหาที่อยู่ใหม่และขนย้ายทรัพย์สินจึงต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

น.ส.ฉวีวรรณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้ทรัพย์สินและสินค้าของร้านค้าได้รับความเสียหาย หลายรายต้องกู้หนี้ยืมสินมาฟื้นฟูและปรับปรุงร้าน ใช้เงินลงทุนคนละหลายแสนบาท ขณะที่ยังไม่สามารถคืนทุนหรือชำระหนี้ได้หมด ยังต้องเผชิญกับกระแสข่าวเรื่องการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก ส่งผลให้ลูกค้าลดลงอย่างมาก ก่อนจะได้รับแจ้งให้คืนพื้นที่อีกครั้ง

“รู้สึกท้อใจมาก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร อยากให้ภาครัฐเห็นใจผู้ประกอบการ ขอให้ขยายระยะเวลาการรื้อถอนและคืนพื้นที่ออกไปอีก เพราะเชื่อว่าโครงการก่อสร้างไม่ได้เริ่มดำเนินการทันทีในวันแรกที่คืนพื้นที่ หากมีเวลาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจะได้มีโอกาสหาที่อยู่อาศัยและสถานที่ประกอบอาชีพใหม่ หากเป็นไปได้ ในช่วงเวลาที่เหลืออยากให้มีมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าและค่าใช้จ่ายในการย้ายออก รวมถึงอยากให้ อบต.ช่วยจัดหาสถานที่ประกอบอาชีพให้ เพราะผู้เช่าส่วนใหญ่ประกอบอาชีพขายอาหารมาทั้งชีวิต การจะให้ไปเริ่มต้นอาชีพใหม่คงเป็นเรื่องยาก” น.ส.ฉวีวรรณ กล่าว

ด้านนายวันชนะ ท้าวแก่นจันทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง กล่าวว่า เรื่องการคืนพื้นที่หาดเชียงราย ทาง อบต.ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการทราบมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้ว และผู้ประกอบการส่วนใหญ่รับทราบและเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี โดยพื้นที่หาดเชียงรายมีผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ประกอบกิจการประมาณ 30 ราย แต่หลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วม ปัจจุบันเหลือผู้ประกอบการประมาณ 20 กว่าราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้แจ้งความจำนงคืนพื้นที่แล้ว เหลือประมาณ 8 รายที่ยังไม่ยอมคืนพื้นที่

นายวันชนะ กล่าวว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง อบต.รอบเวียง กับเทศบาลนครเชียงราย เพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองใหม่ มีทั้งการจัดทำแนวป้องกันตลิ่งพัง การยกระดับแนวตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำท่วม การปรับปรุงภูมิทัศน์ สวนหย่อมและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ โซนออกกำลังกาย สนามกีฬา ลานกิจกรรม และลานจอดรถ ใช้งบประมาณประมาณ 187 ล้านบาท เป็นงบประมาณผูกพันระยะเวลา 3 ปี

โดยในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องขอคืนพื้นที่จากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม อบต.ไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนด แต่ให้ผู้ประกอบการอยู่จนครบตามสัญญา ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงเดือนกันยายน 2569 และจะไม่มีการต่อสัญญาเช่าออกไป

นายวันชนะ กล่าวอีกว่า เมื่อโครงการพัฒนาพื้นที่หาดเชียงรายแล้วเสร็จ จะทำให้พื้นที่มีสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ออกกำลังกายที่เป็นระบบ คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น โดยโครงการจะมีการก่อสร้างอาคารสำหรับจำหน่ายสินค้าเพื่อรองรับผู้ประกอบการ ซึ่งจะพิจารณาให้สิทธิแก่กลุ่มผู้ประกอบการเดิมที่เคยเช่าพื้นที่ประกอบกิจการร้านอาหารก่อน

ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่เห็นด้วยกับการคืนพื้นที่ สามารถยื่นอุทธรณ์หรือแสดงข้อเสนอเข้ามาได้ โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณาและเจรจาเป็นรายกรณี ขณะที่เงื่อนไขในสัญญาเช่ามีข้อตกลงว่า หาก อบต.มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่คืน ผู้ประกอบการยินยอมคืนพื้นที่โดยไม่มีการเรียกร้องค่าชดเชย อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการยังไม่ยอมคืนพื้นที่ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเรียกร้องให้ อบต.จัดหาพื้นที่ค้าขายชั่วคราวให้แก่ผู้ประกอบการนั้น นายวันชนะ กล่าวว่า พื้นที่ของ อบต.มีจำกัด และการพัฒนาพื้นที่หาดเชียงรายจะต้องดำเนินการเต็มพื้นที่ จึงไม่สามารถจัดสรรพื้นที่ภายในโครงการให้ผู้ประกอบการค้าขายได้ในระหว่างการก่อสร้าง โดยขอให้ผู้ประกอบการจัดหาสถานที่ประกอบอาชีพแห่งใหม่ไปพลางก่อน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหาดเชียงราย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่คู่ชาวเชียงรายมานานกว่า 50 ปี ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาเมือง การยกระดับภูมิทัศน์และการท่องเที่ยว กับการดูแลผู้ประกอบการดั้งเดิมที่ประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานาน ขณะที่ผู้ประกอบการยังคงหวังว่าจะมีการหารือร่วมกันเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและลดผลกระทบต่อผู้ได้รับความเดือดร้อนให้มากที่สุด

ร่วมแสดงความคิดเห็น